Archive | Tips & Tricks

Trend Report - Yellow

Posted on 02 July 2007 by Vinegar Girl

ตอนนี้เหล่าบรรดาเซเลบฝั่งฮอลิวูด ต่างพากันสวมใส่ชุดสีเหลือง เรียกว่าเป็นสีที่มาแรงของซีซั่นนี้เลยก็ว่าได้ จะว่าไปเมืองไทยเราเป็นผู้นำเทรนด์นี้เลยนะคะเนี่ย เพราะเราใส่กันทุกวันจันทร์มาตั้งแต่ปีที่แล้ว อิอิ เพราะฉะนั้น Trend Report วันนี้ vinegargirl เลยขออินเทรนด์สีของวันนี้ เพราะเป็นวันจันทร์ ชาวไทยเราเหลืองกันทั้งเมืองอยู่แล้วววว

อ้อ! วันนี้เปิดฤกษ์พร้อมต้อนรับรูปภาพที่เป็นลิขสิทธิ์ในบล็อกตัวเองอย่างเป็นทางการด้วยค่ะ! (การทุ่มเงินซื้อรูปอย่างเป็นทางการด้วยค่ะ!!…เดือนนี้เลยหมดงบช้อปเรยค๊า แฮ่ๆ) จะใส่ watermark ก็ทำใจลำบากอยู่ค่ะ กลัวสาวๆ เห็นภาพกันไม่สวยค๊า…

vinegargirl-yellow-01.jpg

นานๆทีเราจะได้เห็น Angelina Jolie (แองเจลีน่า โจลี่) บนเดรสสีอื่นนอกจากสีดำคู่ใจ และคราวนี้เธอเลือกสีเหลืองมาบนพรมแดงของ Ocean’s 13 Premiere ที่ 2007 Cannes Film Festival ค่ะ

vinegargirl-yellow-02.jpg

สาวๆ สามารถเลือกเดรสสั้นสีเหลืองสำหรับกลางวัน เป็นเดย์เดรส (Day Dress) สามารถใส่เดินเล่น ทำงาน จนถึงไปงานกลางคืนได้เลยค่ะ

vinegargirl-yellow-03.jpg

ด้วยเนื้อผ้าที่มันวาว ที่สาวๆ สามารถใส่เป็น cocktail dress สำหรับงานยามค่ำคืนค่ะ

Tips & Trick : เคล็ดลับง่ายๆ สำหรับการใส่สีเหลืองค่ะ

  • สำหรับสาวที่มีสีผิวค่อนข้างขาว โทนสีเหลืองที่เหมาะ น่าจะเป็นสีเหลืองสด ที่เหมือนบีบออกมาจากหลอดสีเลยค่ะ เป็นเหลืองเพียวๆ ทำนองนั้นค่ะ ยกตัวอย่าง ชุดของ Maggie Grace ค่ะ (สีเหลืองของเสื้อตราสัญลักษณ์รุ่นแรกหน่ะค่ะ) ควรหลีกเลี่ยงสีเหลืองอ่อนที่มีสีขาวเจืออยู่เยอะ เพราะจะทำให้ผิวดูซีดค่ะ
  • สำหรับสาวผิวสีแทน หรือผิวค่อนข้างคล้ำ ควรเลือกเฉดเหลืองที่ผสมสีขาวมาแล้วค่ ยกตัวอย่าง สีเหลืองจากชุดของ Rosario Dawson ค่ะ ถ้าเป็นเหลืองสด อาจทำให้เราดูหมองคล้ำกว่าเดิมค่ะ
  • วิธีการใส่สีเหลืองสดคู่กับสีอื่นๆ อย่างเช่นทุกวันจันทร์เราต้องใส่เสื้อเหลือง สีที่เหมาะกับเสื้อตราสัญลักษณ์ที่เป็นเหลืองสด (เหมือนสีเหลืองจากหลอดสี) โทนสีเหลืองนั้น ควรคู่กับสีขาว ที่จะทำให้ลุคดูสวยสุดค่ะ อาจใช้สีดำคู่กันได้ ในกรณีที่ต้องแต่งกายสุภาพหน่ะค่ะ
  • คู่สีที่เหมาะกับสีเหลืองอ่อน (สีเหลืองที่ผ่านการผสมสีขาวมาแล้ว) <- เขียนๆ มานี่ สาวๆ ต้องกลับไปนั่งดูทฤษฎีสีสมัยประถม เรื่องการผสมสีกันเลยรึเปล่าคะ? ใช้คำศัพท์ยากไปมั้ยคะ?! แฮ่ๆ - -” สีโทนนี้สามารถ mix กับเสื้อผ้าได้เยอะขึ้นค่ะ นอกจากโทนขาว-ดำแล้ว ยังใส่กับสีเทาได้สวยด้วยค่ะ ส่วนสีน้ำตาลก็ได้นะคะ แต่อาจทำให้ลุคไม่ค่อยเก๋เท่าที่ควรค่ะ ^_^

Popularity: 3% [?]

Comments (4)

สูตรขัด พอกผิวจากธรรมชาติค่ะ

Posted on 08 June 2007 by Vinegar Girl

ต่อเนื่องมาจากเรื่องสปาในคราวที่แล้ว จริงๆ อยากแนะนำสาวๆ ว่า ถ้าคนที่มีเวลามากหน่อย สำหรับการเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว เราอาจค่อยๆ เริ่มทำเองได้ที่บ้านค่ะ และประหยัดตังค์กว่าเยอะด้วยค่ะ ส่วนใครที่ไม่ได้จะเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว ทำสูตรเหล่านี้ไปเรื่อยๆ รับรองค่ะว่า แววเจ้าสาวเปล่งประกายแน่ๆค่ะ อิอิ วันนี้เลยงัดสูตรจากก้นครัวมาอีกแล้วค่ะ จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

vinegargirl-h-b_04.jpgสูตรแรกนี้ ได้จากหนังสือ สวยด้วยสูตรลับ สมุนไพรสด Bauty Tip by Herbs โดย คุณเนตรดาว แสงโปร่งค่ะ

เป็นสูตรขัดผิวด้วยส้มค่ะ ในหนังสือให้ใช้ขัดหน้า แต่คิดว่าเราสามารถใช้กับลำตัวได้ด้วยค่ะ สูตรนี้ประกอบด้วย  ส้มเขียวหวาน (อย่างเดียวค่ะ)

วิธีทำ

  1. ก็นำส้มเขียวหวานมาล้างให้สะอาด แล้วปอกเปลือกออกค่ะ จากนั้นผ่าตามขวาง แล้วแคะเมล็ดออกให้หมดค่ะ
  2. ใช้ส่วนของเกร็ดส้มขัดเป็นวงกลมเบาๆ ในหนังสือบอกว่า ไม่ต้องใช้แรงกด พอให้ผิวส้มสัมผัสกับผิวหน้า เป็นอันว่าใช้ได้ค่ะ เพราะถ้ากดแรงๆ จะทำให้ผิวมีริ้วรอยได้ง่ายค่ะ
  3. ขัดเบาๆ ประมาณ 15 นาทีค่ะ แล้วทิ้งให้น้ำส้มที่อยู่บนใบหน้า หรือลำตัวแห้ง แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำเย็นจัดค่ะ

Tips & Trick

  • ให้ทำเป็นประจำ อาทิตย์ละ 1 ครั้งค่ะ เท่านี้ผิวก็จะผุดผ่อง เพราะส้มมีวิตามินซี ที่ช่วยฟื้นฟูสภาพผิว และช่วยให้เม็ดสี จุดด่างดำ ดูจางลงด้วยค่ะ
  • ส่วนเปลือดส้มนั้น สามารถหั่นเป็นเส้น แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง แล้วนำไปจุดเป็นยากันยุงได้ค่ะ

vinegargirl-h-b_02.jpg

สูตรขัดผิวด้วยมะขาม

สูตรนี้ทำเองบ่อยค่ะ ถ้าไม่ขี้เกียจนะคะ เพราะสูตรที่ง่ายมากๆ เลยค่ะ ใช้แค่ มะขามเปียก เท่านั้นค่ะ นอกจากบางครั้ง เราต้องการพิเศษ (เหมือนเพิ่มลูกชิ้น 40) ก็จะใช้ส่วนผสม เหมือน สูตรน้องผิวหมองคล้ำ ที่เคยให้ไว้ค่ะ  คือนำ ขมิ้นเล็กน้อย + มะขามเปียก ที่ดึงเอาเส้นใย และเมล็ดออกแล้วนะคะ ไม่งั้นเดี๋ยวบาดผิวสาวๆ หมดค่ะ  (ลองคลิ๊ก เข้าไปอ่านวิธีทำกันได้ค่ะ)

หลังจากอาบน้ำเสร็จ นำมะขามเปียก ที่ผสมไว้กับขมิ้นมาขัดๆ  โดยใช้ฝบวบ แล้วอาจพอกๆ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำเย็นค่ะ ทำเป็นประจำ สัปดาห์ละ 1 ครั้งเช่นกันค่ะ หลังจากล้างตัวเรียบร้อยแล้ว ให้ทาโลชั่นเพื่อบำรุงผิวเป็นขั้นตอนต่อไปค่ะ ผิวสาวๆ จะได้ทั้งใส ทั้งนุ่มนวลเลยค่ะ ^_^

vinegargirl-h-b_01.jpgสูตรพอกผิวกายด้วยโยเกิร์ต

จะว่าไป เหมือนเอาเรื่องเก่ามาเขียนใหม่ อย่าเพิ่งเบื่อกันซะก่อนนะคะ แค่อยากรวบรวมไว้ให้ครบ คือส่วนผสมที่ใช้สำหรับหน้า ก็สามารถใช้กับตัวได้ค่ะ เราอาจจะเคยได้ยิน อาบน้ำแร่ แช่น้ำนม และที่เคยเห็นมาก็ให้ชโลมน้ำนมสด น้ำจืดนะคะ หลังอาบน้ำ แล้วล้างออก

แต่ตัวเองชอบที่จะใช้โยเกิร์ตมากกว่าค่ะ เพราะเนื้อที่ข้นกว่า สามารถเกาะติดผิวได้ดีกว่า เลยให้ความรู้สึก (ไปเอง) ว่าบำรุงได้เต็มที่กว่าด้วยค่ะ แต่ข้อเสียคือ โยเกิร์ตจะมีกลิ่นที่แรงกว่าค่ะ เวลาล้างออก บางทียังมีกลิ่นติดผิวอยู่ เพราะฉะนั้นใครที่ไม่ชอบ ให้ลองใช้นมสดแทนดีกว่าค่ะ ถ้าวันไหนมีเวลาว่างเยอะ ก็ขัดด้วยมะขาม แล้วพอกต่อด้วยนม หรือโยเกิร์ตค่ะ (อาจต้องยืน เก้ๆ กังๆ ช่วงทิ้งส่วนผสมไว้บนตัว จนนมแข็ง เอ่อ! หมายถึง นม-โยเกิร์ตแข็งๆ ตัวหน่ะค่ะ fauxcul1.jpg คริๆ จะบอกว่าอาจจะเมื่อยแบบหวาบหวิวบ้างเล็กน้อยนะคะ)

ซึ่งสาวๆ สามารถปรับปรุงสูตรได้ตามแต่สภาพผิวเลยค่ะ โดยใช้โยเกิร์ตเป็นเบส หรือเป็นตัวพื้นฐานค่ะ เช่น

  • สาวผิวแห้ง ผสมกล้วยบด ลงในโยเกิร์ต พอกผิว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ช่วยให้ผิวนุ่มขึ้นมากๆ ค่ะ
  • สาวที่มีปัญหาสิว ให้ผสมมะเขือเทศบดลงไปด้วยค่ะ เพราะช่วยให้ผิวนุ่ม ช่วยผลัดเซลล์ผิว และ ช่วยให้สิวยุบตัวได้ค่ะ
  • เพื่อผิวที่ขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ให้ผสม แครอทปั่นละเอียด ลงไปด้วยค่ะ
  • ส่วนใครที่ถนัดเรื่องสมุนไพร ก็อาจจะผสม  ขมิ้นชัน และ ไพล (ใช้ได้ทั้งแบบสด และแห้งค่ะ มีแบบที่เป็นผงๆ ขายตามร้านขายยาแผนโบราณ หรือร้านสมุนไพรค่ะ) ขมิ้นชัน นี่เพื่อปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ และช่วยรักษาผิวที่เป็นผดผื่น หรือมีอาการแพ้ได้ค่ะ ส่วนไพลนี้ จะช่วยให้ผิวผุดผ่อง และช่วยให้สีผิวตามรอยพับต่างๆ ดูจางลงได้ค่ะ

Note : ส่วนผสมที่เป็นผัก ผลไม้  สาวๆ สามารถกะเอาตามใจชอบนะคะ แต่ขมิ้นชันแบบผงนี่ แนะนำว่าควรใช้ทีละน้อยค่ะ แค่ทีละ 1/4 ช้อนชา หรือเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย พยายามดูว่าไม่ให้สีเหลืองจนเกินไปนะคะ ส่วนไพล สีจะออกน้อยกว่าขมิ้นชัน จะไม่ค่อยเหลืองมาก แต่ก็ค่อยๆ เติมทีละน้อยเช่นกันค่ะ ^_^

แล้วอย่าลืม เข้าไปดู สูตรขัด-พอกผิวด้วยถั่วเหลืองนะคะ จะให้ผิวสวยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องไม่ละเลยผิวหน้าค่ะ หรือจะพอกไปพร้อมๆ กันเลยก็ได้ ถ้าไม่ลำบากไปนะคะ  5555 ลองเข้าไปดู สูตรพอกหน้า กันได้ค่ะ

งั้นวีคเอนด์นี้ เราก็ทำสปาง่ายๆ จากในครัวที่บ้านกันเลยนะคะ ^_^

ขอบคุณน้อง nene นะคะ ที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเข้ามาดังนี้ค่ะ

ขอแนะนำเรื่องสิวเสี้ยนนะคะ

1. นำไข่ขาวมาพอทาจมูกได้ (ก็ก่อนทอดไข่เจียวก็แบ่งไข่ขาวมานิดนึงก็ได้)
2. เตรียมสำลีบาง ๆ จิง ๆ (นำสำลีมาแยกให้มันโปร่ง ๆ)
3. นำไข่ขาวมาทาให้ทั่วจมูก (อย่าลืมล้างหน้าก่อนนะคะ)
4. วางสำลีลงไป โดยเฉพาะที่ซอกจมูก (เหมือนใช้บีโอเล เปาะแปะนะค่ะ)
5. แล้วรอแห้งประมาณ 5-10 นาทีมั้งค่ะ (หรือจนกว่าสำลีจะแข็ง)
6. ลอกออกแล้วก็ล้างหน้าค่ะ อย่าลืมดูที่สำลีนะคะ ว่ามีสิวเสี้ยนติดมาเยอะมั้ย

** แค่นี้ก็เรียบร้อย ไม่เคยทำเองหรอกนะค่ะ แต่ nene ทำให้เพื่อนบ่อย อาทิตย์ละครั้งก็พอ ธรรมชาติย่อมสร้างสิ่งป้องกันให้เสมอค่ะ **

โดยส่วนตัวเคยทำสูตรนี้บ่อยๆ ค่ะ แต่จะใช้กระดาษทิชชู แผ่นนุ่มสำหรับเช็ดหน้า มาแปะเพื่อเป็นตัวลอกแทนนะคะ (ยังไม่เคยใช้ สำลีเลยค่ะ ไม่แน่ใจว่ามันจะยุ่ยง่าย ไม่เป็นแผ่นเวลาเจอกับไข่ขาวรึเปล่า?)  สำหรับสูตรนี้ประหยัด และทำเองได้ง่ายด้วยค่ะ ขอบคุณน้อง nene อีกครั้งนะคะ

Popularity: 6% [?]

Comments (4)

เปลี่ยนไลฟ์สไตล์กันใหม่ แก้ไขอาการท้องผูกค่ะ

Posted on 05 June 2007 by Vinegar Girl

สวัสดีค๊าสาวๆ ขอโทษด้วยนะคะที่หายไปหลายวัน พอดีช่วงนี้ต้องออกไปประชุมข้างนอกบ่อยครั้ง เลยไม่มี (แอบ) เอาข้อมูลขึ้นมาให้สาวๆ ได้อ่านกันค่ะ
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ น้องโอปอล ณ USA ที่อุตส่าห์ไปหาซื้อและส่งเครื่องสำอางจาก Sephora พร้อมน้ำหอมขนาดทดลอง Pink Sugar จาก Aquolina มาให้ด้วยนะค๊า ขอบคุณมากๆ ค๊า กระซิกๆๆๆ appre.gif

ขอต้อนรับสมาชิกใหม่ด้วยนะค๊า น้อง nene ที่ส่งกำลังใจเข้ามา และเข้ามา comments ในเรื่องเก่าๆ ไว้หลายเรื่อง ขอบคุณมากๆ นะคะ และน้องๆ แนนนู๋ bowe mz กวาง shine* ต่าย อัง fruitysaladและ น้องเป๊ปซี่และเพื่อนๆ (อ่านแล้วซึ้งใจมากๆค่ะ น้องเป็บซี่ ขอบคุณนะคะ) ขอบคุณทุกๆ คนมากๆ นะค๊า

baa60776.gif

เรื่องของวันนี้ เป็นเรื่องที่น้อง Pato เคยถามไว้(เมื่อเดือนที่แล้ว) ค่ะ เกี่ยวกับอาการท้องผูก (ของพี่สาว) และ อีกเรื่องคือ

ช่วยแนะนำสถานที่นวดตัว+ขัดตัวสำหรับเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวหน่อยได้มั้ยคะ  ขอแบบที่ราคาไม่สูงมากนะคะ

ต้องขอโทษด้วยจริงๆค่ะ ที่ตอบให้ช้า คือพอดีเรื่องที่น้อง Pato ถามไว้น่าจะเป็นประโยชน์กับอีกหลายๆ ท่าน เลยอยากนำมาตอบในบล็อกหน่ะค่ะ แต่พอดีช่วงกลางเดือนที่แล้ว เกิดเหตุการณ์กับ Women Mthai ซะก่อนเลยไม่ได้อัพเดทไปหลายวันค่ะ หวังว่าคงพอยังจะทันเวลาอยู่ได้บ้างนะคะ งี๊ดๆๆ

vinegargirl-h-f-01.jpgขอมาที่คำถามแรกกันก่อนเลยนะคะ สำหรับเรื่องท้องผูก ก่อนอื่นต้องถามตัวเองกันค่ะว่า ในวันๆ นึงเราทานอาหารที่ประกอบไปด้วยแป้ง ชา กาแฟ น้ำอัดลม ดื่มน้ำน้อย แถมไม่ค่อยได้ออกกำลังกายกันบ้างรึเปล่า? ถ้าตอบว่า ใช่ นี่หล่ะค่ะ คือปัจจัยที่ทำให้ท้องผูกด้วยค่ะ

เราลองมาเปลี่ยนการทานอาหาร และการใช้ชีวิตกันดูนะคะ โดยส่วนตัว (ไม่ค่อยได้มีปัญหาเรื่องท้องผูกเท่าไหร่ค่ะ) เลยอยากขอแนะนำวิธีของตัวเองก่อนนะคะ

  • ตั้งนาฬิกา การขับถ่ายของตัวเองค่ะ บางคนอาจเป็นเวลาเช้า หรือกลางคืนสุดแล้วแต่ค่ะ เอาว่าเป็นเวลาประจำที่พอจะนั่งสบายๆ ไร้กังวลได้ แล้วลองพยายามดูค่ะ อาจฝึกหายใจไปด้วย แบบหายใจยาวๆ (อันนี้เป็นความคิดส่วนตัวนะคะ ว่าถ้ายิ่งพยายามเบ่ง ((เวลาเบ่งเนี่ย จะหายใจสั้นๆ ถี่ๆ)) ก็อาจไม่ดีต่อตัวเองหน่ะค่ะ เช่นเส้นเลือดบริเวณรอบๆ นั้นอาจโป่งพองเกินไป ควรจะเกิดจากการบีบรัดให้ปวดโดยธรรมชาติมากกว่าค่ะ ) แรกๆ อาจยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จ แต่ลองพยายามดูค่ะ เซ็ตให้เป็นเวลา แล้วเราจะเริ่มชิน อีกหน่อยก็จะมาเองโดยธรรมชาติค่ะ
  • ของตัวเองนี่จะเป็นช่วงเช้านะคะ สำหรับการเข้าห้องน้ำ สิ่งแรกที่ทำตอนตื่นนอนเลยคือ ดื่มน้ำค่ะ เป็นน้ำในอุณหภูมิห้องค่ะ ที่ดื่มอยู่ทุกวันนี้คือประมาณขวด 0.5 ลิตรค่ะ แต่ถ้าใครยังไม่ใช่อูฐ เอ้ย! ยังไม่ชินเนี่ย ค่อยๆ ดื่มนะคะ เอาที่เราโอเคนะคะ ไม่ใช่แบบ วันนี้ชั้นต้องดื่มน้ำให้ได้ 3 ลิตร จะกลายเป็นทรมานตัวเองเปล่าๆ เพราะคิดว่าแต่ละคน ความต้องการต่างกันนะคะ แต่ยังไงก็ให้ได้วันละ  8 แก้ว (แต่มีความรู้สึกว่าอาจไม่มาตรฐาน เพราะไม่รู้ว่าของใครสั้น..ยาว ขนาดไหน เอ่อ! แก้วค่ะแก้ว fauxcul.jpg อิอิ จริงๆ อยากให้ได้ซักวันละขวด  1.5 ลิตร ก็ยังดีค่ะ)
  • ทานอาหารที่มีกากใยเยอะๆ ค่ะ โดยปกติจะเป็นคนที่ชอบทานข้าวกล้องอยู่แล้วค่ะ (ถ้าเลือกได้นะคะ) คิดว่าข้อนี้หลายๆ คนทราบดี เราควรหลีกเลี่ยงแป้งที่เป็นสีขาวนะคะ (เช่นข้าว หรือขนมปัง) แต่อาจไม่มีให้เลือกได้มากนักกับอาหารนอกบ้าน แต่ต้องพยายามและตั้งใจดูค่ะ อย่าง food court บางที่ มีร้านมังสวิรัติ นี่ก็ช่วยได้ค่ะ เพราะนอกจากมีข้าวกล้องแล้ว ยังมีผัดผักอร่อยๆ ให้เลือกมากมาย  ในมื้อเช้าของตัวเองจะเตรียมขนมปังโฮลวีตไว้ แล้วทำแซนวิชแบบง่ายๆ ค่ะ แค่นี้ก็อร่อยและได้ใยอาหารเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ ที่สำคัญสาวๆ ขา..การทานอาหารที่มีกากใยเพิ่มขึ้น + หลีกเลี่ยงแป้งที่มีสีขาวนี่ ส่งผลแบบทันตาเห็นกับรูปร่างของเราด้วยค่ะ!!
  • หลีกเลี่ยงขนมขบเคี้ยว เลี้ยวมาที่ลูกพรุนอย่างเดียวค่ะ นอกจากจะทานลูกพรุนอบแห้งแทนขนมกรุบกรอบแล้ว ยังมีน้ำลูกพรุนอีกขนานค่ะ เอาไว้ทานก่อนมื้อเช้าก็ได้ค่ะ เพราะลูกพรุนเป็นผลไม้ที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีกากใยเยอะ ช่วยขับถ่ายอยู่แล้วค่ะ
  • มะละกอ กล้วย ส้มๆๆ….. แฮ่ๆ ไม่ได้ร้องเพลง (ที่มีผลไม้ 3 อย่างก็เป็นเพลงได้) อย่างเดียวค่ะ แต่จะบอกว่าทั้ง 3 อย่างเป็นผลไม้ที่ช่วยในการขับถ่ายด้วยนะคะ โดยเฉพาะมะละกอ และกล้วยค่ะ ใครที่ท้องผูกอยู่ ควรหลีกเลี่ยงฝรั่งในปริมาณมากนะคะ เพราะทานมากๆ จะทำให้ท้องผูกได้ค่ะ (สังเกตจากอาหารตัวเองด้วยค่ะ เวลาไดเอ็ตด้วยฝรั่งแทนข้าวเย็นนี่ เช้าๆ มักจะนั่งอ่านคอลลัมน์บันเทิงในหนังสือพิมพ์ ((ในห้องน้ำ)) โดยไม่มีมวลสารตกกระทบกับน้ำเลยค่ะ shy.gif ) 
  • ออกกำลังกายค่ะ ช่วยให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหว และขับถ่ายได้ดี อีกทั้งบางคนที่ท้องผูกอาจมีอาการท้องอืดตามมาด้วย การออกกำลังกายก็จะช่วยได้ค่ะ และสำหรับคนที่ท้องอืด ควรหลีกเลี่ยงน้ำอัดลม หันมาซดน้ำขิงแทน! ขิง ข่า ตะไคร้ กระเพราะ กระเทียม เหล่านี้ช่วยได้ค่ะ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาระบายค่ะ เพราะจะทำให้เราติดเป็นนิสัยค่ะ และจะต้องใช้ยาระบายอยู่เรื่อยๆ (เคยอ่านหนังสือเจอค่ะ จำได้คร่าวๆว่ายาระบายเนี่ยจะส่งผลระคายเคืองต่อผนังลำใส้ใหญ่ เลยทำให้รู้สึกปวดท้องอยากถ่าย ซึ่งไม่เหมือนกับธรรมชาติที่ผนังลำไส้จะบีบรัดตัวนะคะ…ไม่แน่ใจว่าจำผิดรึเปล่า? ถ้าข้อมูลผิดต้องขออภัยด้วยค่ะ ) สรุปว่าธรรมชาติดีที่สุดค่ะ
  • และสุดท้ายที่อยากฝากไว้คือ จิตใจแจ่มใสไม่เครียดค่ะ

ขอบคุณน้อง nene และ น้องโอปอล ที่ช่วยแนะนำเพิ่มเติมเข้ามาทาง comment นะคะ ขอยกข้อมูลที่น้องโอปอลมาให้สาวๆ ได้อ่านกันตรงนี้นะคะ เพราะตรงสายกับงานด้านการแพทย์ที่น้องโอปอลทำอยู่หน่ะค่ะ

เรื่องยาถ่าย ใช่ค่ะ อย่างที่พี่อ้อมคิดนั่นแหละ ใช่เลย เกี่ยวกับยาถ่ายมันมีหลายประเภทนะคะ นั่นก็เป็นประเภทหนึ่งที่ทำให้ลำไส้บีบตัว พอทานยาถ่ายเข้าไปบ่อย ๆ ลำไส้ก็จะบีบตัวทุกครั้งที่ทานยา เมื่อหยุดทานลำไส้ก็หยุดบีบตัว ทำให้ถ่ายยากขึ้น สรุปแล้วเป็นผลเสียมากกว่าผลดีค่ะ นาน ๆ ครั้งก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าทานจนติดแล้วเนี่ย ผนังลำไส้จะบางลงและอาจทำให้มีเลือดออกได้ด้วยนะคะ (โอ ช่างจะวิชาการ แบบว่าพอจะจำได้จากใน Class สมัยเรียนน่ะค่ะ) อีกหลายชนิดก็อย่างเช่น ยาถ่ายที่ทำให้ดูดน้ำออกจากกากอาหาร เกิดเป็นอุจจาระเร็วกว่าปกติ ประมาณนี้ล่ะค่ะ

และขอยกอีกหนึ่ง comment นะคะ จากน้อง kul ที่ช่วยแนะนำเข้ามา ขอบคุณนะค๊า ^_^

ขอแนะนำเพิ่มนะคะ
วิธีแก้ท้องผูกอีกอย่าง คือ การดื่มนมคะ การดื่มนมจะช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นคะ อันนี้เป็นประสบการณ์ตรงคะ เมื่อก่อนไม่ค่อยดื่มนมแล้วก็ไม่ค่อยถ่าย แต่ถ้าวันไหนดื่มนม จะถ่ายทุกทีเลยคะ ที่บ้านก็ใช้วิธีกัน ลองดูนะคะ

ถ้าลองทำดูตามนี้แล้วยังไม่ดีขึ้น vinegargirl ลองแนะนำให้ลองพบคุณหมอดูค่ะ อาจเป็นความผิดปกติของลำไส้ก็ได้ค่ะ

อูยยย..เรื่องของวันนี้เรื่องเดียว สาวๆ ก็เริ่มอ่านกันจนเมื่อยแล้วนะคะ สำหรับอีกคำถามจากน้อง Pato ขอแปะไว้คราวหน้านะคะ จริงๆ ไม่ได้มีอะไรมากเลยค่ะ คือไม่ค่อยทราบนั่นเอง แฮ่ๆ 003.gif  ยังไงฝากสาวๆ ไว้ด้วยได้มั้ยคะ ว่าถ้าใครมีร้านสปาเสริมความงามสำหรับเจ้าสาวเด็ดๆ และราคาไม่แพง ช่วยแนะนำด้วยนะค๊า… ^_^

Popularity: 5% [?]

Comments (14)

วิธีแต่งตาแบบง่ายๆ แต่เซ็กซี่ค่ะ

Posted on 11 May 2007 by Vinegar Girl

ต้องขอโทษด้วยอีกครั้งค่ะ ช่วงนี้งานยุ่งทู้กวันค่ะ เลยอัพบล็อกไม่ค่อยสม่ำเสมอเท่าไหร่ อย่าเพิ่งงอนกันนะคะ สำหรับน้องๆ ที่ถามคำถาม และฝากให้หาข้อมูลกันมานั้น อดใจรอซักแป็บนะคะ จะรีบจัดให้โดยด่วนเลยค่ะ ^_^

สำหรับเทรนด์เมคอัพที่ให้ดวงตาเซ็กซี่แบบ Doe eyes ในคราวที่แล้ว หลายๆ คนบ่นว่ายากไปหน่อย วันนี้เลยนำเสนอการแต่งตาแบบง่ายๆ และรวดเร็วทันใจ ใช้เวลาไม่นาน แต่ยังให้ความเซ็กซี่ ดูชวนฝันกับดวงตาคู่สวยของสาวๆ นะคะ

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก elle  

howto-makeup-sexy-eyes_01.jpg

เทคนิคสำหรับดวงตาเซ็กซี่บาดใจแบบนี้ อยู่ที่การมิกซ์เทกซ์เจอร์กันระหว่าง อายแชโดว์เนื้อชิมเมอร์ ที่ทาทั่วเปลือกตา และเน้นขอบตาด้วยเนื้อเมทัลลิคค่ะ

วิธีแต่งตาแบบนี้

Step 1 : เลือกอายแชโดว์สีบรอนซ์ หรือทอง เกลี่ยให้ทั่วเปลือกตาค่ะ ถ้าต้องการความรวดเร็วยิ่งขึ้น ลองเลือกอายแชโดว์แบบที่เป็นเนื้อมูสหรือครีมก็จะเกลี่ยได้ง่ายยิ่งขึ้นค่ะ และยังให้เนื้อสีที่ชัดเจน ติดทนนานยิ่งขึ้นค่ะ

Step 2 : ทำแปรงเขียนขอบตาของคุณให้ชื้นๆ แล้วจุ่มลงไปในอายแชโดว์เนื้อเมทัลลิค แปรงที่ค่อนข้างชื้น หรือเปียกหมาดๆ นั้นจะทำให้สีของอายแชโดว์เข้มขึ้น จนใช้เขียนเปรียบเสมือนอายไลเนอร์ได้เลยทีเดียวค่ะ แต่ลุคนี้เราไม่ต้องการเส้นที่ดูคมชัดมากเกินไปของอายไลเนอร์นะคะ  
Note : โดยส่วนตัวยังไม่เคยลองทำแปรงให้เปียกหมาดๆ แล้วจุ่มในอายแชโดว์ เพื่อใช้เขียนเป็นไลเนอร์นะคะ อ้ะๆ แต่ถ้าใครที่อยากสวยแบบชัวร์ๆ vinegargirl เคยเห็นผลิ๖ภัณฑ์ของ Make Up Store ค่ะ เป็นน้ำยาที่ช่วยแปลงอายแชโดว์สีโปรดให้เป็นอายไลเนอร์ค่ะ (Make Up Store เมคอัพแบรนด์นี้จากสวีเดนค่ะ ใครสนใจลองไปเช็ค & อัพเดทได้ค่ะเคาน์เตอร์ที่ Zen ค่ะ) 

howto-makeup-sexy-eyes_02.jpg

Step 3 : เพื่อเพิ่มมิติให้กับดวงตา ใช้อายแชโดว์สีเข้ม (อาจเป็นน้ำตาลทอง) แต้มในส่วนของรอยพับบนเปลือกตา ให้เน้นที่หางตาก่อนนะคะ แล้วค่อยๆ เกลี่ยให้กลมกลืนกระจายมาประมาณกลางลูกตา   คิดภาพตามง่ายๆ นะคะ ให้เกลี่ยให้กลมกลืนคล้ายๆ รูปสามเหลี่ยมค่ะ แต่จะเป็นสามเหลี่ยมไม่สมประกอบ เพราะด้านที่ชิดขนตา มุมมันจะหายไปเหมือนพับครึ่งอยู่ค่ะ และเป็นสามเหลี่ยมแบบนอนด้วยค่ะ โดยยอดแหลมของสามเหลี่ยมอยู่ประมาณลูกตาดำ แล้วฐานของสามเหลี่ยมคือแนวหางตาค่ะ ( เอ่อ…สาวๆ บอกยิ่งพยายามอธิบาย ยิ่งทำให้งง!?!? อ่านของตัวเองก็เริ่มงง ด้วยเหมือนกันค่ะ ลองดูภาพประกอบนะคะ แฮ่ๆ sweat-21.gif ) หลังจากนั้นดัดและปัดขนตา เท่านี้เป็นอันเสร็จค่ะ

สาวๆ ลองฝึกฝีมือกันดูนะคะ คิดว่าไม่น่าจะยากเกินไปสำหรับสาวๆ คนเก่งของเรา ได้ผลยังไงอย่าลืมมาบอกกันด้วยนะค๊า  ^_^

Popularity: 5% [?]

Comments (7)

เรื่อง Virgin เวอร์จิ๊น เวอร์จิ้นค่ะ

Posted on 24 April 2007 by Vinegar Girl

ขอโทษด้วยนะค๊า..ที่หลายหน้าไปหลายวัน เพราะแอบหนีไปเที่ยวมาค่ะ อิอิ คราวนี้ไปเกาะนางยวนมาค่ะ (กรุณาอ่านดีๆนะคะ นางนะคะ มิใช่อย่างอื่น คริๆๆ) เลยมีเรื่องมานำเสนอ อิอิ อยากรู้กันแล้วหล่ะสิคะว่าเรื่องอะไร ทำไมต้อง virginด้วย อิอิ!! fauxcul1.jpg

ก่อนอื่นต้องขอบคุณสาวๆ สำหรับ comments จากคราวที่แล้วนะคะ น้อง bess* ที่เจอบิวด์เข้าไปหลายๆครั้งเข้า อยากตัดผมม้าขึ้นมาแล้ว..แฮ่ๆ ถ้างั้นอาจเริ่มที่หน้าม้ายาวหน่อยจะดีกว่าค่ะ (กันพลาด) แนะนำว่าอย่าให้ช่างซอยสไลด์ให้ผมม้าบางลงเยอะนะคะ เพราะโดยส่วนตัวรู้สึกว่า ถ้าผมม้าบางๆ (โดยการใช้กรรไกรซอยแบบที่เนื้อผมหายไปครึ่งนึงหน่ะค่ะ) มันจะทำให้ texture ดูแข็งๆ เป็นหน้าม้าทื่อๆ ยังไงก็ดูไม่สวยค่ะ และไม่ช่วยให้หน้าเด็กด้วยค่ะ

ยินดีต้อนรับน้อง mae”da หรือ น้องเมค่ะ ขอบคุณมากๆนะคะ ^_^ หวังว่าจะติดตามกันไปเรื่อยๆนะคะ แล้วจะหาแบบผมใหม่ๆ มาให้ดูกันนะคะ เพราะติดค้างน้อง *SIN* ไว้ตั้งนานแล้วเช่นกันค่ะ สำหรับเทรนด์ผมรับ Summer (จนจะเข้าหน้าฝนแล้ว แฮ่ๆ) พยายามหาข้อมูลมาให้สาวๆ กันนะคะ

และคุณ BlowingBubbles ค่ะ ได้เห็นปกนิตสารแพรวแล้วค่ะ ดูเยาว์พระชันษาจริงๆค่ะ ลองมากับหน้าตัวเองแล้วก็คิดว่าผมม้าช่วยได้จริงๆค่ะ ^_^

ที่เคยค้างไว้ก็พยายามอัพเดทหมดไปแล้ว เหลือแต่น้อง Apple เรื่อง รองเท้าสำหรับใส่รับปริญญา สงสัยว่า เวลานี้คงรับไปเรียบร้อยแล้น แฮ่ๆ ขอโทษด้วยนะคะ พยายามจะหาข้อมูลมาเขียนเป็นเรื่องโดยเฉพาะหน่ะค่ะ แต่ไม่มีรูปเลยไม่ได้อัพซะที สำหรับส่วนตัวเรื่องรองเท้าที่ต้องใส่เดินนานๆ ปกติจะเลือกคัทชูที่หนังนิ่มๆ หน่อยค่ะ หรือไม่ก็เป็นหนังกลับ หรือสักหลาดไปเลยค่ะ เพราะส่วนใหญ่เราต้องเลือกแบบเรียบๆ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเน้นวัสดุที่ดีๆ จะดีที่สุดค่ะ ตอนที่ตัวเองรับปริญญาซื้อคัทชูสีดำแบบเรียบของยี่ห้อ Patanasilp ค่ะ ตอนนั้นเค้ามีแบบที่เป็นสักหลาดนะคะ นิ่มมาก เดินสบายมากๆค่ะ แต่ข้อเสียคือมันจะต้องดูแลดีๆค่ะ โดยใช้แปรงขนนุ่มๆ ปัด มิฉะนั้นมันจะเป็นขนสีขาวๆ ได้ง่าย และถ้าโดนน้ำ หรือเดินลุยสนามหญ้าที่เปียกๆ มันก็จะไม่ค่อยงามแล้วค่ะ ต้องระวังมากหน่อยค่ะ หรือยี่ห้อ Naturalizer ยี่ห้อนี้ก็หนังนิ่มค่ะ และรองรับหน้าเท้ากว้าง ทำให้เดินสบายค่ะ

เกริ่นมาซะยาว สาวๆ คงอยากรู้แล้วสิคะว่าอะไรที่เวอร์จิน วันนี้เราพูดถึง Virgin Coconut Oil กันค่ะ (ว้า…เสียงหลายคนแอบเซ็ง…คริๆๆ) เก๊าะแหม..ไปเปิด(ขวด)บริสุทธิ์มาที่เกาะนางยวน แล้วมันดีจริงๆ เลยต้องมาเม้าท์กันหน่อยค่ะ

vinegargirl-health-01.jpg เกาะนางยวนสวยมากค่ะ สงบมากกว่าเกาะเต่านะคะ (ที่พักส่วนใหญ่จะอยู่บนเขาหน่ะค่ะ ไปวันแรกนี่น่องตึงเลย เพราะต้องไต่เขาขึ้นที่พัก แต่คิดว่าถ้าอยู่ไปซักอาทิตย์ หุ่นต้องฟิตแน่ๆค่ะ ) โอย..ลืมตัวค่ะ จะเข้าเรื่องเที่ยวอีกแล้ว คือไปเที่ยวครั้งนี้ ไม่ว่าจะดำน้ำตื้น หรือผิวน้ำ (snorkel) หรือเดินเล่นรอบๆ เกาะ ผิวก็เจอกับแดดเปรี้ยงๆ (ไม่ดำให้มันรู้ไป) มันก็เกิดอาการแสบผิว โดยเฉพาะหน้าค่ะ (เพราะเดินบนสันทรายที่เชื่อมระหว่างเกาะไปมา มันเหมือนเป็น reflect สะท้อนแดดเข้าหน้ากำลัง 2 เลยค่ะ

พอดีพกน้ำมันมะพร้าวไปด้วย ช่วยได้อย่างแรงค่ะ! เหมือนว่าธรรมชาติสร้างมาให้คู่กัน ระหว่างต้นมะพร้าว+ทะเล (เว่อร์ไปอ่ะป่าวเนี่ย) แต่เป็นสิ่งจากธรรมชาติที่ทำให้สมดุลกันจริงๆค่ะ เพราะผิวที่แสบไหม้จากแดด และโหนกแก้ม (เพราะดันทดลองใช้มอยส์เจอร์ตัวใหม่ ตอนเช้าก่อนนั่งเรือไปที่เกาะค่ะ ใช้แล้วรู้สึกแสบหน้าทันที พอโดนแดดแล้วตรงช่วงแก้มเป็นรอยไหม้สีแดงๆ พร้อมทั้งผิวมันดูบวมๆ พองๆ ด้วยค่ะ หลังอาบน้ำแล้วชโลมด้วยน้ำมันมะพร้าว ทั้งตัว และแตะเบาๆที่ช่วงโหนกแก้มค่ะ (กลัวหน้ามันค่ะ) ส่วนของตัว ทาแล้วรู้สึกชุ่มชื่นดีค่ะ และยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของมะพร้าวด้วยค่ะ (โดยส่วนตัวให้ชโลมในขณะที่ตัวยังหมาดๆ นะคะ เพราะถ้าชโลมตอนตัวแห้งแล้วอาจเยอะไป และรู้สึกตัวมันๆ ได้ค่ะ อะฮั้นกลัวเยอะเกินไปแล้วต้องไหว้ครูก่อนขึ้นสังเวียนหน่ะค่ะ! เอ้ย!! ไม่ใช่น้ำมันมวย!!! แหม…ยิ่งกำยำล่ำสัน ดำทมึนอยู่ด้วย อิอิ) อ้ะ…เล่าต่อค่ะ พอตื่นเช้ามา ช่วงแก้มที่บวมๆ และแสบๆ นั้นยุบลงเลยค่ะ และไม่ค่อยแสบเวลาเจอแดดแล้วค่ะ อ้อมเลยทาที่ตัวตั้งแต่เช้ายันเย็น 3 วัน 3 เวลาหลังอาหารเลยค่ะ ( <-- 3 เวลานี่โอเวอร์นะคะ...ทาก่อนทาครีมกันแดดนะคะ แทนมอยส์เจอร์ ที่สำคัญคือประหยัดเวลา เพราะทา oil มันลูบขึ้นลูบลงเร็วกว่าโลชั่นหน่ะค่ะ) ไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่านะคะ แต่รู้สึกว่าสีผิวไม่ค่อยดำแบบด๊ำดำหน่ะค่ะ แค่คล้ำขึ้นนิดหน่อย แล้วสีดูแทนๆนิดๆหน่ะค่ะ อิอิ (เพราะกลับเลย search หาข้อมูลแล้วอ่านเจอข้อมูลที่มีฝรั่ง test น้ำมันมะพร้าวแบบที่ไม่ใช้ครีมกันแดด แล้วสีผิวไม่เปลี่ยนไปมาก เพราะเค้าทดสอบว่ามีวิตามินในน้ำมันมะพร้าวที่ป้องกันยูวีได้ค่ะ แต่อันนี้เราต้องชัวร์นะคะสาวๆ ยังไม่มีข้อมูลทางวิชาการที่แน่ชัด เราต้องปลอดภัยทากันแดดไว้ก่อนค่ะ)

และเวลาเดินเล่นในตอนกลางวัน ก็ลูบปลายผมด้วยน้ำมันมะพร้าวไว้นิดนึงค่ะ (อารมณ์หมักผมด้วยน้ำมันมะพร้าวหน่ะค่ะ ถ้าใครที่ไม่ต้องเซ็ตผมเพื่อถ่ายรูปเล่นกับเพื่อนๆ ลูบให้เยอะขึ้นหน่อย แล้วรวบผมไว้ ((จะได้ไม่ดู ศีรษะมันเกินไป)) ช่วยให้เส้นผมไม่แห้งกรอบเวลาอาบน้ำสระผมในตอนเย็นหลังกิจกรรมเผชิญแดดทั้งวันด้วยค่ะ ^_^

เพราะฉะนั้นวิธีการเลือกซื้อน้ำมันมะพร้าวเป็นสิ่งสำคัญค่ะ

  • การที่จะให้ได้น้ำมันมะพร้าวที่มีคุณภาพดี เป็นออยล์ใสนะคะ ไม่ใช่ขาวขุ่น..เอ่อ..อันนั้นจะเป็นกะทิแล้นค่ะ! 555 (ส่วนในรูปหาที่ขาวใสไม่ได้นะคะ แต่น้ำมันที่ใช้นี่ใสค่ะ) ต้องผ่านการสกัดเย็นค่ะ เพราะการผ่านขั้นตอนที่อุณหภูมิต่ำจะช่วยขจัดแบคทีเรียออกไปด้วยค่ะ และวิธีสกัดแบบนี้เนื้อออยล์สามารถซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว และไม่เหนียวหนืดด้วยค่ะ
  • น้ำมันมะพร้าวจะมีลักษณะแข็งเป็นไขสีขาวขุ่น เมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสค่ะ และจะกลับมาเป็นของเหลวใสๆ ที่อุณหภูมิห้อง หรือสูงกว่า 25 องศาเซลเซียสค่ะ
  • กลิ่นของน้ำมันมะพร้าวที่ดีนั้น ควรจะเป็นกลิ่นหอมหวานนะคะ ไม่ใช่กลิ่นออกเปรี้ยวค่ะ และกลิ่นหอมนั้นจะอยู่ได้นานค่ะ

ขอบคุณข้อมูลการสกัดและลักษณะของน้ำมันมะพร้าวที่ดีจาก พี่ Lily นะคะ ซึ่งกำลังจะทำแบรนด์ all about coconut ออกมาในเร็วๆนี้ค่ะ และพี่ลี่ นี่เองที่เป็นผู้มีอุปการคุณให้น้ำมันมะพร้าวมาลองใช้ค่ะ ^_^ เพราะครอบครัวพี่ลี่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ product นี้มานานแล้วค่ะ ก็ขายมานานแล้วค่ะ แต่พี่ลี่จะทำ brand ขึ้นมาใหม่ค่ะ แต่ยังไม่ได้มีตามห้างนะคะ ถ้าใครสนใจติดต่อผ่านมาทาง vinegargirl ก่อนก็ได้ค่ะ เดี๋ยวจะให้เบอร์ติดต่อค่ะ เพราะยังไม่ได้ขออนุญาตพี่ลี่ให้เบอร์ที่ติดต่อสะดวกไว้ (เพราะมือถือคุณพี่ลี่มักติดต่อไม่ได้ เนื่องจากไปดำน้ำ ((scuba)) เป็นกิจวัตรค่ะ แอบเม้าท์เล็กน้อยค่ะ คริๆ )

หรือใครที่อยากลองใช้น้ำมันมะพร้าวแบบบริสุทธิ์ 100% (vergin coconut oil) สามารถเลือกแบบกลั่นเย็นได้ใน supermarket ที่สยามพารากอนค่ะ (เพราะพี่ลี่ให้ขวดขนาด 100 ml.มา ลองใช้แล้วติดใจค่ะ แต่ไม่พอกับพื้นที่ของร่างกายอะฮั้นซึ่งมีขนาดใหญ่ เลยไปหาซื้อมาเพิ่มก่อนไปเที่ยวค่ะ ก่อนที่จะมาทราบทีหลังว่า ซื้อจากพี่ลี่ก็ได้ 5555) ยังไม่เคยเห็นวางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ห้างอื่นนะคะ ถ้าใครเจอที่ไหนที่ซื้อได้สะดวกอย่าลืมบอกกันด้วยนะค๊า… ^_^

ขอยก comment ของคุณ BlowingBubbles ไว้ให้สาวๆ อ่านกันด้วยนะค๊า..

ขอยืนยันสนับสนุนความดีของน้ำมันมะพร้าวค่ะ เพราะดำน้ำ scuba บ่อยมั่กๆ พอขึ้นจากน้ำก็จะล้างตัวเช็ดให้หมาดๆ แล้วก็เล่นมันตั้งกะหัวจดเท้าเลยค่า เอ้ย เอาน้ำมันมะพร้าวลูบผม ลูบหน้า ลูบตัว แค่เล็กน้อยก็พอ ไม่ต้องเยอะ แล้วค่อยตามด้วยซันบล็อก ผมไม่แตกไม่แดง ผิวชุ่ม ไม่แห้ง (ช่วงกลางวันดำ 3 ไดฟ์ ก็จะทำอย่างนี้ทุกไดฟ์เลยค่ะ)
เมื่อก่อนเคยเห็นเค้าขายตามงาน otop ก็ไม่เคยคิดจะซื้อค่ะ พอดีว่าไปออกทริปแล้วพี่ที่เป็นไดฟ์ลีดเค้าแนะนำให้ใช้ (แกเป็นสาวน่ะฮ่า) ใช้แล้ว work เลยไปสอยจากเลมอนฟาร์ม หลังๆ นี่เลยเถิด เวลาไปตีแบดก็ชโลมไปด้วย เหมือนอบความร้อนไปในตัวเลย อิอิ

Popularity: 5% [?]

Comments (13)

CATEGORIES

INFORMATION

eXTReMe Tracker