XanaxAdderall onlineLevitraADDERALL onlineadderall without prescriptionPhentermine onlinetramadol onlinevalium online

Archive | Skincare

สูตรมาส์กหน้าเพื่อผิวขาวกระจ่างใสค่ะ

Posted on 17 April 2007 by Vinegar Girl

ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีปีใหม่ไทยย้อนหลังสำหรับสาวๆ ที่เข้ามาทักทายช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมานะคะ ขอบคุณน้อง Fon  BlowingBubbles  mink  Pui_n*  bess*  BySean  Opal  White Fox และ primpite ค่ะ และขอบคุณมากๆ นะคะสำหรับน้อง Opal ที่เข้ามาความกระจ่างแจ้งเรื่องคอลเล็คชั่นของสการ์เล็ตด้วยค่ะ

คิดว่าได้หยุดหลายวันแล้วจะมีเวลาได้อัพเดท พร้อมทั้งเตรียมเรื่องที่จะอัพเดทไว้ทั้งอาทิตย์ แต่กลับกลายเป็นต้องเดินสายเยี่ยมญาติ (แค่วันเดียวค่ะ) แต่วันที่เหลือไปเที่ยวซะงั้น อิอิ วันนี้เลยนำสูตรพอกหน้าเพื่อผิวขาวมาฝากสาวๆ เป็นการแก้ตัวค่ะ หลังจากที่หลายๆ สาว โหมกระหน่ำเล่นน้ำ และไปเที่ยวช่วงสงกรานต์ ผิวหน้าต้องเผชิญแดดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เรามาฟื้นฟูผิวหน้าที่หมองคล้ำกันค่ะ

ขอขอบคุณสูตรพอกหน้า Whitening Mask นี้จากหนังสือ Feeling Good ของคุณพาย ภัทรียา ณ นคร ค่ะ (ได้ทำการปรับเปลียนภาษาให้เป็นแบบ vinegargirl ค่ะ) ตอนนี้ได้ข่าวว่าคุณพายจะนั่งแท่นเป็นบรรณาธิการหนังสือ
Glitz & Glam ยังไงแฟนๆของคุณพายก็ติดตามกันนะคะ และ vinegargirl เองก็ไม่พลาดอย่างแน่นอนค่ะ

vinegargirl-01.jpg Whitening Mask

น้ำมะนาว 1 ลูก
น้ำมะนาวฝรั่ง (lemon) 1 ลูก
น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
โยเกิร์ตประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ

นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมกันค่ะ แล้วพอกและอาจนวดเบาๆที่ใบหน้าค่ะ สูตรนี้ทำสัปดาห์ละครั้งค่ะ จะช่วยทำให้หน้าของสาวๆ ดูกระจ่างใสขึ้นแบบเป็นธรรมชาติค่ะ

โดยส่วนตัวคิดว่า สูตรนี้ไม่ควรทำบ่อยเกินกว่าสัปดาห์ละ 1 ครั้งอย่างที่เขียนไว้ในหนังสือนะคะ เพราะน้ำมะนาวมีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ อาจทำให้ผิวหน้าแห้ง หรือระคายเคืองได้ค่ะ สาวๆ ก็อย่าเพิ่งใจร้อนอยากหน้าขาวเร็วๆนะคะ สูตรธรรมชาติแบบนี้ ต้องใจเย็นๆค่ะ ค่อยๆ ทำสม่ำเสมอก็น่าจะเห็นผลค่ะ

Comments (4)

แนะนำอายครีมใหม่ๆสำหรับสาวขอบตาคล้ำค่ะ

Posted on 19 March 2007 by Vinegar Girl

จากที่น้องใหม่ใน vinegargirl ของเราขอมาค่ะ น้อง BoonGi ที่อยากได้อายครีมมาช่วยขจัดใต้ตาหมีแพนด้า วีนิการ์เกิร์ล เลยไปค้นหาอายครีมใหม่ๆ ที่ดูน่าใช้มาแนะนำค่ะ ถ้าสาวๆคนไหนที่ได้ลองแล้วดี ช่วยกัน comment มาบอกด้วยนะคะ [อายครีมที่นำมาอัพเดทกันคราวนี้ ยังไม่เคยลองใช้เช่นกันค่ะ กำลังเลือกนางงาม (อายครีม) ชนะเลิศ ไว้ยามเงินเดือนออกสิ้นเดือนนี้ค่ะ] ไว้ถ้าลองอะไรแล้วจะรีวิวให้อ่านกันอีกทีนะคะ

vinegargirl-eyecream.jpg

  1. Resteye Gel จาก FANCL ค่ะ  อายเจลตัวนี้ช่วยเรื่องความหมองคล้ำ โดยสารสกัดจากอัลมอนด์ที่ช่วยการไหลเวียนของเลือด และ สารสกัดจาก Coicis Semen แก้ไขการคั่งค้างของน้ำอันเป็นสาเหตุของการบวมรอบดวงตา ของ Fancl นี้เค้ามีจุดเด่นคือ เป็นเครื่องสำอางที่ไม่ผสมสารกันเสียค่ะ คิดว่าน่าจะอ่อนโยนต่อผิวมากๆค่ะ  (ขนาด 8g ราคา 750 บาท)
  2. SISLEYA Eye and Lip Contour Cream จาก Sisley ค่ะ มีสารสกัดจากธรรมชาติ อย่าง Matricaria, Licorice, Wheat proteins, Vitamins E, B5 และ F ที่ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวที่อ่อนโยนรอบดวงตา ช่วยลดริ้วรอย อาการบวม และความหมองคล้ำรอบดวงตาค่ะ ครีมตัวนี้ใช้ได้ทั้งรอบดวงตา และริมฝีปากเลยค่ะ (สามารถสอบถามราคาได้ที่เคาน์เตอร์ค่ะ)
  3. All About Eyes Rich จาก Clinique ตัวนี้ใหม่ล่ามาแรงค่ะ (ที่ว่ามาแรงนี่เห็นได้มากจาก ad ตามหน้า magazine นะคะ แฮ่ๆ) คุณสมบัติที่โฆษณา ดูเหมือนจะตอบโจทย์ได้ครบวงจรค่ะ ไม่ว่าจะออกแบบมาเพื่อรับมือกับปัญหาขอบตาคล้ำ และถุงใต้ตาโดยเฉพาะ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยในระยะยาว เนื้อครีมเข้มข้นให้ความชุ่มชื่นผิวในระดับสูง ด้วยส่วนผสม Sodium Hyaluronate มีส่วนผสมของสารแอนตี้ออกซิแดนต์ จาก vitamin C, E และสารสกัดจากชาเขียว ปลอดภัยต่อผู้ใส่คอนแทคเลนส์ และไม่มีน้ำหอมค่ะ (ขนาด 15ml ราคา 1,400 บาท)
  4. Dark Shadows จาก Philosophy มีส่วนผสมของ silicone-based ช่วยขจัดความหมองคล้ำผิวบริเวณใต้ตาและริมฝีปากด้านบนค่ะ และยังช่วยลดอาการบวม และถุงใต้ตาอีกด้วยค่ะ ตัวนี้ใช้ได้กับรอบดวงตา และริมฝีปากบนค่ะ  (สามารถสอบถามราคาได้ที่เคาน์เตอร์ค่ะ)

ทั้งนี้อาการใต้ตาคล้ำน่าจะมาจากหลายสาเหตุค่ะ เช่น กรรมพันธุ์ หรือ นอนดึก  ยังไงสาวๆ ก็ต้องดูแลสุขภาพและพยายามพักผ่อนให้เพียงพอด้วยนะคะ เพื่อช่วยให้รอยคล้ำนั้นจางลงไปด้วยค่ะ

โดยส่วนตัวเป็นคนที่ใต้ตาคล้ำมาก เพราะผิวหนังบริเวณรอบดวงตาบางมากค่ะ เห็นเส้นเลือดใหญ่ชัดเจนบริเวณใต้ตาพอดิบพอดี เลยยิ่งดูหลินฮุ้ยกันไปใหญ่ พอไม่ได้นอนนี่ยิ่งเป็นย่าทวดของหลินฮุ้ยเลยค่ะ เพราะฉะนั้นในประสบการณ์ตัวเองยังไม่มีอายครีมตัวไหนที่เอาอยู่ (อันนี้เพราะปัญหาเฉพาะตัว..ที่แก้ไม่ได้นะคะ) เลยไม่กล้าอยากรีวิว แต่ขอพูดถึงที่เคยใช้มาหน่อยนะคะ

ส่วนยี่ห้อที่ใช้ล่าสุดมี A Perfect World for eyes จาก Origin ตัวนี้น่าจะพอใช้ได้สำหรับผู้ที่ยังไม่แพนด้าเต็มตัว ถ้าเป็นสาวๆ ที่ยังไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องริ้วรอย และความหมองคล้ำมากๆ นะคะ เนื้อครีมให้ความรู้สึกเป็น silicone ค่ะ คือทาแล้วลื่นๆ ซึมซาบเร็วไม่เหนียวเหนอะหนะ แต่คิดว่าไม่ค่อยช่วยเรื่องความคล้ำและริ้วรอยที่ชัดเจนนะคะ เรียกว่าสำหรับ beginner ละกันนะคะ

Clarins ใช้ Extra-Firming Eye Contour Serum คิดว่าพอใช้ได้ แต่ยังไม่ถึงขนาดกับว้าววว! หรือเห็นผลชัดเจนตั้งแต่แรกหน่ะค่ะ แต่คิดว่าช่วยแก้ปัญหาได้บ้าง ถ้าใช้ติดต่อกันหลายเดือน (หรือว่าเราเริ่มนอนเยอะขึ้นก็ไม่รู้ แฮ่ๆ) อันนี้น่าจะเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาแบบขั้น intermediate ค่ะ แบบปานกลางๆค่ะ ^_^

Comments (18)

การดูแลผิวแบบหยินหยาง

Posted on 18 June 2006 by Vinegar Girl

คงคุ้นๆหูกับคำว่า หยินหยาง กันมาบ้างนะคะ
วันนี้เราลองให้สาวๆมารู้จักวิธีดูแลผิวแบบหยินหยางกันค่ะ

vinegargirl-yingyang-skinca.jpg
ตามศาสตร์การแพทย์จีน หยินและหยางเป็นพลังงานในร่างกายของคนเราค่ะ
หยินเป็นพลังเย็น
หยางเป็นพลังร้อน
ถ้าหยินกับหยางในร่างกายเราสมดุลกันดี สุขภาพผิวและผมก็จะสวยแข็งแรง
ซึ่งสาวๆ อาจนำเอาหลักหยินและหยางนี้มาใช้ เพื่อดูแลสุขภาพผิว
รวมถึงการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผิวของเราด้วยนะคะ

  • คนผิวมัน ที่มีแนวโน้มเป็นสิวได้ง่าย มักมีพลังหยางมากเกินไปค่ะ สิวเกิดจากพิษของความร้อน การสูบบุหรี่ ความเครียด ถ้าคุณมีลักษณะเช่นนี้ ลองใช้สมุนไพรและส่วนผสมที่ให้ความเย็นในการดูแลผิวค่ะ อย่างเช่น ลาเวนเดอร์ เปปเปอร์มิ้นต์ อโลเวร่า
  • สำหรับคนที่มักมีผิวแห้งตึง มีริ้วรอย คุณมีพลังหยินมากกว่าหยาง ลองใช้น้ำผึ้ง ข้าวโอ๊ต โสม สวีตอัลมอนด์ และมะเฟือง เพื่อช่วยในการสร้างสมดุลให้ผิวค่ะ

ขอบคุณบทความจากนิตสาร Lisa ค่ะ

Note: คิดแล้วว่าต้องมีคนสงสัย ฮ่าๆๆ และแล้วคุณกุ้งก็ถามมาค่ะ ว่าต้องเอาทุกอย่างมาผสมกันรึเปล่า? คงไม่ต้องทั้งหมดค่ะ แค่เลือกผลิตภัณฑ์พวกครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมเหล่านี้ หรือ พอกหน้าด้วยสูตรที่มีส่วนผสมของสมุนไพรเหล่านี้ค่ะ  สมมติคนผิวแห้งที่มีพลังหยินมาก อาจใช้ น้ำผึ้งผสมกับข้าวโอ๊ตบดให้เนื้อละเอียดหน่อย ใช้ขัดหน้าก็ได้ค่ะ อ้อมคิดว่าพืช สมุนไพรพวกนี้ใช้ได้ทั้งการบำรุงทั้งจากภายนอก เช่น ทา พอก ขัดผิว หรือจากภายใน เช่น กิน ก็ได้นะคะ เอาไว้จะขอแปะโป้งไปหาตำราเรื่องนี้ แล้วจะเอามาบอกนะคะ ^_^

Comments (1)

คุยเฟื่อง เรื่องครีมกันแดด (ตอนจบค่ะ)

Posted on 10 March 2006 by Vinegar Girl

ครั้งที่แล้วทำเป็นแอบวงเล็บ (ตอนที่ 1 ) ทำเหมือนน่าจะมีหลายตอน…จริงๆ ก็มีแค่เนี้ยหล่ะค่ะ..5555555 (ทำหน้าภาคภูมิจายในความมั่วนิ่ม!)
ว่าแล้วก็มาทำความรู้จักกับครีมกันแดดกันต่อเลยค่ะ

All About Sunscreen

PA+ / PA++ // PA+++
หลายๆคนคงคุ้นๆเจ้า PA กันมาบ้างนะคะ..เอ่อ! PA นะเคอะ ไม่ช่าย PO เหอๆๆ อันนั้นต้องเมางาน อาหารกลางวันไม่ย่อยแน่ๆค่ะ
ตอนนี้ครีมกันแดดมักจะปะ PA+ หรือบวกบวก หรือบวกบวกบวก ไม่ใช่เสียค่า VAT 7% + กับ service charge อีก 10% นะคร้าบบบพี่น้อง แต่เป็นหน่วยวัดระดับการปกป้องรังสียูวีเอ (ถ้ายังงงๆ ขอทบทวนบทเรียนเก่ากันก่อนนะคะนักเรียน SPF เนี่ยเป็นค่าการปกป้องผิวของครีมกันแดดจากรังสียูวีบีค่ะ) แต่ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดหน่วยบอกระดับการซึมซับยูวีเอ อย่างละเอียดแบบ SPF เพราะฉะนั้นค่า PA เลยเป็นแค่การบอกคร่าวๆด้วยเครื่องหมาย + ค่ะ (ไม่มีลบ คูณ หารนะเคอะ! <- มันยังจะกล้าเล่นมุขนี้อีกคร้าบบบทั่นผู้ชม!! - -") ที่เค้ามี + กันมีอยู่ 3 ระดับค่ะ จริงๆแล้ว PA+ ก็เพียงพอในการทำกิจกรรมเกือบทุกประเภทของคุณสาวๆแล้วหล่ะค่ะ แต่ถ้าต้องอยู่กลางแดดนานๆ ก็เพิ่มเป็น PA++ หรือระดับสูงสุดที่ PA+++ ก็ได้ค่ะ

สองศรีพี่น้อง UVA & UVB ยูวีบี (ผู้น้อง) จะทำให้เกิดอาการแสบร้อนผิว ผิวไหม้ได้ค่ะ ส่วน ยูวีเอ (ผู้พี่) มาแบบไม่รู้ตัว เพราะเราไม่รู้สึกแสบร้อนเวลาโดน แต่อิทธิฤทธิ์เหลือร้ายค่ะ เพราะคุณพี่เค้าทำให้สาวๆเราหน้าตาเหี่ยวย่น เป็นฝ้า และก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ค่ะ

Water Resistant กับ Waterproof
จริงๆแล้วไม่มีครีมกันแดดตัวใดที่สามารถกันน้ำ (Waterproof) ได้ดั่งที่ฉลากแปะไว้ ยังไงก็ต้องทำซ้ำเวลาเหงื่อออก หรือหลังลงเล่นน้ำค่ะ เลยน่าจะเป็นการเล่นภาษาในการโฆษณามากกว่าค่ะ
ส่วนครีมกันแดดที่ระบุไว้ว่า Water Resistant จะมีส่วนผสมจากพลาสติกสร้างแผ่นฟิล์มเคลือบครีมกันแดดให้ติดแน่น แม้จะเปียกน้ำ ฉะนั้นเวลาทาครีมกันแดดชนิดนี้แล้วลงน้ำนาน 40 นาที ค่า SPF ก็ยังคงที่ แล้วในตลาดก็ยังมี Very Water Resistant (แบบขอมีสูตรโชว์เหนือกว่านี๊ดดดส์นึง) ก็จะทำให้ทนน้ำได้นานยิ่งขึ้นเป็น 80 นาทีค่ะ แต่ไม่น่าจะใช้เป็นประจำค่ะ เพราะมันเหนียวเหนอะภายใต้เมคอัพของสาวๆค่ะ

มีคำถามหลังไมค์มาจากเรื่อง Physical กับ Chemical ที่บอกไว้ในตอนแรกค่ะ
จริงๆแล้วทั้งคู่ต่างก็เป็นสารเคมีนะคะ เพียงแต่การเล่นคำโฆษณา (อีกแล้นครับท่าน!) ที่ได้โอกาสเรียก Physical หรือ “Non-Chemical” อาจทำให้บางคนเข้าใจผิดว่าไม่ได้เป็นสารเคมี แต่นั่นคือชื่อชนิดของครีมกันแดดเฉยๆนะคะ confirm ค่ะว่าทั้ง 2 ชนิดต่างก็เป็นสารเคมี แต่หน้าที่การทำงานแตกต่างกันไปค่ะ

  • ครีมกันแดดแบบ Physical เค้าก็พยายามผลิตคิดค้นที่ทำให้หน้าตาไม่ขาววอกเกินเหตุ อย่าเช่นของ DDF Moisturizing Photo-Age Protection SPF 30 (1,800 บาท) แต่เดี๋ยวนี้เค้ามีเทคนิคการขายที่เหนือชั้นกว่าคือทำเป็นว่า ครีมกันแดด แล้วมี makeup base ในตัว (ว่าเข้าไปน่านนน..จริงๆมันก็ขาวสว่างด้วยตัวเองอยู่แว้ว – -”) แต่จริงๆอะฮั้นก็รับได้นะคะ เพราะหน้าขาวๆ ก็ยังดีกว่าหน้าดำๆอ่ะเคอะ แล้วก็ยังมีพวกสูตรโลชั่นน้ำ ต้องเขย่าๆก่อนใช้! อิอิ ( คิดถึงอารายยกันค้า…ทะลึ่งนะคะเนี่ย!! คนเดียวเลยสิเนี่ย!! ) อ่ะเข้าเรื่องต่อครีมกันแดดแบบนี้ชอบมากๆเป็นการส่วนตัว เพราะให้ความรู้สึกไม่เหนียวเหนอะหนะค่ะ ที่ใช้อยู่เช่น Sunplay Powdery White SPF47+ (299 บาท) ถ้าแพงหน่อยก็ Anessa จาก Shiseido (ประมาณ 1,200 บาท) ((ไม่ได้ซื้อนานพอสมควร ไม่แน่ใจว่าราคาขึ้นไปเท่าไหร่แล้วค่ะ…มีฝากเพื่อนซื้อจากญี่ปุ่นบ้าง ราคาจึงค่อนข้างถูกกว่าที่นี่ แต่ช่วงหลังๆ ขี้เกียจรอเพื่อนเลยซื้อ Sunplay ใช้ ยี่ห้อ Biore ก็มีขายแล้วนะคะ ราคาน่าจะอยู่ที่ 270-350 บาทค่ะ ลองซื้อมาใช้แล้วเหมือนกันค่ะแต่จำราคาไม่ค่อยได้))
  • ส่วนครีมกันแดดแบบ Chemical ก็มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผิวให้มากขึ้น อย่าง RoC Minesol SPF 30 Anti-Shine Emulsion (800 บาท) ที่ช่วยยับยั้งความมันได้ Lancome Absolue Soleil Absolute Replenishing Protective Face Cream SPF 50 ( 2,800 บาท) ช่วยลดริ้วรอย และจุดด่างดำค่ะ

ครีมกันแดดแบบ Water Resistant เช่น The Body Shop Protect it! Sun Lotion for Body SPF25 PA++ (890 บาท) ส่วนสูตร Very Water Resistant เช่น SpectraBAN Sunblock Cream SPF 60 (225 บาท) ค่ะ

Comments (3)

คุยเฟื่อง เรื่องครีมกันแดด (ตอนที่ 1)

Posted on 07 March 2006 by Vinegar Girl

หายหน้าหายตัวอักษรไปหลายวัน คิดถึงกันบ้างมั้ยค้า…..((ออดอ้อนนน…”สาวยก” (สวยแอนด์เด็กกว่า..แม่ยก!) ราวกับเป็นพระเอกลิเก…ว่าเข้าไปน่านนน)) ต้องขออภัยอย่างสูงค่ะ ช่วงนี้รู้สึกว่าพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ทำงานยิ่งกว่าแบกหาม ลามยันเช้า เลยซัดซาลาเปาไป 2 เข่ง! (6 ลูก) ฮื้อออ!! แถมช่วงนี้ทำดี ไม่มีครายเห็น ชีวิตลำเค็ญ พี่ๆกุ้งเต้นจาน! เจี๊ยก!! (นี่มันกินแก้เครียดนี่คร้าบบ..พี่น้อง) พอได้มาอ่าน comments ของน้องๆแล้วก็ช่วยทำให้ชุ่มชื่นหัวใจ ไม่ต้องไปกินน้ำใบบัวบกค่ะ ^_^
ขอบคุณอีกครั้งสำหรับ น้อง bess* ที่อุตส่าห์โยกย้าย diary มาให้อ่านเป็นการส่วนตัว (ทำให้รู้สึกเป็น VIP มั่กๆค่ะ..ซึ้งๆ) เพราะข้าพเจ้าเข้าไดอารี่ของน้องเบสไม่ได้ ขอบคุณนะค๊า…^_^
ขอบคุณกุ้ง สาวเกาหลี (ที่อินไซด์เดอร์ ก่อนเทรนด์เกาหลีจะฮ๊อตฮิตเหมือนในตอนนี้) ขอบคุณน้อง Opal น้อง POCKYmm และ น้อง Nush ค่ะ
และขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาเยี่ยมชม ทั้งที่มาช่วยแสดงความคิดเห็นให้คำแนะนำ และคำถามดีๆ รวมถึงคนที่ถนัดอ่านอย่างเดียว แค่เข้ามาก็ดีใจแล้วหล่ะค่ะ
ขอบคุณมากๆนะคะ ซึ้งๆ กระซิกๆๆ

Sunscreen Guideline

ร้อนๆ เครียดๆ แบบนี้เราต้องหยุดพักร้อนไปเที่ยวทะเลค๊า….( เหอๆ จริงๆ เป็นเรื่องหาข้ออ้างหยุดงานไปเที่ยวของอะฮั้น..แนะนำให้ทำหน้าเครียดๆเข้าไว้ เจ้านายจะรีบเซ็นใบลาให้ค่ะ..อิอิ (( จริงๆเค้าจะให้อะฮั้นลาไปฉีดยาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า!!…แป่ว!)) ) สาวๆขา..ไปทะเลหรือไม่ไป ยังงั๊ยยย..ยังไงก็ต้องทาครีมกันแดดนะคะ เพราะถึงแม้อยู่ในกรุงเทพฯ แสงแดดก็แผดเผา เดี๋ยวใบหน้าเราจะเหี่ยวเฉาก่อนวัยค่ะ
วันนี้เลยอยากเจาะลึกเรื่องครีมกันแดดกันค่ะ…แต่ทำเป็นตอนๆ เพราะถ้าม้วนเดียวจบจะอ่านกันหอบแดดซะก่อน! คริๆๆ

Note: ข้อมูลดีๆเหล่านี้ นำมาจากหนังสือ คนรักหน้า
โดย แพทย์หญิงนันทภัทร์ สุภาพรรณชาติ

ครีมกันแดดแบ่งเป็น 2 ประเภทค่ะ คือ

  • Chemical Sunscreen : เป็นครีมกันแดดที่ทำหน้าที่ดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลตไว้ แต่ไม่ทั้งหมดนะคะ
  • Physical Sunscreen : อันนี้เป็นประเภทที่มาแรงแซงโค้งกว่าค่ะ เพราะว่าครีมประเภทนี้ไม่ดูดซึม แต่จะสกัดกั้น (block) รังสีอัลตราไวโอเลตไว้ ไม่ให้ลงสู่ผิวของเรา คล้ายๆกับหลักการสะท้อนกลับค่ะ ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง จะเรียกครีมชนิดนี้ว่า “Non-Chemical” ซึ่งมีส่วนผสมหลักก็คือ ไททาเนียม ไดออกไซด์ (Titanium dioxide) และ ซิงค์ ไดออกไซด์ (Zinc dioxide) ที่มีคุณสมบัติในการสะท้อนกลับอย่างสูงงงงง มีข้อดีก็มีข้อเสียค่ะ ข้อเสีย คือ ความมันเยิ้มและเป็นคราบเวลาเหงื่อออกมากๆ หรือเวลาโดนน้ำ

SPF คำที่คุ้นหู.. มาดูกันค่ะว่ามันคืออะไร?!
SPF มีชื่อเต็มๆว่า Sun Protection Factor
ซึ่งก็คือ ค่าของครีมกันแดดที่จะบ่งบอกระยะเวลาที่สามารถปกป้องผิวของเราจากรังสียูวี ว่านานแค่ไหนค่ะ
ก่อนอื่นต้องสังเกตผิวของตัวเราเองก่อนค่ะว่าถ้าเราไม่ได้ทาครีมกันแดดแล้วสามารถทนอยู่ท่ามกลางแสงแดดได้กี่นาที หรือง่ายๆ สั้นๆ คือ ถ้าไปยืนตากแดดหัวแดงกี่นาทีผิวคุณสาวๆถึงจะไหม้หน่ะค่ะ
การคำนวณก็ง่ายๆ ถ้าผิวเราทนแดดได้แค่ 10 นาที ถ้าเราใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 15 ก็จะช่วยให้เราทนแดดได้นานมากขึ้น 15 เท่า หรือบวกลบคูณหารมาแล้ว เท่ากับ 150 นาที (2 ชั่วโมงครึ่ง) ค่ะ

ลองมาดูตัวอย่างอันนี้กันค่ะ เป็นระยะเวลาที่ผิวสามารถทนแดดได้

ชนิดของผิว ไม่ได้ใช้ครีมกันแดด ครีมกันแดด SPF 8 ครีมกันแดด SPF 15
ผิวขาว 10 นาที 80 นาที 2 1/2 ชม.
ผิวเหลือง – น้ำตาล 30 นาที 4 ชม. 7 1/2 ชม.
ผิวดำ 1 ชม. 8 ชม. ตลอดวัน

ขอฝากเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยไว้อีกนี๊ดดดส์ค่ะ
Tips & Tricks
สาวๆหลายคนอาจเข้าใจผิดคิดว่า ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ยิ่งสูงจะยิ่งปกป้องผิวได้ดีมากขึ้นนะคะ แต่จริงๆแล้วสาวเมืองร้อนอย่างเราๆ ใช้ครีมที่มีค่า SPF อยู่ในระดับ 15-30 ก็พอค่ะ เพราะถ้าเกินกว่า SPF 30 อาจจะทำให้ผิวอักเสบ ระคายเคือง มากเกินความจำเป็นค่ะ ที่สำคัญจะทำให้กระเป๋าสตางค์อักเสบ เพราะบริษัทเครื่องสำอางมักทำราคาของครีมกันแดด สูงตามค่า SPF ด้วยหน่ะสิคะ..อิอิ ใช้วิธีทาซ้ำบ่อยๆ เวลาที่เราต้องลงเล่นน้ำ ทำกิจกรรมกลางแจ้ง ตอนที่ผิวหนังต้องมีการเสียดสี อย่างนอนกลิ้งกลุกๆคลุกทราย หรือเช็ดตัว เท่านี้ก็ช่วยให้ผิวคงความสวย แบบเสียตังค์น้อยหน่อยแล้วหล่ะค่ะ ^_^

Blog Thai, Blog Thai, บล็อกไทย, ประเภทของครีมกันแดด, ค่า SPF คืออะไร, การเลือกซื้อครีมกันแดด, เคล็ดลับในการซื้อครีมกันแดด, ข้อมูลเกี่ยวกับครีมกันแดด

Comments (7)

CATEGORIES

INFORMATION

eXTReMe Tracker