Archive | Health

7 เคล็ดลับ สำหรับหน้าท้องแบนราบค่ะ

Posted on 27 May 2009 by Vinegar Girl

จากบทความที่แล้วค่ะ มีหลายคนบ่นเสียดายทางหลังไมค์ค่ะ ว่ามาเล่น Sunsilk Styling Yourself campaign บน banner ไม่ทัน เลยอดลุ้นเข้าร่วม CLEO Workshop อันนี้ไม่เป็นไรค่ะ สาวๆ ยังคงติดตามกิจกรรมได้นะคะ และอย่างที่บอกค่ะ ยังมีเทรนด์ผม ให้เข้าไปอัพเดทกันได้ค่ะ

ขอบคุณ comments และกำลังใจนะคะ อยากทราบว่า น้อง Pui_n* รับ RSS feed หรือว่า click มาดูเองค่ะ เพราะอัพเดทปุ๊บ comment ปั๊บ รวดเร็วมาก ยังความปลื้มปิติ แ่ก่วิีนิก้าเกิร์ลเป็นอย่างยิ่งค่ะ คิดถึงน้อง bess* อยู่พอดีค่ะ เมื่อวานแอบเข้าไปดู Hi5 กะว่าจะเข้าไปทักทาย แต่พอดี IE มีปัญหาพอดี ไว้เดี๋ยวเข้่าไปใหม่ค่ะ ^_^ ขอบคุณ น้อง Faii ที่เริ่มได้คุยกันบ่อยขึ้นนะคะ และ น้อง zeaRene* สาวเปรี้ยวขาประจำค่ะ เรื่อง hair accessories นี่ก็ไม่เหมาะกับพี่อ้อมเช่นกันค่ะ อยากติดแต่ไม่ได้ด้วยวัย และหน้าตาค่ะ 55555555555

วีคนี้เกือบจะเป็นวีคสุดท้าย ที่ได้พักรักษาตัว พร้อมทำงานอยู่ที่บ้าน เลยขยันปั่น vinegargirl ฮ่าๆๆๆ herher-1 ถ้าเจ้านายเข้ามาดู จะรู้ถึงเหตุผลที่งานไม่เดินหน้าค่ะ คริๆๆๆ แอบเผยไต๋ จริงๆ แล้วจะบอกว่า หลังผ่าตัดลำไส้ยังทำงานไม่ปกติ เลยทำให้ท้องอืดมากๆ ค่ะ แถมด้วยอาการบวมป่อง ราวกับท้อง 5 เดือน (โบ้ยว่าเป็นลมในช่องท้อง แท้จริงแล้วไขมันล้วนๆ เลยค่ะ คุณขาาาาา sweat-new_1 ) หลังจากไปค้นคว้ามา เรามาดู กฎกติกา มารยาท สำหรับการมีหน้าท้องแบนราบกันค๊าาาา

vinegargirl-h-7flat-belly

7 เคล็ดลับเพื่อหน้าท้องแบนราบ
1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ สาวๆ ควรดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอกับความต้องการ ของร่างกายนะคะ สำหรับปริมาณนั้น วีนิก้าเกิร์ลไม่ขอระบุค่ะ เพราะแต่ละคน ดื่มน้ำไม่เท่ากันค่ะ บางตำราเพื่อผิวสวยให้ดื่มประมาณ 2 ลิตร แต่บางคนดื่มไม่ได้ขนาดนั้น เพราะร่างกายไม่ชินค่ะ เอาเป็นให้พอดีกับความต้องการของตนเองละกันค่ะ ถ้าร่างกายขาดน้ำ จะกักเก็บของเหลวไว้ ทำให้เราดูบวมน้ำค่ะ
2. จำกัดน้ำอัดลม อันนี้เป็นตัวการสำคัญให้เกิดลม ในกระเพราะอาหารของเราเลยค่ะ ถ้าอยากดื่มน้ำหวาน ให้เลือกชนิดไม่อัดแก๊สจะสบายท้อง และไม่ทำให้หน้าท้องบวมได้ดีกว่าค่ะ ตอนนี้วีนิก้าเกิร์ล ดื่มแต่น้ำขิงค่ะ ถึงจะไม่เข้ากับอายุปัจจุบัน ที่เท่ากับโปรโมชั่นมือถือยี่ห้อนึง “15 หยกๆ 16 หย่อนๆ” เอิ้กๆๆ แต่น้ำขิงก็ช่วยขับลมได้ดีทีเดียวค่ะ (ท่านผู้อ่านบอก รู้สึกว่าพี่อ้อมจะเป็นโปร “หย่อนๆ ยานๆ” มากกว่า)
3. เลือก พรีไบโอติกส์ ฟังชื่อแล้ว อยากรีบเปิดหนังสือ ชีววิทยาสมัย ม. ปลาย ให้คลายความสงสัย ไม่เป็นไรค่ะ เอาเป็นว่า พรีไบโอติกส์ พบมากในโยเกิร์ต เจ้าตัวนี้ จะช่วยย่อยสลายน้ำตาล และโปรตีน ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้นค่ะ
4. ลดเกลือ สิ่งนี้วีนิก้าเกิร์ลเคยเล่าให้ฟังแล้วนะคะ สำหรับน้องเกลือนี่ สาวๆ ควรลดๆ ลงมาหน่อยค่ะ ลองเปลี่ยนเป็นซีอิ๊วญี่ปุ่น หรือซอสปรุงรส แทนน้ำปลา และใช้เนื้อสัตว์สด ในการปรุงอาหาร ดีกว่าเนื้อสัตว์ชนิดแปรรูป เพราะมีเกลือน้อยกว่าค่ะ เพราะเกลือทำให้ร่างกายบวมน้ำ นอกจากตัวบวมแล้ว ยังเป็นเหตุให้ใต้ตาบวมอีกด้วยค่ะ
5. เลี่ยงฟรักโทส เจ้าฟรักโทสนี่ คือน้ำตาล (hexose) ชนิดนึงค่ะ ก่อนที่จะเข้าวิชาชีวะอย่างแท้จริง น้ำตาลฟรักโทส พบได้ในผลไม้ทุกชนิด โดยเฉพาะผลไม้สุก น้ำผลไม้ และในน้ำอัดลมทุกชนิด สิ่งที่เน้นให้เลี่ยงน้ำตาลฟรักโทสจากผลไม้ นั่นคือ ผลไม้อบแห้ง อย่าง อินทผลัม กล้วยตาก ค่ะ นอกจากหวานมากแล้ว ยังอาจเกิดแก๊สซึ่งไประกวนระบบย่อยได้อีกด้วยค่ะ อ่านแบบนี้ เดี๋ยวสาวๆ ไม่กล้าทานผลไม้ ทานได้ในปริมาณที่พอเหมาะนะคะ เพราะอย่าง มะม่วงสุก ทานมาก หวานเยอะ ก็ทำให้อ้วนได้ง่ายด้วยนะคะ่
6. เพิ่มโพแทสเซียม พบมากในกล้วยหอม และบร็อคโคลี่ค่ะ เจ้าโพแทสเซียมนี้ จะช่วยรักษาระดับน้ำในเซลล์ ให้สมดุล และป้องกันอาการบวมน้ำค่ะ
7. จิบน้ำขิง 5555 ไม่ได้จบแบบชรานะคะ แ้ต่ในตำราเค้าว่าอย่างนั้นจริงๆ ค่ะ อย่างที่วิีนิก้าเกิร์ลบอกไว้ค่ะ ช่วงที่ลำไส้ทำงานไม่ปกติ ดื่มน้ำขิงอุ่นๆ ทุกวันหลังอาหาร ช่วยให้ท้องพองลม กลมน้อยลงได้อย่างมากค่ะ ถ้าใครไม่ถนัดน้ำขิง ลองเลือกอาหารที่ผสมขิง เช่น ปลานึ่งใส่ขิง ไก่ / ปลาผัดขิง เรียกว่า ทานอาหารเป็นยา ในเวลาเดียวกันค่ะ เพราะขิงช่วยลดอาการบวมน้ำ ขับลม และช่วยให้ระบบย่อยดีขึ้นค่ะ สำหรับการดื่มน้ำขิงนั้น สาวๆ ก็ต้องระวังด้วยนะคะ อย่างขิงผงพร้อมดื่ม ลองเลือกแบบที่น้ำตาลน้อยค่ะ จะได้ไม่อ้วน อย่างตัวเอง ใช้ซื้อเต้าฮวย แล้วให้เค้าใส่น้ำตาลทรายแดงน้อยๆ แทนค่ะ ^_^

ขอบคุณข้อมูลจาก SHAPE Magazine : Volume 3 Number 30 ที่นำมาเพิ่มเติม ปรับปรุงเนื้อหาบางส่วน และเขียนใหม่ โดย Vinegargirl ค่ะ

ยังไงก็ลองดูนะคะ เชื่อว่าถ้าสาวๆ ได้ลองทำตามเคล็ดลับนี้ นอกจากไม่ค่อยเกิดอาการบวมน้ำแล้ว สุขภาพและหุ่นก็ยังดีขึ้นอีกด้วยค่ะ ^_^

Comments (5)

Tags:

สวยด้วยผลไม้ไฟเบอร์สูงกันค่ะ

Posted on 06 March 2008 by Vinegar Girl

สาวๆ ขา… เรามาคุยกันเรื่องสุขภาพ กันบ้างนะคะ หลังจากห่างหาย จากเรื่องนี้ไปนาน ขอบคุณมากๆ นะค๊า สำหรับ comments ของสาวๆ ที่อวยพร ให้หายป่วยเร็วๆ ได้กำลังใจ เลยดีขึ้นมากมายค๊า….  เพราะเนื่องจาก อาหารเป็นพิษ เลยทำให้ ช่วงนี้ ดูผอมเพรียว ไปโดยปริยาย แฮ่ๆ แต่ไม่ควรเอาเป็นตัวอย่างนะคะ เพราะไม่ดีต่อสุขภาพ แน่นอนค่ะ ตอนนี้หน้าโทรมมาก…กกก 55555

เลยอยากแนะนำ ให้สาวๆ มีผิวสวย + หุ่นดีกันด้วยค่ะ  เพราะก่อนหน้านี้ สาวๆ หลายคน มีปัญหาเรื่องท้องผูกค่ะ วันนี้เรามาว่าด้วยวิธีสวย สุขภาพดีด้วย Hi-Fi กันค่ะ เอ่อ..ไม่ใช่ สวยเสียงกระหึ่ม แบบลำโพงไฮไฟนะคะ คริๆ fauxcul.jpg  Hi-Fi ในที่นี้คือ High Fiber ค๊า…

มาแบบวิชาการกันนิดนึงนะค๊านักเรียน <- อารมณ์เป็นคุณครู กำลังให้ข้อมูล คริๆ  เพราะอยากให้มารู้จักกับเจ้า  Fiber (ไฟเบอร์) หรือเส้นใยอาหารกันก่อนค่ะ ว่ามีอะไรดีบ้าง

  • หลายๆ คนคงทราบกันดีแล้วนะคะว่า ไฟเบอร์นั้นช่วยในเรื่องการขับถ่าย ช่วยแก้ไขเรื่องอาการท้องผูกค่ะ และเมื่อการขับถ่ายดีแล้ว ก็ส่งผลให้ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ค่ะ
  • ช่วยลดปริมาณคอเลสเทอรอล เพราะกากใยจะช่วยขัดขวางการดูดซึมไขมัน จึงสามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือดได้ค่ะ
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด คนที่ทานอาหารมีกากใยมากๆ จะลดความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานได้ด้วยค่ะ
  • ช่วยควบคุมน้ำหนักค่ะ เพราะเมื่อเราทานอาหารกากใยสูง จะเข้าไปเติมเต็มพื้นที่ในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งทำให้เรารู้สึกอิ่มเร็วและนานขึ้นนั่นเองค่ะ

เมื่อเราทานอาหารกากใยสูงทำให้อิ่มได้นาน การขับถ่ายดี ก็ทำให้รูปร่างดี ผิวพรรณดีค่ะ อยากรู้กันแล้วใช่มั้ยหล่ะคะ..ว่าผลไม้ที่มีกากใยสูงนี่มีอะไรกันบ้าง

prune.jpg

  1. พรุน (Prunes)  : ต้องขอเรียกลูกพรุนว่าเป็นราชินีของผลไม้ที่มีกากใยสูงเลยค่ะ เพราะเวลาท้องผูก เราก็มักจะนึกถึงน้ำพรุน หรือพรุนอบแห้งนะคะ เพราะหาซื้อได้ง่ายในบ้านเรา หรือถ้ามีโอกาส ก็ซื้อพรุนสด มาทานดูก็ได้ค่ะ  พอลองมา research ดู เพิ่งค้นพบว่า พรุนนี่มีอะไรดีๆ เยอะมากๆ เลยค่ะ เช่นวิตามินซีสูง และมีแร่ธาตุต่างๆ มากมายด้วยค่ะ เรียกว่า
    ช่วยเรื่อง ความสวย (ทางอ้อม) ให้เรา นอกจากให้ไฟเบอร์สูงค่ะvinegargirl-h-f.jpg
  2. แอปเปิ้ล (Apple) : ถ้าให้พูดแบบวิชาการหน่อย (ขอเก็กหน้าแบบน่าเชื่อถือสุดๆ นิดนึงค่ะ   031.gif <– ไม่ใช่แล้น!!) แอปเปิ้ลจะมีไฟเบอร์ที่ชื่อว่า “เพคติน” ค่ะ ซึ่งเจ้าตัวนี้ช่วยลดความอยากอาหารได้ค่ะ
  3. แก้วมังกร (Dragon Fruit)  : แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีกากใยสูง แต่แคลอรี่ต่ำค่ะ และยังช่วยคลายร้อนได้อีกด้วยค่ะ เหมาะมาก สำหรับสาวไทยเรา เพราะทานเล่นๆ ได้ดี แถมราคาไม่แพงมากค่ะ
  4. ส้ม : ต้องทานแบบไม่ลอกใย และไม่คายกากออกนะคะ  ซึ่งจะทำให้อิ่มเร็วได้เหมือนกันค่ะ แต่อาจต้องจำกัดปริมาณสำหรับคนที่อยากควบคุมน้ำหนักด้วยค่ะ เพราะน้ำตาลก็เยอะเช่นกันค่ะ
  5. ฝรั่ง : นอกจากมีกากใยสูงแล้ว ยังมีวิตามินซีสูงอีกด้วยค่ะ ซึ่งดีต่อผิวพรรณค่ะ ฝรั่งนี่ หาทานได้ง่ายที่สุดแล้วค่ะ มีทุกฤดูทุกหน้า และหาได้ทุกรถเข็น อิอิ (แต่ถ้าทานมากก็ทำให้ท้องอืดได้นะคะ)

อย่างไรก็ตาม เราก็ควรหมุนเวียน ทานผลไม้ตามฤดูกาลนะคะ เพราะช่วยให้เราเลือกซื้อได้ง่าย ในราคาประหยัด (ยกเว้นผลไม้ที่ทำแห้งได้ อย่างลูกพรุน เพราะมีให้ทานตลอดฤดูกาล ทั้งแบบแห้ง และแบบน้ำพรุนค่ะ แต่ก็ราคาสูงหน่อย) และเราก็ควรเลือกทาน แบบพอดีๆ ที่จะทำให้ได้หุ่นสวยด้วยค่ะ เพราะฉะนั้น เราลองเปลี่ยนของว่าง จากขนมขบเคี้ยว มาเป็นผลไม้เหล่านี้ ก็จะดีกับสาวๆ มากเลยนะค๊า  ^_^

นอกจากทานอาหาร ที่มีไฟเบอร์สูงแล้ว ก็ต้องออกกำลังกาย ด้วยนะคะ จะได้สวยครบสูตร (อันนี้เป็นอะไร ที่ตัวเองไม่เคย แต่ทำเนียนค่ะ  555555)

Comments (4)

นักสะสมอาหารในตู้เย็น โปรดฟังทางนี้ค่ะ

Posted on 29 November 2007 by Vinegar Girl

สวัสดีค๊า..สาวๆ วีคเอนด์นี้มีมิดไนท์เซลกันอีกแล้วนะคะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าจะรีบขึ้นให้ดูค่ะว่ามีเซลอะไรที่ไหนกันบ้าง (วันนี้แอบบอกไว้ก่อน ให้เตรียมสตางค์ไว้ค่ะแฮ่ๆ )

วันนี้อยากคุยเรื่องสุขภาพกันบ้างค่ะ เพราะเรื่องที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังวันนี้ ตรงกับชีวิตตัวเองมากๆ เลยค่ะ เพราะทุกวันนี้เหมือนตัวเองมีชีวิตเร่งรีบ (หรือขี้เกียจ) ทุกวันค่ะ เลยต้องพึ่งพาอะไรๆ ที่สำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่กินประจำ ยามเงินหมด (ไปกะการช้อป.. อ้ะ..ล้อเล่นนนน) แถมทานอาหารกลางวันหน้าคอมพิวเตอร์เป็นประจำ (เนื่องจากนั่งโหลดรูป X  ดูไปด้วย ไม่ใช่แล้นค่ะ!! รูป X ที่ว่านี่หมายถึง x, m, l ขนาดเสื้อผ้าค่ะ รูปแฟชั่นๆ ค๊า..อย่าเพิ่งคิดไปไกลค่ะ อิอิ fauxcul2.jpg  )  โดยส่วนตัวเป็นคนชอบสะสมอาหารในตู้เย็น จนคุณแม่ และคุณแม่บ้านที่ทำงานต้องนั่งจัดสรร พื้นที่ในตู้เย็นจนเบื่อค่ะ พอไม่มีเวลา ก็รื้อๆของกินในตู้เย็นมาอุ่นไมโครเวฟรับประทาน (แลดูเลี้ยงง่ายมั้ยคะ แฮ่ๆ)

แต่เมื่อเดือนก่อนได้อ่านนิตสาร COSMOPOLITAN ของประเทศไทยเราเนี่ยค่ะ ฉบับเดือน ตุลาคม 2007 ในส่วนของ Health Special เป็นบทความดีมากกกกกค่ะ เป็นการสำรวจข้อมูลที่ทำโดย คอสโมฯ  เรื่อง
อาหารเหลือในตู้เย็น (Leftover Foods) อาจกลายเป็นยาพิษที่ฆ่าคุณได้?
เรื่องโดย ดร. เปี่ยมสุข เมนะเศวต  
สัมภาษณ์โดยคุณ เชอร์ลี่ย์ สุวรรณทรรภ และคุณวิภาพร หมู่ศิริเลิศ

อ่านหัวข้อแล้วสยิว เอ้ย! สยองเล็กน้อยค่ะ เลยอยากหยิบยกข้อมูลบางส่วนจากคอสโมฯ มาบอกเล่าแบบ vinegargirl ให้สาวๆ ได้อ่านกันวันนี้ค่ะ แต่ถ้าสาวๆ อยากอ่านทั้งหมด ซึ่งมี 40 ข้อ ก็สามารถสั่งซื้อนิตสารย้อนหลังได้จากคอสโมฯนะค๊า

vinegargirl-h-lf-01.jpg

  1. ก่อนอื่นข้อมูลในนิตสารบอกว่า การตั้งอุณหภูมิในตู้เย็น สำหรับช่องแข็ง ควรตั้งที่ ลบ 18 องศาเซลเซียส จะดีที่สุดค่ะ แต่โดยทั่วไปที่เราตั้งกันจะอยู่ที่ ลบ 10 องศาเซลเซียสค่ะ ส่วนตู้เย็น ควรตั้งที่ ลบ 10 องศาเซลเซียส จะดีที่สุดค่ะ แต่โดยทั่วไปมักตั้งกันที่ 12 องศาเซลเซียสค่ะ (โอ้ว…อย่างนี้ คิดว่าตู้เย็นที่ทำงานผ่านโลดค่ะ เพราะเย็นระดับนกแพนกวินยังหนาวววว…บรึ๋ย  ถ้าหยิบของในตู้เย็นนานหน่อย ต้องระวังเซลที่นิ้วมือตายได้เลยค่ะ!! ฮ่าๆ อันนี้เวอร์แล้น..ไม่ใช่ยอดเขาเอเวอร์เรสต์!! อิอิ)
  2. ในนิตยสารเค้าบอกไว้ด้วยค่ะ สำหรับวิธีคำนวนจำนวนแบคทีเรียใน 1 วันถ้าทิ้งอาหารไว้ในตู้เย็นจะเป็นเท่าไหร่ แต่ไม่ค่อยเก่งเลข คิดไปแล้วเหนื่อยค่ะ สรุปว่า อย่าเก็บไว้นานดีที่สุดค่ะ 5555 แต่สำหรับจุลินทรีย์นั้น จะหยุดการเติบโตเมื่ออยู่ในช่องแข็งเท่านั้นนะคะ ถ้าเราหยิบอาหารออกมาจากตู้เย็นก็จะเจริญเติบโตกันต่อไป แต่เมื่อใส่กลับไปในตู้เย็นใหม่ ก็หยุดโต แต่จำนวนที่โตไปแล้วนี่ไม่ลดลงนะคะ บรึ๋ยสส์!
  3. ไม่ควรเก็บอาหารไว้ในกล่องโฟมค่ะ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ที่ผ่านความร้อนมา หรืออาหารที่มีความเป็นกรดต่ำ ควรย้ายไว้ในกล่องพลาสติตกันอากาศ หรือถุงซิปล็อคและแช่ช่องแข็งไว้ค่ะ ถ้าเราต้องการเก็บไว้ทานอีกครั้งค่ะ
  4. การเปิดตู้เย็นบ่อยๆ นี่นอกจากทำให้เปลืองไฟแล้ว (ทำให้โลกร้อนขึ้นด้วยค่ะ) และยังทำให้อาหารเสียง่ายด้วยนะคะ
  5. นมข้นหวานเป็นเพียงอย่างเดียว ที่สามารถเก็บทิ้งไว้ในกระป๋องได้เหมือนเดิมค่ะ เพียงแต่ต้องปิดด้วยฝาพลาสติคค่ะ
  6. เนื้อไก่ จะเสียเร็วกว่าเนื้อหมู และเนื้อวัวค่ะ แม้จะเป็นไก่ทอด ปะทะกับเนื้อตุ๋น แต่ไก่ทอดก็ยังเสียเร็วกว่าอยู่ดีค่ะ แต่ถ้าในไก่ด้วยกัน ไก่ทอดนั้นเสียช้ากว่าไก่ดิบค่ะ (อ่านข้อนี้ งง อ่ะป่าวคะ แฮ่ๆ)
  7. การอุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟนั้น ไม่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ทั้งหมดค่ะ แต่ เตาแก๊ส เตาไฟฟ้า สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ทั้งหมด เมื่ออาหารถึงจุดเดือดที่ 100 องศาเซลเซียสค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าจะอุ่นอาหารในไมโครเวฟ ควรทำให้ร้อนเหมือนน้ำเดือดที่ 100 องศาเซลเซียสค่ะ
  8. ข้อคิดก่อนเก็บอาหารไว้ในตู้เย็นแล้วนำมาทานใหม่นะคะ ให้คำนึงถึง
    ความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร  :  ถ้าอาหารที่มีความอุดมสมบูรณ์มากๆ คือมีทั้ง โปรตีน นม ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต ไข่ จะยิ่งเสียง่ายค่ะ เช่น แซนวิชแฮมค่ะ
    ความเป็นกรดด่าง  :  อาหารที่มีความเป็นด่าง เช่น นม หรือ เนื้อสัตว์ จะเสียง่ายกว่าอาหารที่มีกรดมาก เช่น น้ำส้มค่ะ
    ความชื้น  :  อาหารที่มีความชื้นน้อย จะเก็บได้นานกว่าค่ะ เช่น ขนมปังกรอบ ค่ะ
  9. การเก็บอาหารในตู้เย็น ควรใช้กล่องกันอากาศ และ เก็บโดยแช่ช่องแข็ง จะทำให้เก็บได้นานเป็นเดือนๆ ค่ะ แต่ถ้าเป็นช่องเย็นธรรมดา จะอยู่ได้ประมาณ 3-4 วัน แต่ถ้าอาหารที่อุดมสมบูรณ์มาก อย่าง อาหารที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบ หรือมี ไข่ จะเก็บได้ประมาณ 1 – 2 วันเป็นอย่างมากค่ะ (ทางที่ดี ควรทานให้หมดดีกว่าค่ะ )

Tips & Trick : ในการเลือกใช้ภาชนะในการเก็บ หรือ wrap อาหารในตู้เย็น ค่ะ

  • ถุงซิปล็อค : ผัก ผลไม้ หรืออาหารที่เป็นกรดค่ะ
  • ถุงไร้สูญญากาศ : ขนมปังอบ หรือ อาหารจำพวกแป้ง หรืออาหารที่มีความชื้นต่ำ
  • กล่องพลาสติกกันอากาศ หรือ กล่องทัปเปอร์แวร์ : เนื้อสัตว์สุกแล้ว หรืออาหารที่มีความเป็นด่างสูง
  • ถุงซิปล็อค หรือกล่องพลาสติกกันอากาศ : เค้ก สปาเก็ตตี้ ลาซานญ่า หรืออาหารที่มีความชื้นสูง และมีไขมันเป็นส่วนประกอบมาก

ขอหยิบ credit note จากนิตสารมาขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

ขอขอบคุณ :
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุทธิศักดิ์ สุขในศิลป์
ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คุณอารีย์ ก๋งฉิน หัวหน้าหน่วยวิเคราะห์ทางจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Comments (2)

เคล็ดลับการดื่มน้ำผัก-ผลไม้

Posted on 17 July 2007 by Vinegar Girl

สวัสดีค๊า…คราวนี้มาเริ่มต้นสัปดาห์กับเรื่องสุขภาพกันหน่อยนะคะ เพราะฝนที่ตกแทบทู้กก..วัน ต้องรักษาสุขภาพกันหน่อยค่ะ สำหรับตัวเอง ตอนนี้ติดน้ำ..ค่ะ ไม่ได้ติด(อ่างอาบ)น้ำนะเคอะ! ไม่ใช่หนุ่มๆ แต่ติดน้ำผลไม้ปั่น หรือสมูธตี้เนี่ยหล่ะค่ะ พอตกบ่าย เริ่มน้ำลายสอๆ ลงแดง ชักแหง็กก..แหง็ก..ๆๆ <- อันนี้ก็เวอร์เกินไปค่ะ จริงๆ แล้วมันจะอยากมากจนน้ำลายยืด หู-ตาขวาง หางตก! บร้า..เค้าคนน๊า..ไม่ใช่นกแพนกวิน!! shy.gif

พยายามจะไปรื้อค้นหาสูตรน้ำผลไม้ปั่นมาฝากค่ะ บังเอิญได้ไปเจอข้อมูลใน ELLE  magazine ภาษาไทย ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ปก Kylie Minogue ค่ะ ซึ่งมีเรื่อง ล้างพิษเร่งด่วน ฟื้นฟูสุขภาพ ในคอลลัมน์ ellehealth โดยคุณศิริวรรณ สุขวิเศษค่ะ โดยได้รวบรวมข้อมูลดีๆจากหนังสือของไทยและต่างประเทศ และเว็บไซต์เกี่ยวกับการล้างพิษค่ะ และในนั้นมีเคล็ดลับการดื่มน้ำผัก-ผลไม้ ด้วยค่ะ เลยขออนุญาตหยิบข้อมูลในบทความนี้ มาเขียนในภาษาตัวเองให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันค่ะ ขอบคุณ Thailand Elle Magazine สำหรับข้อมูลดีๆ ที่มีในทุกๆ ฉบับนะคะ สาวคนไหนที่อยากสมัครสมาชิก คลิกที่นี่ได้เลยค่ะ ( จริงๆ เตรียมเรื่องที่จะเขียนแนะนำแมกกาซีนสุดโปรดไว้แล้วนะคะ แต่ยังไม่ได้เอาขึ้นซะที จะบอกว่า ELLE เนี่ยหล่ะค่ะ ที่อ่านมาตั้งแต่สมัยเรียน ไม่อยากบอกเป็นตัวเลขว่ากี่ปีแล้ว เดี๋ยวท่านผู้อ่านจะตกตะลึง!! ในความอ่อนเยาว์ เพิ่งผ่านมาไม่กี่ปีมานี้เองค๊า..อิอิ   ((อ้าว! เสียงใครอ้วกกกเนี่ย แฮ๋ๆ  sweat11.gif )) )

ป.ล. ขอบคุณทุกๆ comments อีกเช่นเคยนะค๊า..น้องๆ ที่ฝากคำถามเข้ามา รับรองว่าจะรีบหาคำตอบแบบ full version ให้โดยด่วนเลยนะค๊า…

vinegargirl-h-d-01.jpgเคล็ดลับการดื่มน้ำผัก-ผลไม้

  • เวลาที่ดีสำหรับการดื่มน้ำผลไม้สด ควรเป็นช่วงเช้า หลังตื่นนอนค่ะ เพราะเป็นเวลาที่ท้องยังว่างอยู่ จะสามารถช่วยกระตุ้นร่างกายให้ขับของเสีย และสารพิษได้ดียิ่งขึ้นค่ะ โดยส่วนตัว (ถ้าไม่ลืม) ก็จะทำน้ำ apple cider vinegar ผสมน้ำผึ้ง ดื่มตลอดค่ะ แต่ถ้าเสาร์-อาทิตย์ที่มีเวลาหน่อย ก็จะดื่มน้ำแครอท ที่ใช้เครื่องแยกกากหน่ะค่ะ
  • เวลาที่ดีสำหรับการดื่มน้ำผัก จะเป็นช่วงบ่ายค่ะ ที่ตอนนี้ฮิตการดื่มน้ำ wheatgrass กันเหลือเกิน ลองเลือกเป็นช่วงบ่ายดูนะคะ เพราะช่วงเวลานี้เป็นช่วงการฟื้นฟูความสมดุลของกรด-ด่าง ช่วยเพิ่มความกระชุ่มกระชวยค่ะ
  • ในร้านพวกสมูธตี้เนี่ย ปกติเค้าจะมีหลายๆ สูตรที่เซ็ตไว้ ซึ่งอาจมีผัก และผลไม้ผสมกันอยู่แล้วนะคะ ซึ่งอันนี้ก็ช่วยให้น้ำผักมีรสชาติที่ดีขึ้นค่ะ เพราะประโยชน์ก็คือ น้ำผลไม้ช่วยล้างพิษ ส่วนน้ำผักจะช่วยซ่อมแซมเซลล์ แต่เคล็ดลับสำคัญอยู่ที่เวลาค่ะ คือจะให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรดื่มทันทีหลังจากคั้นเสร็จค่ะ เพราะวิตามินในผักและผลไม้จะสลายตัวเร็วค่ะ
  • ไม่ใช่ว่าทุกคนสามารถดื่มน้ำผัก และผลไม้ได้ตลอดนะคะ เราควรงดน้ำผล้ไม้สด ถ้าร่างกายไม่อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม เช่นมีการติดเชื้อเป็นเบาหวาน หรือว่ามีปัญหาลำไส้อยู่ค่ะ
  • การ detox ด้วยอดอาหารแล้วดื่มน้ำผัก-ผลไม้ในระยะสั้น เพื่อเป็นการเตรียมพร้อม อันนี้ถือเป็นวิธีที่ดีค่ะ แต่ไม่ควรทำเป็นระยะยาวนะคะ เพราะถ้าเราไม่ได้รับประทานอาหารที่กากใย จะทำให้มีความผิดปกติของระบบขับถ่าย และเป็นอันตรายต่อสุขภาพค่ะ

Comments (5)

สูตรขัด พอกผิวจากธรรมชาติค่ะ

Posted on 08 June 2007 by Vinegar Girl

ต่อเนื่องมาจากเรื่องสปาในคราวที่แล้ว จริงๆ อยากแนะนำสาวๆ ว่า ถ้าคนที่มีเวลามากหน่อย สำหรับการเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว เราอาจค่อยๆ เริ่มทำเองได้ที่บ้านค่ะ และประหยัดตังค์กว่าเยอะด้วยค่ะ ส่วนใครที่ไม่ได้จะเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว ทำสูตรเหล่านี้ไปเรื่อยๆ รับรองค่ะว่า แววเจ้าสาวเปล่งประกายแน่ๆค่ะ อิอิ วันนี้เลยงัดสูตรจากก้นครัวมาอีกแล้วค่ะ จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

vinegargirl-h-b_04.jpgสูตรแรกนี้ ได้จากหนังสือ สวยด้วยสูตรลับ สมุนไพรสด Bauty Tip by Herbs โดย คุณเนตรดาว แสงโปร่งค่ะ

เป็นสูตรขัดผิวด้วยส้มค่ะ ในหนังสือให้ใช้ขัดหน้า แต่คิดว่าเราสามารถใช้กับลำตัวได้ด้วยค่ะ สูตรนี้ประกอบด้วย  ส้มเขียวหวาน (อย่างเดียวค่ะ)

วิธีทำ

  1. ก็นำส้มเขียวหวานมาล้างให้สะอาด แล้วปอกเปลือกออกค่ะ จากนั้นผ่าตามขวาง แล้วแคะเมล็ดออกให้หมดค่ะ
  2. ใช้ส่วนของเกร็ดส้มขัดเป็นวงกลมเบาๆ ในหนังสือบอกว่า ไม่ต้องใช้แรงกด พอให้ผิวส้มสัมผัสกับผิวหน้า เป็นอันว่าใช้ได้ค่ะ เพราะถ้ากดแรงๆ จะทำให้ผิวมีริ้วรอยได้ง่ายค่ะ
  3. ขัดเบาๆ ประมาณ 15 นาทีค่ะ แล้วทิ้งให้น้ำส้มที่อยู่บนใบหน้า หรือลำตัวแห้ง แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำเย็นจัดค่ะ

Tips & Trick

  • ให้ทำเป็นประจำ อาทิตย์ละ 1 ครั้งค่ะ เท่านี้ผิวก็จะผุดผ่อง เพราะส้มมีวิตามินซี ที่ช่วยฟื้นฟูสภาพผิว และช่วยให้เม็ดสี จุดด่างดำ ดูจางลงด้วยค่ะ
  • ส่วนเปลือดส้มนั้น สามารถหั่นเป็นเส้น แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง แล้วนำไปจุดเป็นยากันยุงได้ค่ะ

vinegargirl-h-b_02.jpg

สูตรขัดผิวด้วยมะขาม

สูตรนี้ทำเองบ่อยค่ะ ถ้าไม่ขี้เกียจนะคะ เพราะสูตรที่ง่ายมากๆ เลยค่ะ ใช้แค่ มะขามเปียก เท่านั้นค่ะ นอกจากบางครั้ง เราต้องการพิเศษ (เหมือนเพิ่มลูกชิ้น 40) ก็จะใช้ส่วนผสม เหมือน สูตรน้องผิวหมองคล้ำ ที่เคยให้ไว้ค่ะ  คือนำ ขมิ้นเล็กน้อย + มะขามเปียก ที่ดึงเอาเส้นใย และเมล็ดออกแล้วนะคะ ไม่งั้นเดี๋ยวบาดผิวสาวๆ หมดค่ะ  (ลองคลิ๊ก เข้าไปอ่านวิธีทำกันได้ค่ะ)

หลังจากอาบน้ำเสร็จ นำมะขามเปียก ที่ผสมไว้กับขมิ้นมาขัดๆ  โดยใช้ฝบวบ แล้วอาจพอกๆ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำเย็นค่ะ ทำเป็นประจำ สัปดาห์ละ 1 ครั้งเช่นกันค่ะ หลังจากล้างตัวเรียบร้อยแล้ว ให้ทาโลชั่นเพื่อบำรุงผิวเป็นขั้นตอนต่อไปค่ะ ผิวสาวๆ จะได้ทั้งใส ทั้งนุ่มนวลเลยค่ะ ^_^

vinegargirl-h-b_01.jpgสูตรพอกผิวกายด้วยโยเกิร์ต

จะว่าไป เหมือนเอาเรื่องเก่ามาเขียนใหม่ อย่าเพิ่งเบื่อกันซะก่อนนะคะ แค่อยากรวบรวมไว้ให้ครบ คือส่วนผสมที่ใช้สำหรับหน้า ก็สามารถใช้กับตัวได้ค่ะ เราอาจจะเคยได้ยิน อาบน้ำแร่ แช่น้ำนม และที่เคยเห็นมาก็ให้ชโลมน้ำนมสด น้ำจืดนะคะ หลังอาบน้ำ แล้วล้างออก

แต่ตัวเองชอบที่จะใช้โยเกิร์ตมากกว่าค่ะ เพราะเนื้อที่ข้นกว่า สามารถเกาะติดผิวได้ดีกว่า เลยให้ความรู้สึก (ไปเอง) ว่าบำรุงได้เต็มที่กว่าด้วยค่ะ แต่ข้อเสียคือ โยเกิร์ตจะมีกลิ่นที่แรงกว่าค่ะ เวลาล้างออก บางทียังมีกลิ่นติดผิวอยู่ เพราะฉะนั้นใครที่ไม่ชอบ ให้ลองใช้นมสดแทนดีกว่าค่ะ ถ้าวันไหนมีเวลาว่างเยอะ ก็ขัดด้วยมะขาม แล้วพอกต่อด้วยนม หรือโยเกิร์ตค่ะ (อาจต้องยืน เก้ๆ กังๆ ช่วงทิ้งส่วนผสมไว้บนตัว จนนมแข็ง เอ่อ! หมายถึง นม-โยเกิร์ตแข็งๆ ตัวหน่ะค่ะ fauxcul1.jpg คริๆ จะบอกว่าอาจจะเมื่อยแบบหวาบหวิวบ้างเล็กน้อยนะคะ)

ซึ่งสาวๆ สามารถปรับปรุงสูตรได้ตามแต่สภาพผิวเลยค่ะ โดยใช้โยเกิร์ตเป็นเบส หรือเป็นตัวพื้นฐานค่ะ เช่น

  • สาวผิวแห้ง ผสมกล้วยบด ลงในโยเกิร์ต พอกผิว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ช่วยให้ผิวนุ่มขึ้นมากๆ ค่ะ
  • สาวที่มีปัญหาสิว ให้ผสมมะเขือเทศบดลงไปด้วยค่ะ เพราะช่วยให้ผิวนุ่ม ช่วยผลัดเซลล์ผิว และ ช่วยให้สิวยุบตัวได้ค่ะ
  • เพื่อผิวที่ขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ให้ผสม แครอทปั่นละเอียด ลงไปด้วยค่ะ
  • ส่วนใครที่ถนัดเรื่องสมุนไพร ก็อาจจะผสม  ขมิ้นชัน และ ไพล (ใช้ได้ทั้งแบบสด และแห้งค่ะ มีแบบที่เป็นผงๆ ขายตามร้านขายยาแผนโบราณ หรือร้านสมุนไพรค่ะ) ขมิ้นชัน นี่เพื่อปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ และช่วยรักษาผิวที่เป็นผดผื่น หรือมีอาการแพ้ได้ค่ะ ส่วนไพลนี้ จะช่วยให้ผิวผุดผ่อง และช่วยให้สีผิวตามรอยพับต่างๆ ดูจางลงได้ค่ะ

Note : ส่วนผสมที่เป็นผัก ผลไม้  สาวๆ สามารถกะเอาตามใจชอบนะคะ แต่ขมิ้นชันแบบผงนี่ แนะนำว่าควรใช้ทีละน้อยค่ะ แค่ทีละ 1/4 ช้อนชา หรือเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย พยายามดูว่าไม่ให้สีเหลืองจนเกินไปนะคะ ส่วนไพล สีจะออกน้อยกว่าขมิ้นชัน จะไม่ค่อยเหลืองมาก แต่ก็ค่อยๆ เติมทีละน้อยเช่นกันค่ะ ^_^

แล้วอย่าลืม เข้าไปดู สูตรขัด-พอกผิวด้วยถั่วเหลืองนะคะ จะให้ผิวสวยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องไม่ละเลยผิวหน้าค่ะ หรือจะพอกไปพร้อมๆ กันเลยก็ได้ ถ้าไม่ลำบากไปนะคะ  5555 ลองเข้าไปดู สูตรพอกหน้า กันได้ค่ะ

งั้นวีคเอนด์นี้ เราก็ทำสปาง่ายๆ จากในครัวที่บ้านกันเลยนะคะ ^_^

ขอบคุณน้อง nene นะคะ ที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเข้ามาดังนี้ค่ะ

ขอแนะนำเรื่องสิวเสี้ยนนะคะ

1. นำไข่ขาวมาพอทาจมูกได้ (ก็ก่อนทอดไข่เจียวก็แบ่งไข่ขาวมานิดนึงก็ได้)
2. เตรียมสำลีบาง ๆ จิง ๆ (นำสำลีมาแยกให้มันโปร่ง ๆ)
3. นำไข่ขาวมาทาให้ทั่วจมูก (อย่าลืมล้างหน้าก่อนนะคะ)
4. วางสำลีลงไป โดยเฉพาะที่ซอกจมูก (เหมือนใช้บีโอเล เปาะแปะนะค่ะ)
5. แล้วรอแห้งประมาณ 5-10 นาทีมั้งค่ะ (หรือจนกว่าสำลีจะแข็ง)
6. ลอกออกแล้วก็ล้างหน้าค่ะ อย่าลืมดูที่สำลีนะคะ ว่ามีสิวเสี้ยนติดมาเยอะมั้ย

** แค่นี้ก็เรียบร้อย ไม่เคยทำเองหรอกนะค่ะ แต่ nene ทำให้เพื่อนบ่อย อาทิตย์ละครั้งก็พอ ธรรมชาติย่อมสร้างสิ่งป้องกันให้เสมอค่ะ **

โดยส่วนตัวเคยทำสูตรนี้บ่อยๆ ค่ะ แต่จะใช้กระดาษทิชชู แผ่นนุ่มสำหรับเช็ดหน้า มาแปะเพื่อเป็นตัวลอกแทนนะคะ (ยังไม่เคยใช้ สำลีเลยค่ะ ไม่แน่ใจว่ามันจะยุ่ยง่าย ไม่เป็นแผ่นเวลาเจอกับไข่ขาวรึเปล่า?)  สำหรับสูตรนี้ประหยัด และทำเองได้ง่ายด้วยค่ะ ขอบคุณน้อง nene อีกครั้งนะคะ

Comments (4)

CATEGORIES

INFORMATION

eXTReMe Tracker