Archive | Skincare

La Mer – The Eye Balm Intense

Posted on 17 October 2010 by Vinegar Girl

วันนี้ vinegargirl ขอมาเล่าประสบการณ์ที่แสนประทับใจจาก La Mer (ลาแมร์) กันค่ะ วีนิก้าเกิร์ลได้รับเกียรติจาก La Mer ให้ไปร่วมทำทรีตเม้นต์ และได้ทดลองอายครีมตัวใหม่ The Eye Balm Intense ค่ะ

ส่วนตัวก็เป็นแฟนของ La Mer มาหลายปีแล้วค่ะ ย้อนกลับไปน่าจะประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว ผลิตภัณฑ์ 2 ชนิดแรกที่เริ่มใช้ แน่นอนว่าต้องเป็นนางเอกของลาแมร์ค่ะ นั่นคือ Crème de la Mer และ The Eye Balm ค่ะ หลังจากนั้นก็มี The Radiant Infusion ตามมาติดๆ ค่ะ เมื่อเริ่มแรกที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของลาแมร์ เพราะชื่อเสียงอันโด่งดัง และความล้ำ ของ Crème de la Mer ที่ถูกค้นพบโดย ดร. แมกซ์ ฮูเบอร์ นักฟิสิกส์ด้านกระสวยอวกาศ ใช้ครีมตัวนี้ เพื่อดูแลผิวที่เกิดแผลไฟไหม้ค่ะ ส่วน The Eye Balm นั้นเห็นผลจาก ดวงตาเปล่งประกายของเพื่อนสาวที่เป็นแอร์ ซึ่งชีวิตเธออดหลับอดนอน ต้องเจอกับอากาศที่แปรปรวน แต่ตายังปิ๊งไม่คล้ำเหมือนก่อน เห็นอย่างนี้ วีนิก้าเกิร์ลก็รีบไปถอยทันทีค่ะ

vinegargirl_LaMer_06

สำหรับครั้งนี้วีนิก้าเกิร์ลได้มารู้ ข้อมูลเพิ่มเติมของ The Eye Balm Intense แล้วถึงกับอึ้งค่ะ กว่าจะได้ส่วนผสมประกอบกันมาเป็นครีม 1 กระปุก เรียกได้ว่ายากลำบากกันทีเดียวค่ะ สาวๆ ที่มักมีปัญหาตาบวม รับรองต้องกรี๊ดดดดด กับ The Eye Balm Intense ตัวนี้ค่ะ

ใน The Eye Balm Intense นี้มีหัวใจสำคัญคือ The Miracle Broth ที่เข้มข้น 3 เท่า ซึ่งประกอบด้วย 3 สูตรค่ะ มี

  1. Original Miracle Broth : สูตรดั้งเดิม สาวๆ ลองนึกภาพน้ำสีอำพันนะคะ อันนี้หล่ะค่ะ คือ The Miracle Broth ที่หมักบ่มจากสาหร่ายทะเล ที่เก็บได้เพียงปีละ 2 ครั้ง และต้องเก็บช่วงพระจันทร์เต็มดวงอีกด้วยนะคะ  แถมระหว่างหมักบ่มต้องปล่อยคลื่นเสียง และ แสง เพื่อทำให้เจ้า Miracle Broth นี่ alive ค่ะ เหมือนมีชีวิตอยู่ใต้ท้องทะเล แล้วต้องเทียงเคียง DNA ทุกครั้งว่าตรงกับสูตรเดิม ที่ ดร. แมกซ์ ฮูเบอร์ ได้คิดค้นไว้ค่ะ
  2. Concentrated Miracle Broth : สูตรเข้มข้น ที่ใช้สูตรดั้งเดิม มาผ่านขบวนการสูญญากาศที่มีความเย็นจัดเป็นเวลา 3 วันค่ะ เพื่อให้ได้เพียงน้ำสกัดเข้มข้นค่ะ
  3. Encapsulated Miracle Broth : สูตรที่บรรจุในรูปแคปซูลค่ะ อันนี้บอกได้คำเดียวว่าล้ำมากๆ ค่ะ เพราะเจ้าแคปซูลนี้จะทำหน้าที่ขนส่ง The Miracle Broth ไปยังผิวชั้นบน แล้วจะปล่อยให้สารสกัดออกมาทำความชุ่มชื้นกับผิว เมื่อยามที่ผิวต้องการค่ะ คือเรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ฉลาดล้ำมากค่ะ เพราะฉะนั้น ผิวของเราก็จะชุ่มชื้นได้ตลอดทั้งวันค่ะ

ตัวเองเป็นคนชอบอะไรที่เป็นวิทยาศาตร์อยู่แล้วค่ะ เลยโน้ตเป็นหน้ากระดาษค่ะ พอยิ่งได้ทราบความเป็นมา ก็เข้าใจแล้วว่า ความ premium อยู่ที่ตรงไหนค่ะ กลับมา search ข้อมูลเพิ่มเติม ได้เจอกับสิ่งนี้ค่ะ The Miracle Broth Journey ลองคลิกไปดูกันค่ะ

เท่านี้ยังไม่พอนะคะ ฮ่าๆๆๆ ต่อด้วย The Marine De-Puff Ferment เป็นสาหร่ายทะเลลึกสีแดง ที่มึความสามารถเฉพาะตัว ที่จะมีชีวิตได้ในทะเลที่มืดสนิทค่ะ เพราะเค้าสามารถสังเคราะห์แสงได้ด้วยวิธีพิเศษค่ะ พอมาบวกกับแร่ทัวร์มารีนที่หายาก ซึ่งมีคุณสมบัติในการกระตุ้นประจุไฟฟ้า ส่วนผสมทั้งหมดเลยบรรจุใน Smart Sea Gel ค่ะอันนี้แหล่ะค่ะ ที่ช่วยลดอาการบวมของผิวรอบดวงตาค่ะ

และสุดท้าย The Lifting Ferment ที่ผสม Marine Peptide Ferment และอีกหลายๆ Ferment เข้าด้วยกัน (กลัวสาวๆ จะนึกว่า lecture วิชาชีวะอยู่จังเลย) สรุปว่าเจ้าสิ่งนี้ ทำให้ผิวกระชับขึ้น และเสริมสร้างความกระจ่างใสให้ผิวรอบดวงตาของสาวๆ อีกด้วยค่ะ

vinegargirl_LaMer_02

นอกจากส่วนผสมสุดล้ำแล้ว ยังมี The Applicator อีกด้วยค่ะ ซึ่งปลายของเจ้า Applicator จะทำด้วยเงินแท้ (Silver) แค่วีนิก้าเกิร์ลเอาตัว Applicator มาแตะกับผิวก็รู้สึกเย็นแล้วค่ะ  ซึ่งอุปกรณ์ตัวนี้ ช่วยนวดเพื่อกระตุ้นการหมุนเวียนของเลือดค่ะ ยิ่งมาใช้กับ The Eye Balm Intense จะช่วยเสริมประสิทธิภาพของเทคโนโลยี De-Puffing อีกด้วยค่ะ  แถมเห็นปลายเป็นหัวกลมๆ แบบนี้ จริงๆ เค้าออกแบบไว้ให้ตักครีม ได้ปริมาณที่พอเหมาะในการใช้แต่ละครั้งอีกด้วยนะคะ แค่วีินิก้าเกิร์ล เอาปลาย The Applicator จุ่มลงในกระปุกเบาๆ ก็ได้เนื้อครีมสีเขียว แล้วเอามานวดที่ผิวรอบดวงตา สบายมากเลยค่ะ

vinegargirl_LaMer_08

งานครั้งนี้ นอกจากได้รับทราบสรรพคุณของ The Eye Balm Intense + The Applicator ที่จุดเด่นคือ ช่วยลดอาการบวมของผิวรอบดวงตา ทั้งที่เกิดจากการบวมน้ำ พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือกรรมพันธุ์ แล้วยังช่วยกระชับผิวรอบดวงตา ลดเลือนริ้วรอย และรอยหมองคล้ำอีกด้วยค่ะ และด้วยเทคโนโลยีของ The Miracle Broth ทั้ง 3 สูตรรวมกัน ก็ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวรอบดวงตา ได้ตลอดทั้งวัน เท่านี้ยังไม่พอค่ะ ยังได้ทราบวิธีการนวดกดจุดอีกด้วยค่ะ

หลังจากใช้ The Applicator ตักเนื้อครีม แล้วแตะลงเบาๆ ที่ผิวรอบดวงตาด้านล่าง เริ่มจากบริเวณหางตา ไล่มาจนถึงหัวตา และวนไปยังหัวตาด้านบน ไปจนถึงหางตาแล้ว เรามาดูวิธีกดจุดกันค่ะ

The Renewing Acupressure Technique เราเริ่มกดจุดโดยใช้นิ้วนางของเราค่ะ กดเบาๆ เริ่มจากจุดด้านบนระหว่างคิ้ว จากนั้นใช้นิ้วนางกดที่หัวตา กด แล้วค่อยๆ เคลื่อนนิ้วออกไปทางโหนกแก้ม 7 ครั้งค่ะ ให้สาวๆ กดในแนวกระดูก จากนั้นใช้นิ้วกลางกดขึ้นไปทางคิ้ว มาจรดที่หัวตา 7 ครั้ง และจบด้วยการใช้นิ้วกลาง กดไล่จากหัวตาลงมาที่จมูก 7 ครั้งค่ะ  เป็นการฟื้นสภาพผิวรอบดวงตาค่ะ

vinegargirl_LaMer_03

คราวหน้า วีินิก้าเกิร์ลจะมาเล่าช่วงทำ ทรีตเม้นท์ พร้อมภาพหลังทำให้ดูค่ะ ว่าผิวเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรค่ะ ^_^


Comments (0)

Sunscreen Review : SpectraBan SC Sunscreen Sebum Control Gel SPF40 PA+++ (PPD 13)

Posted on 24 August 2010 by Vinegar Girl

จากเรื่องครั้งที่แล้ว ที่เกริ่นๆ ว่าจะรีวิวครีมกันแดดให้สาวๆ ได้อัพเดทกันนั้นค่ะ ขอเล่าความเป็นมาย้อนหลังนิดนึงค่ะ เพราะช่วงที่ผ่านมา หน้าตาเยินมีเหตุอันเนื่องจากสิวค่ะ ราวกับเพิ่งแตกเนื้อสาว อิอิ ด้วยอากาศช่วงหน้าร้อน ที่ร้อนอบอ้าว ทำให้ผิวมันเยิ้ม เจ้าครีมกันแดด ผสมกับเครื่องสำอางที่โปะประโคมหน้าอยู่นั้น ก็ผสมรวมกัน ทำให้เกิดสิวอุดตันเยอะแยะมากมาย แถมด้วยสิวอักเสบเม็ดใหญ่ที่มีอยู่แล้วเป็นประจำเดือนละเม็ด และด้วยความมือสนของเราที่บีบ แคะ แกะ เกา เจ้าสิวอุดตัน มันเลยดันอักเสบขึ้นมา บรรยายให้เห็นภาพขนาดนี้  สาวๆ คงร้องอี๋กันแล้วใช่ไหมคะ?

จริงๆ ก็พอจะทราบดีว่าควรหยุดสิ่งที่บล็อคผิวหน้า ที่มีส่วนผสมของน้ำมันทั้งหลาย เว้นอย่างเดียวที่หยุดไม่ได้ คือ ครีมกันแดด ค่ะ เพราะชีวิตประจำวันของวีนิก้าเกิร์ลนี้ มีอันต้องผจญแสงแดดทู้กกกวัน แต่ดูเหมือนครีมกันแดดที่ชอบใช้ เป็นรุ่น milky ที่สามารถเป็นเหมือน makeup base ได้อาจจะไม่เหมาะกับผิวของเราในช่วงนี้ ค่ะ กลุ้มใจว่าจะทำยังไง ให้หน้าไม่หมองคล้ำ และไม่เป็นสิวค่ะ  เลยต้องออกปฏิบัติการตามล่าหาครีมกันแดดค่ะ

vinegargirl-SB-1

SpectraBan-SC

จนกระทั้งมาได้เจอฮีโร่ขี่ม้าขาวววววววว เพราะมาในกล่องสีขาว ดูหรูหรา SpectraBan SC Sunscreen Sebum Control Gel SPF40 PA+++ (PPD 13) มาคราวนี้ชื่อย้าววว..ยาวววค่ะ นอกจากชื่อยาวแล้ว เห็นสรรพคุณข้างกล่องแล้ว ไม่หยิบใส่ตระกร้า จ่ายตังค์ แล้วพากลับบ้านไม่ได้แล้วค่ะ ก็เพราะ list ที่เขียนไว้ข้างกล่อง ช่างตรงใจกับที่หาอยู่เลยค่ะ

ราคา : 1,080 บาท

  • For Oily / Combination skin type < ผิววีนิก้าเกิร์ลเป็นผิวผสมค่ะ บางช่วงฤดูผิวก็แห้งช่วงแก้มมาก แต่ฤดูร้อนนี่จัดว่ามันเลยทีเดียวค่ะ
  • Non – Comedogenic <  ข้อนี้แหล่ะที่ต้องการ  ไม่เป็นสาเหตุให้เกิดสิวค่ะ แอบกระซิบว่าให้คะแนนข้อนี้เยอะสุดๆ
  • Hypoallergenic < เหมาะกับคนผิวแพ้ง่ายด้วยค่ะ เพราะพอมาอ่านรายละเอียดข้างกล่อง เห็นว่า ไม่มีสารกันเสียค่ะ
  • Non – Greasy < ไม่เหนียวเหนอะหนะ อันนี้ก็ได้ใจค่ะ
  • Paraben Free <  Paraben สิ่งนี้ไม่มีในเครื่องสำอางได้ จัดว่าดีค่ะ
  • Perfume Free <  ไม่มีน้ำหอมด้วยค่ะ  และไม่มีสีค่ะ
  • Water Resistant

Note : สาวๆ หลายคนคง งง ว่า PPD ที่อยู่ในชื่อของ SpectraBan SC อันนี้ คืออะไรนะคะ ได้ความมาว่า ย่อมาจาก The Persistent Pigment Darkening นั่นก็คือการวัดค่าการป้องกันแสงแดด คล้ายๆ กับที่เราเรียกค่า SPF นั่นเองค่ะ แต่เค้า PPD method นี้ ถูกพัฒนาขึ้นในญี่ปุ่นค๊าาา

และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ครั้งนี้ สเปคตร้าแบน มาในรูปแบบ เจล ค่ะ แถมด้วยสิ่งสำคัญมากกกกกสำหรับผิว นั่นคือ เจล ปราศจากแอลอฮอล์ค่ะ จริงๆ แค่เห็นว่าเป็นเจล ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ก็ซื้อแล้วค่ะ 555555

vinegargirl-SB-2

และด้วยส่วนตัวที่เป็นแฟน สเปคตร้าแบน อยู่แล้ว ถ้ายังจำกันได้ในบทความเก่าๆ ก็ใช้กันทั้งครอบครัว เพราะคุณหมอที่คุณแม่รู้จักเป็นคนแนะนำมาค่ะ ก่อนหน้านี้ตัวเองถอย  SpectraBan Sensitive มาใช้ รุ่นนี้ก็ดีค่ะ เป็นเนื้อครีม แต่ไม่เหนียวเหนอะหนะเช่นกันค่ะ
กลับมาที่ฮีโร่ของเรากันต่อค่ะ พอแกะกล่องออกมา ต้องร้องว้าววค่ะ เพราะไม่ธรรมดา มาในแบบขวดปั๊มกด ใช้สะดวกค่ะ
ปั๊มๆๆๆๆ  (ครั้งแรกที่ใช้ต้องกดเยอะหน่อยค่ะ กว่าครีมจะขึ้นมา เพราะขวดทรงสูงค่ะ) พอเนื้อครีมออกมาจากหัวปั๊ม ก็เห็นเนื้อเจลสีขาวค่ะ เมื่อสัมผัสกับผิวหน้านุ่มลื่นนน เกลี่ยง่ายค่ะ แถมใช้เพียงนิดเดียวก็เกลี่ยได้ทั่วหน้าแล้ว คงเป็นเพราะเนื้อเจลที่เกลี่ยง่ายมากกกกกๆ ค่ะ   เจลกันแดดของสเปคตร้าแบนตัวนี้ ไม่ทำให้หน้าขาววอกค่ะ เนื้อเจลลื่นไปกับผิวเลยค่ะ  ไม่มัน ไม่เหนียวเลยค่ะ ซึ่งก็ง่ายสำหรับการแต่งหน้าต่อค่ะ และผ่านไปถึงช่วงบ่าย หน้าก็ไม่ค่อยมันเยิ้มแล้วค่ะ ณ จุดนี้วีนิก้าเกิร์ลรู้สึกว่า เครื่องสำอางยังคงทน ผ่องใสอยู่บนหน้าเราได้ค่ะ
และมาด้วย hi-light ที่เลือกเจลกันแดดตัวนี้ ด้วยเพิ่งทดลองใช้ได้ประมาณ 2 วีค ก็พอจะเห็นผลบ้างว่าไม่มีสิวอุดตันเพิ่มใหม่แถวบริเวณคาง รอบจมูก และหน้าผาก เหมือนกับที่เคยเป็นค่ะ ต้องบอกว่าเจลกันแดดของสเปคตร้าแบนตัวนี้ ไม่มีส่วนผสมที่เป็นอันตรายต่อผิว เช่นน้ำหอม สี Paraben แถมด้วย ไม่ก่อให้เกิดสิว และช่วยควบคุมความมันอีกด้วยค่ะ ซึ่งเหล่านี้นี่เองที่ดีต่อผิวหน้า แล้วก็ยังทำให้วีนิก้าเกิร์ลสบายใจด้วยค่ะ (แค่อ่านคุณสมบัติก็รู้สึกดีแล้วค่ะ  555555)  แอบหวังใจว่า กว่าจะถึงวันนั้นของเดือน ก็คงไม่ทำให้เกิดสิวอักเสบเยอะแยะมากมายเหมือนเคยด้วยค๊า ^_^

Comments (3)

Tags: , ,

สูตรพอกผิวหลังออกแดดค่ะ

Posted on 16 April 2008 by Vinegar Girl

สวัสดีค๊า… สาวๆ เป็นยังไงกันบ้างค๊า… เล่นน้ำสงกรานต์กันเย็นฉ่ำรึเปล่า หรือว่าไปเที่ยวทะเลในร้อนนี้กันคะ ส่วนตัวเองไม่ได้ไปไหนค่ะ แต่เมื่อวันอาทิตย์ มีปาร์ตี้ที่บ้านเพื่อนค่ะ และก็มีบรรดาหลานๆ ตัวเล็กๆ มาด้วย งานนี้เลยได้เล่นเกมส์ Wii เป็นครั้งแรกในชีวิต 5555555 (เชยมั้ยคะ?!)

[เคยมีน้องที่ทำงาน ถามว่าจะซื้อเกมส์ Wii หรือว่า ไปเรียนโยคะใน class ดี ตอนนั้นตัวเองตอบไป ว่าให้ไปเรียนก่อน เพราะถ้ามาเล่นในเกมส์เลย เดี๋ยวไม่รู้วิธีหายใจ แต่เดี๋ยวเปิดเทอม หลังสงกรานต์นี้ อาจต้องไปบอกน้องเค้าใหม่ ว่าพี่ขอซื้อเกมส์่ก่อน ถึงยังไม่เล่นโยคะ ด้วย Wii แต่มีเกมส์อื่นๆ ที่มันส์มั่กๆ ค่ะ ]

เมื่อวันอาทิตย์ หลังจากวอร์มอัพ ด้วยการโยนโบว์ิลิ่ง ตีกอล์ฟ และเล่นเทนนิส ชนิดที่เรียกว่า หวดกันซะ แขนพันกับคนเล่นข้างๆ ไปแล้ว ยังปิดท้ายด้วยการขึ้นชก ระหว่าง วีินิก้าเกิร์ล ศิษย์เจ้าแม่ไทรทอง VS เก่งดอทคอม ศิษย์เจ้าพ่อตะขบ ผลคือ วีนิก้าเกิร์ลชนะน็อค ในยกที่ 3 ค่ะ งานนี้แอนตาซิล ไม่แจก เพราะไม่แตกจริง นอกจากเสียงเชียร์ จากเพื่อนๆ และหลานๆ แล้ว ได้ยินแต่เสียงหอบ ของตัวเอง เหมือนวิ่งหนีหมาจิ๊กโก๋ปากซอยมาค่ะ จากความอึดถึก ได้รางวัลเป็นเกี๊ยวซ่าแช่แข็ง 1 ห่อกลับบ้าน วันรุ่งขึ้นเนี่ยสิเคอะ เพิ่งซาบซึ้ง กับเกี๊ยวซ่าที่ได้มา T T เพราะกว่าจะดันตัวให้ลุกจากที่นอนขึ้นมา ไม่มีเรี่ยวแรงทำอย่างอื่นได้ นอกจากอุ่นเกี๊ยวซ่ากิน สรุปว่าปวดเมื่อยตัวอยู่ 2 วันค่ะ เพราะไม่ฟิต แฮ่ๆ sweat-2.gif ขอบอกว่ามันเป็นการ convergence ระหว่างกีฬา กับ เกมส์ ได้ดีมากๆ ค่ะ (ใช้ศัพท์หรูอ่ะป่าว 5555 มั่วมากๆ ค่ะ )

วันนี้เริ่มฟื้นคืนสภาพ กล้ามเนื้อแขนเริ่มมีแรง เลยมานั่งอัพเดทบล็อก ให้สาวๆ ไ้ด้อ่านกันต่อค่ะ เล่านอกเรื่องมาซะยาว มาเข้าเรื่องวันนี้เลยดีกว่าค่ะ

vinegargirl_b_sm.jpg

เล่นเอารูปใหญ่ขู่ไว้ก่อนค่ะ เพราะที่จะเขียนต่อไปนี้สั้น เอ้ย! ง่ายมากค่ะ

สูตรพอกหน้าและผิว เพื่อลดอาการบวมแดง หลังโดนแดดค่ะ

ส่วนผสม
ใบมิ้นต์ (ชื่อนี้เวลา go inter) หรือ ใบสะระแหน่ นั่นแหล่ะค่ะ ใช้ประมาณ 5 ใบ สำหรับผิวหน้าค่ะ
แตงกวา
และไข่ขาวค่ะ

นำใบสะระแหน่ มาปั่นให้ละเอียด ด้วยเครื่องปั่นค่ะ จากนั้น ก็นำแตงกวาที่ปอกเปลือกแล้ว และคว้านเอาเมล็ดออก มาปั่นให้เข้ากัน พักส่วนผสมนี้ไว้ก่อนค่ะ

แล้วก็หันไปตีไข่ (ไม่ใช่ไข่ของคนข้างๆ) แต่เป็นไข่ขาวที่แยกไว้ ตีให้ฟูตั้งยอดค่ะ แล้วก็นำส่วนผสมด้านบน ที่ปั่นไว้ มาคนให้เข้ากันค่ะ แล้วทาทั่วใบหน้า หรือผิวกาย ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกค่ะ

ส่วนผสมนี่ ไม่จำกัดจำนวนค่ะ ลองเพิ่ม หรือลดเอาตามขนาดพื้นผิว ที่เราจะใช้นะคะ ยกเว้นไข่ขาว 1 ฟอง คิดว่าน่าจะพอค่ะ สูตรนี้เคยอ่านเจอในนิตยสาร ต่างประเทศค่ะ แต่ไม่เคยลองตีไข่ไปด้วยสักที.. กลัวเจ็ะ ไม่ใช่แล้น!! จริงๆ ขี้เกียจตีไข่ขาวค่ะ แฮ่ๆ เอาง่ายๆ ก็แตงกวา กับสะระแหน่ค่ะ ไม่แน่ใจว่า ถ้าเพิ่มไข่ขาวด้วย นอกจากทำให้ส่วนผสมพอกง่ายแล้ว ไข่ขาวจะมีประสิทธิภาพ ในการช่วยลดอาการบวมแดงรึเปล่า ถ้าใครทราบเรื่องนี้ รบกวนแนะนำด้วยนะคะ แต่สูตรเค้าให้มา 3 อย่าง ถ้าใครไม่ขี้เกียจก็ลุยเลยค๊า ^_^

วันนี้คงไม่ได้ลองสูตรนี้ เพราะไม่ได้บวมแดง จากการถูกแดดเผา (มีแต่สีดำ เกรียมสนิท ที่ผิวหนังแทนค่ะ) และมีแต่อาการ (ตัว)บวม เนื่องจากกินเยอะค่ะ

ยังไงก็แล้วแต่ ขอขอบคุณท่านสปอนเซอร์ ที่ช่วยมาลงโฆษณาใน vinegargirl ค่ะ ที่ช่วยสนับสนุน ทุนออกกำลังกาย ของวีนิก้าเกิร์ล กับเกมส์ Wii ค่ะ อิอิอิ เดี๋ยว (Wii) เจอกันแน่ๆ แต่ตอนนี้ ขอหยอดกระปุกไปอีกหลายเดือนก่อนค๊า…. กระซิกๆๆ

Comments (4)

เคล็ดลับการใช้ครีมกันแดด ให้ได้ประสิทธิภาพค่ะ

Posted on 11 April 2008 by Vinegar Girl

vinegargirl_b_sb.jpg

วันนี้มาฝากเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ค่ะ ไม่แน่ใจว่า สาวๆ ทราบกันบ้างรึยังค่ะ นั่นคือเคล็ดลับในการทาครีมกันแดดค่ะ เคยอ่านเจอในแมกกาซีน เค้าบอกว่า ปริมาณที่พอเหมาะ แก่การใช้ครีมกันแดด สำหรับผิวหน้า นั่นคือ ปริมาณเท่ากับเหรียญบาท ค่ะ โอ้ววว!! อ่านแล้ว ดูเหมือนจะไม่พอกับใบหน้า อันใหญ่โตมโหฬาร ของตัวเองค่ะ 5555555 เอาเป็นว่า ปรับให้ปริมาณพอดี กับผิวหน้าละกันนะค๊า

Tips & Trick

ควรใช้ครีมกันแดด ในปริมาณที่พอเหมาะกับผิวค่ะ เพราะถ้าน้อยจนเกินไป ก็ไม่สามารถปกป้องผิว จากแสงแดดได้อย่างเต็มที่ หรือถ้ามากเกินไป นอกจากทำให้เหนียวเหนอะหนะผิวแล้ว อาจทำให้รูขุมขนอุดตัน เกิดสิวได้ค่ะ และเคล็ดลับที่สำคัญ ในการทาครีมกันแดด นั่นคือ ให้เกลี่ยเนื้อครีมไปในทิศทางเดียวกันค่ะ ซึ่งจะส่งผลให้ช่วยปกป้องผิวได้ดีที่สุดค่ะ เพราะบางทีเราก็เพลินค่ะ ทาวนไปวนมา โดยเฉพาะที่แขนและขาค่ะ แต่อย่างไรก็ดี อย่าลืมทาซ้ำ เวลาที่ทำกิจกรรมกลางแจ้งด้วยนะค๊า

ขอฝากเรื่องเก่าๆ เอามาให้อ่านกันอีกทีค่ะ
คุยเฟื่องเรื่องครีมกันแดด ตอนแรก
คุยเฟื่องเรื่องครีมกันแดด ตอนจบ
ทดสอบ Sun Block แบบ Reality จาก GM Magazine

Comments (9)

Tags: , , , , ,

กระชับรูขุมขนด้วย Apple Cider Vinegar กันค่ะ

Posted on 02 April 2008 by Vinegar Girl

เริ่มชื่อเรื่องกันย๊าววว…ยาวค่ะ แต่สูตรนั้นง่ายแสนง่าย เพราะเดือนนี้ร้อนมากๆ นะคะ บางทีออกไปข้างนอก หน้าตามันเยิ้ม ด้วยอากาศ ที่ทำให้รูขุมขนเราเปิดกว้าง ช่วงนี้ตัวเอง จึงมีใบหน้ามันเยิ้ม แอนด์ สิว (สาว!? ((ที่เหลืออยู่น้อย)) แฮ่ๆ) ทยอยขึ้นเต็มหน้า รับสงกรานต์กันเลยค่ะ ฉะนั้น วันนี้จึงนำสูตร ที่ช่วยรักษาสภาพผิว มาฝากสาวๆ ค่ะ

วันนี้พระเอกของเรา มิใช่ใครที่ไหนค่ะ นั่นคือ Apple Cider Vinegar ที่คุ้นเคยของเรานั่นเอง หลังจากที่ เขียนเรื่อง เครื่องดื่มประจำ vinegargirl ไปเมื่อ 2 ปีก่อน จนอยากซื้อหุ้นใน BRAGG เพราะมีแต่คนคิดว่าโฆษณาให้ค่ะ 555555 ตอนนี้เราเริ่มกลับมา (หากิน) ที่เค้าอีกครั้งค่ะ

vinegargirl_b_bg-1.jpg สูตรแรกนี้ นำมาจากสูตร ที่ห้อยไว้ข้างขวด เวลาซื้อน้ำส้มสายชูหมัก จากแอ๊ปเปิ้ลค่ะ 5555 หากินง่ายไปรึเปล่า แฮ่ๆ แหมม… เห็นว่ามีประโยชน์กับสาวๆ หน่ะค่ะ (จริงๆ แล้วยังมีอีกหลายสูตร ให้หากินอีกเยอะ กริ๊ววววววว) ก่อนจะรู้ไต๋ มาเริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ

อ้อ! ขอโน้ตนิดนึงค่ะ ว่าทุกสูตร ควรมีการเทสต์ ที่ท้องแขน เพื่อทดสอบการแพ้ หรือระคายเคือง ก่อนนะค๊า นั่นคือ นำส่วนผสม มาทาที่ท้องแขน ทิ้งไว้ ครึ่งชั่วโมงค่ะ ดูว่ามีผื่นแดง หรืออาการระคายเคืองหรือเปล่า

วิธีใช้ : นำ Apple Cider Vinegar หรือน้ำส้มสายชูหมัก จากแอ๊ปเปิ้ล ผสมกับน้ำ ในอัตราส่วนที่เท่ากันค่ะ หลังจากผสมเสร็จแล้ว แช่ในตู้เย็นไว้ แล้วนำมาใช้เช็ดหน้า โดยใช้สำลีชุบหมาดๆ แล้วเช็ดบริเวณใบหน้า (ควรเว้นรอบดวงตานะคะ อันนี้เพิ่มเติมให้เองค่ะ เพราะน้ำส้มสายชู มีฤทธิ์เป็นกรด ควรหลีกเลี่ยงรอบดวงตา เพราะระหว่างที่เช็ดหน้าอยู่ บางคนอาจแสบตาได้ค่ะ ถ้าคนที่มีอาการแสบตา ควรหลีกเลี่ยง ผิวบริเวณที่ใกล้ดวงตาเกินไปค่ะ ((หรือใช้น้องสาว หรือพี่สาว เช็ดให้เรา แล้วเราก็นอนหลับตา เหมือนอยู่ในสปา แทนค่ะ อิอิอิ fauxcul.jpg )) หรือถ้ามีการแสบตามาก ควรผสมน้ำเพิ่ม หรือหลีกเลี่ยงการใช้สูตรนี้ค่ะ) จากนั้นก็อาจใช้สำลี ที่ชุบด้วยส่วนผสมนั้น หมาดๆ นะคะ แปะไว้บนใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นอีกทีค่ะ เท่านี้ก็ช่วยให้ผิวสดชื่น ช่วยกระชับรูขุมขนอีกด้วยค่ะ

ขอเพิ่มอีกสูตรค่ะ สำหรับสาวๆ ที่มีผิวแพ้ง่าย อันนี้เป็นสูตรตัวเอง ไม่ได้มาจากข้างขวดค่ะ

วิธีใช้ : นำ Apple Cider Vinegar หรือเจ้า น้ำส้มสายชูหมักจากแอ๊ปเปิ้ล เนี่ยหละ่ค่ะ (เขียนเต็มๆ อีกที ไม่มีย่อ) 1/2 – 1 ช้อน (แล้วแต่ช้อนเล็ก ช้อนใหญ่นะคะ แฮ่ๆ – -”)
น้ำผึ้ง 2 – 3 ช้อน

หรือจะปรับอัตราส่วนเองก็ได้ค่ะ แต่ควรให้น้ำผึ้ง มีอัตราส่วนที่ มากกว่า น้ำส้มสายชูหมักจากแอ๊ปเปิ้ลนะคะ อย่างที่บอกค่ะ ว่าตัว Apple Cider Vinegar มีความเป็นกรดสูง อาจทำให้ผิวแพ้ง่าย ระคายเคืองได้ง่ายอยู่แล้วค่ะ

ผสมทั้ง 2 อย่าง แล้วก็พอกทิ้งไว้ที่ใบหน้า เว้นบริเวณรอบดวงตาเหมือนเดิมค่ะ ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที จากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำอุ่นค่ะ

สูตรนี้จะช่วยกระชับรูขุมขน และทำให้หน้าดูสดใสขึ้นด้วยค่ะ เพราะ apple cider vinegar นอกจากจะ ช่วยกระชับรูขุมขนแล้ว ยังมีฤทธิ์เป็นกรด เพราะฉะนั้น จึงเป็น AHA หรือกรดจากผลไม้ นั่นเองค่ะ ช่วยผลัดเซลผิวได้ค่ะ แต่การใช้ น้ำส้มสายชูหมักจากแอ๊บเปิ้ลนี้ ต้องระวังมากค่ะ เพราะการที่อยู่บนผิวหน้า นานไปก็เกิดอันตรายต่อผิวหน้าได้ค่ะ ถ้าเมื่อไหร่ที่สาวๆ รู้สึกแสบผิว ไม่ต้องอดทนนะคะ ล้างออกได้เลยค่ะ ไม่งั้นจะพอกให้หน้าใส จะเปลี่ยนเป็นหน้าไหม้ ระคายเคืองค่ะ

และด้วยน้ำผึ้ง มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ และช่วยกระชับรูขุมขน ไม่มีฤทธิ์ เป็นกรด หรือด่างค่ะ สำหรับคนที่ไม่แน่ใจ ว่าแพ้ น้ำส้มสายชูหมักจากแอ๊ปเปิ้ลนี้ ใช้แต่น้ำผึ้งพอกหน้า อย่างเดียวก็ได้ค่ะ ^_^

Note : เพิ่มเติมค่ะ หลังจากที่ได้ลองมาแล้ว คิดว่าต้องปรับสูตรกันเล็กน้อยค่ะ นั่นคือ ปริมาณ น้ำส้มสายชูแอ๊ปเปิ้ล อาจต้องน้อยกว่า ส่วนผสมอื่นๆ หน่อยค่ะ ที่วีนิก้าเกิร์ล ได้ลอง นั่นคือใช้สูตร Apple Cider Vinegar + น้ำผึ้งค่ะ โดยผสม ACV 1 ช้อนชา + น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา แต่รู้สึกว่า ACV จะมากไปค่ะ  ควรใช้ Apple Cider Vinegar แค่ 1/2 ช้อนชา ก็พอค่ะ เพราะถ้ามากไป มันจะเหลว ไม่ติดผิวค่ะ

Review : ตอนที่ทาหน้า ไม่แสบตาเท่าไหร่ค่ะ แต่จะบอกว่า การสูดดม กลิ่น Apple Cider Vinegar นี่ ก็ทรมานได้เหมือนกันค่ะ ทำให้ไม่สามารถทิ้งไว้ได้นานเท่าไหร่ค่ะ สาวๆ ควรเว้นรอบดวงตา และรอบริมฝีปาก จะดีกว่าค่ะ (ตอนที่ตัวเองทำ ไม่ได้เว้นรอบริมฝีปากค่ะ เลยได้กลิ่นเต็มๆ แฮ่ๆ) ขณะที่ลองใช้ กำลังเป็นสิวอักเสบ 1 เม็ดใหญ่ (แบบกำลังบวมแดงเลยค่ะ)  ไม่แน่ใจว่า ระหว่างการพอกหน้าด้วยสูตรนี้ กับการไปเที่ยวทะเล เจอน้ำเกลือในทะเล อันไหนช่วยมากกว่ากัน เพราะก่อนกลับจากไปเที่ยว สิวก็หายพอดีค่ะ 555555 สรุปว่า น้ำส้มสายชู VS น้ำทะเล ไม่ได้มีอะไรช่วย แต่ไปเที่ยว จิตใจเบิกบาน เลยทำให้สิวยุบซะงั้น!?! อ้ะ!! มั่วค่ะ ไม่รู้เหมือนกันค่ะ เอาเป็นว่า ตัดเรื่องสิวออกไปก่อนนะคะ

เรื่องรูขุมขนี่น้อง ning และน้องๆหลายคนถามว่า มันจะช่วยลดขนาดได้ ต้องทำกี่ครั้ง อันนี้ขอตอบจากความรู้ ที่ได้มาจากประสบการณ์ + แพทย์ผิวหนังนะคะ ว่ารูขุมขนเนี่ย ไม่สามารถลดขนาด หรือปิดสนิทแบบถาวรได้ ด้วยสกินแคร์ใดๆ ค่ะ สิ่งเหล่านี้ ช่วยทำให้กระชับชั่วคราวเท่านั้นค่ะ สำหรับสูตรนี้ก็เหมือนกันค่ะ เพราะหน้าร้อน อากาศที่ร้อนขึ้น ทำให้รูขุมขนผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น สูตรนี้เป็นแค่วิธีที่ทำให้รูขุมขนที่เปิดกว้างเพราะอากาศ กระชับขึ้นชั่วคราวค่ะ แต่จะได้ประโยชน์ จากกรด AHA ในน้ำส้มสายชูหมัก ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว และ ประโยชน์ในการสมานผิว ลดการอักเสบ และกระชับผิว จากน้ำผึ้งอีกส่วนหนึ่งค่ะ

ถ้าใช้สูตร Apple Cider Vinegar นี้ คิดว่าไม่ควรทำบ่อยมากนะคะ อาจจะ 1-2 อาทิตย์ ต่อครั้ง ก็พอค่ะ เพราะอย่างที่บอกค่ะ ว่ามีฤทธิ์เป็นกรดค่ะ ทำบ่อยเกินไป ผิวอาจจะแห้งมากค่ะ

ส่วนการพอกหน้าด้วยน้ำผึ้ง พี่อ้อมใช้ น้ำผึ้้งสวนจิตรลดาค่ะ มีทั้งเป็นหลอด และขวดใหญ่ค่ะ  หรือสาวๆ จะใช้ยี่ห้ออื่นๆ ก็ได้นะคะ แต่ขอเป็นน้ำผึ้งแท้ค่ะ วิธีการแสนง่ายค่ะ นั่นคือ นำน้ำผึ้งมาพอกไว้ที่หน้าได้เลยค่ะ เว้นรอบดวงตาอย่างเคยนะคะ ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที  ระหว่างนั้นก็จะพอกไปกินไปค่ะ เพราะน้ำผึ้งจะไหลลงมาที่มุมปาก เราก็เลยไปเรื่อยๆ 55555  การพอกหน้าด้วยน้ำผึ้งนี้ สามารถทำได้บ่อยค่ะ เพราะน้ำผึ้งไม่เป็นอันตรายต่อผิวค่ะ สามารถช่วยกระชับรูขุมขนได้เหมือนกันค่ะ และช่วยลดการอักเสบของสิวได้อีกด้วยค่ะ  ^_^

Comments (14)


Warning: file_exists() [function.file-exists]: open_basedir restriction in effect. File(/var/www/virtual/vinegargirl.com/htdocs/wp-content/uploads/2008/01/thumb-strawberry-mask.jpg) is not within the allowed path(s): (/var/www/vhosts/vinegargirl.com/httpdocs:/tmp) in /var/www/vhosts/vinegargirl.com/httpdocs/wp-content/themes/premiumnews/functions/admin-functions.php on line 566

สูตรมาส์กหน้า เพื่อผิวเปล่งปลั่งค่ะ

Posted on 26 December 2007 by Vinegar Girl

โฮ๊ะ โฮะ โฮะ โฮ… (หัวเราะแบบซานต้าค่ะ) Merry Christmas ค๊า สาวๆ teeth_smiley.gif  ขอโทษด้วยนะค๊า..ที่ช้าไป 1 วัน เพราะซานตี้มีภาระกิจติดพุงค่ะ เลยกว่าจะเขม่วพุงให้หล่นจากปล่องไฟได้ เล่นเอาหมดแรงค่ะ โฮะ โฮะ โฮ้… shy.gif

ขอบคุณมากๆเลยนะคะ comments ท่วมท้นสำหรับเรื่อง Primer & Foundation for Photogenic look ที่ผ่านมา หวังว่าคงจะถูกใจสาวๆ กันนะค๊า (ชื่นใจๆๆ) ขอบคุณน้อง ZeaRene ด้วยนะค๊า  น้อง Opal และ น้อง nene ที่เข้ามา Merry Christmas มีความสุขมากๆ นะค๊า

น้อง Fruitysalad อุตส่าห์เข้ามาแจ้งข่าวเรื่อง Zen Midnight Sale ต้องขอโทษสาวๆ คนอื่นด้วยนะคะ พอดียังไม่ได้ขึ้นเรื่องใหม่ เลยแจ้งผ่านไม่ทันค่ะ หมดแล้วค่ะ สำหรับ Midnight Sale แต่รับรองค่ะ ว่าคราวหน้าจะรวบรวมเซลส่งท้ายปีมาให้ได้ดูกัน พี่อ้อมเคยเห็น L’occitane ที่เจ้เล้งนะคะ แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีครบทุกรุ่นเหมือนที่เคาน์เตอร์รึเปล่านะคะ (ยังไม่เคยได้เปรียบเทียบราคาค่ะ เพราะเจ้เล้งค่อนข้างไกลจากบ้านมากกกก – -” ปกติเลยซื้อที่เคาน์เตอร์เพราะสะดวกกว่า อาจจะราคาสูสีถ้าบวกค่าน้ำมันรถจากบ้านพี่อ้อมไปเจ๊เล้งหน่ะค่ะ)  ใช้แล้วเป็นยังไง อย่าลืมอัพเดทให้ฟังบ้างนะคะ…appre.gif

และขอต้อนรับสมาชิกใหม่ น้อง Rosylynn ค่ะ ขอบคุณมากนะค๊า..หวังว่าจะติดตามอ่านกันไปเรื่อยๆ นะค๊า appre.gif

ist_641840_strawberry-retou.jpg

วันนี้ขอแอบแทรกเรื่องแต่งหน้าก่อนนะคะ เพราะช่วงนี้เป็นปาร์ตี้ไทม์ เพราะฉะนั้นอาจมีต้องนอนดึก หรือปาร์ตี้บ่อยๆ ทำให้ผิวหน้าของเราดูอิดโรยได้ค่ะ ซึ่งสูตรนี้เหมาะกับช่วงเวลาสิ้นปีอย่างนี้มากๆ ค่ะ เพราะอุปกรณ์ ผลไม้ที่ใช้ช่างเอื้ออำนวยค่ะ

สูตรมาส์กหน้าจากธรรมชาติเพื่อผิวขาวใสเปล่งปลั่ง

หลักการมีง่ายๆ ค่ะคือใช้กรดผลไม้ค่ะ นั่นก็คือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวๆ หน่อย อย่าง สตรอว์เบอร์รี่ เนี่ยหล่ะค่ะ ช่วงหน้าหนาว (แบบในนาม แต่ทางภาคปฎิบัตินี่ เย็นบ้าง ร้อนบ้างตามอัธยาศัยค่ะ) <- เอ้า นอกเรื่องค่ะ  จะบอกว่า ช่วงหน้านี้สตรอว์เบอร์รี่ราคาไม่แพงมากค่ะ นอกจากใช้กินแล้ว ก็ใช้ทาถูๆ บนใบหน้าได้ด้วย (ใช้คำพูดแบบนี้ ทำให้จินตนาการสวยหรูแบบสปาไฮโซของอะฮั้นหายโหม้ดดดด) แฮ่ๆ 

ขั้นตอน : ง่ายๆ เลยค่ะ เอาสตรอว์เบอร์รี่มาล้างให้สะอาดๆ แล้วก็ฝานบางๆ แปะไว้ที่หน้าค่ะ หรือถ้าอยากให้ใช้ประโยชน์ทั้งผลให้เต็มที่ ก็ลองเป็นสับหยาบๆ แล้วพอกหน้าไว้ค่ะ แต่การสับอาจทำให้ยากเวลาพอกหน่อย แต่ก็อาจทำให้คุณค่าทั้งหลาย ซึมถึงผิวง่ายกว่า (รึเปล่า?! แฮ่ๆ ไม่รู้คิดไปเองอ่ะป่าวนะคะ) แต่ ถ้าปั่นละเอียดไป มันจะกลายเป็นน้ำหมดค่ะ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที
เทคนิค คือ ก่อนล้างออก ค่อยๆ สครับสตรอว์เบอร์รี่เบาๆ บนผิวค่ะ แล้วล้างออกค่ะ วิตามินซีในสตรอว์เบอร์รี่ ก็จะช่วยผลัดเซลผิว พร้อมทั้งทำให้ดูขาวใสขึ้นค่ะ ถ้าเราเอาสตรอร์เบอร์รี่ไปแช่เย็นก่อน ก็จะทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้นด้วยค่ะ

strawberry : แต่ก่อนที่จะเอามาพอกหน้านั้น เพื่อความชัวร์ว่าเราจะไม่แพ้ (เพราะอาจมีคนแพ้เมื่อเอาสตรอว์เบอร์รี่มาทา แต่ไม่แพ้เวลาทานค่ะ <- แค่ไม่มี น หนู ก็ทำให้แพ้ได้ด้วย!!)  ลองทดสอบการแพ้โดยทาที่หลังใบหู หรือท้องแขนทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีก่อนก็ดีค่ะ

ผลไม้อีกชนิดที่แนะนำก็คือ องุ่น ค่ะ ผ่าแล้วเอาเม็ดออกก่อนะคะ แล้วก็ถูเบาๆ ให้ทั่วใบหน้าได้เลยค่ะ

Note :

  • แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวนั้นก็มีฤทธิ์เป็นกรดนะคะ ไม่ควรมาส์ก หรือสครับบ่อยเกินไป ไม่ควรเกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ค่ะ
  • โดยเฉพาะถ้าเป็นสาวผิวแห้ง ควรระวังมากขึ้นค่ะ อาจผสมกับโยเกิร์ต เพื่อลดความเข้มข้นของผลไม้ลง และเพิ่มให้ผิวชุ่มชื่นจากโยเกิร์ตค่ะ

อ้ะอ้า…ไม่รู้มีใครแอบคิดเหมือนกันอ่ะป่าวว่า ถ้าใช้ผลไม้รสเปรี้ยว เพื่อสนับผลไม้ไทยๆ ลองใช้มะดัน ตะลิงปลิง อะไรทำนองนี้ดูได้ไหม?!?!  เอ่อ..  sweat1.gif จริงๆ ที่บ้านก็ปลูกตะลิงปลิง แต่ยังไม่เคยทดลองค่ะ มิใช่ว่าไม่ไฮโซแบบสตรอว์เบอร์รี่ แต่ก็เกรงว่าจะแรงเกินไปสำหรับผิวหน่ะค่ะ + และต้องระวังผลไม้ที่มียางนะคะ  เอาเป็นว่าก่อนจะพลิกแพลงกันมาก ต้องผ่านท่าเบสิคกันก่อนนะคะ <– แฮ่ๆ หมายถึงสูตรเบสิคๆ หน่ะค่ะ คริๆ fauxcul1.jpg

Comments (9)

สูตรมาส์กหน้าเพื่อผิวขาวกระจ่างใสค่ะ

Posted on 17 April 2007 by Vinegar Girl

ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีปีใหม่ไทยย้อนหลังสำหรับสาวๆ ที่เข้ามาทักทายช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมานะคะ ขอบคุณน้อง Fon  BlowingBubbles  mink  Pui_n*  bess*  BySean  Opal  White Fox และ primpite ค่ะ และขอบคุณมากๆ นะคะสำหรับน้อง Opal ที่เข้ามาความกระจ่างแจ้งเรื่องคอลเล็คชั่นของสการ์เล็ตด้วยค่ะ

คิดว่าได้หยุดหลายวันแล้วจะมีเวลาได้อัพเดท พร้อมทั้งเตรียมเรื่องที่จะอัพเดทไว้ทั้งอาทิตย์ แต่กลับกลายเป็นต้องเดินสายเยี่ยมญาติ (แค่วันเดียวค่ะ) แต่วันที่เหลือไปเที่ยวซะงั้น อิอิ วันนี้เลยนำสูตรพอกหน้าเพื่อผิวขาวมาฝากสาวๆ เป็นการแก้ตัวค่ะ หลังจากที่หลายๆ สาว โหมกระหน่ำเล่นน้ำ และไปเที่ยวช่วงสงกรานต์ ผิวหน้าต้องเผชิญแดดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เรามาฟื้นฟูผิวหน้าที่หมองคล้ำกันค่ะ

ขอขอบคุณสูตรพอกหน้า Whitening Mask นี้จากหนังสือ Feeling Good ของคุณพาย ภัทรียา ณ นคร ค่ะ (ได้ทำการปรับเปลียนภาษาให้เป็นแบบ vinegargirl ค่ะ) ตอนนี้ได้ข่าวว่าคุณพายจะนั่งแท่นเป็นบรรณาธิการหนังสือ
Glitz & Glam ยังไงแฟนๆของคุณพายก็ติดตามกันนะคะ และ vinegargirl เองก็ไม่พลาดอย่างแน่นอนค่ะ

vinegargirl-01.jpg Whitening Mask

น้ำมะนาว 1 ลูก
น้ำมะนาวฝรั่ง (lemon) 1 ลูก
น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
โยเกิร์ตประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ

นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมกันค่ะ แล้วพอกและอาจนวดเบาๆที่ใบหน้าค่ะ สูตรนี้ทำสัปดาห์ละครั้งค่ะ จะช่วยทำให้หน้าของสาวๆ ดูกระจ่างใสขึ้นแบบเป็นธรรมชาติค่ะ

โดยส่วนตัวคิดว่า สูตรนี้ไม่ควรทำบ่อยเกินกว่าสัปดาห์ละ 1 ครั้งอย่างที่เขียนไว้ในหนังสือนะคะ เพราะน้ำมะนาวมีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ อาจทำให้ผิวหน้าแห้ง หรือระคายเคืองได้ค่ะ สาวๆ ก็อย่าเพิ่งใจร้อนอยากหน้าขาวเร็วๆนะคะ สูตรธรรมชาติแบบนี้ ต้องใจเย็นๆค่ะ ค่อยๆ ทำสม่ำเสมอก็น่าจะเห็นผลค่ะ

Comments (4)

แนะนำอายครีมใหม่ๆสำหรับสาวขอบตาคล้ำค่ะ

Posted on 19 March 2007 by Vinegar Girl

จากที่น้องใหม่ใน vinegargirl ของเราขอมาค่ะ น้อง BoonGi ที่อยากได้อายครีมมาช่วยขจัดใต้ตาหมีแพนด้า วีนิการ์เกิร์ล เลยไปค้นหาอายครีมใหม่ๆ ที่ดูน่าใช้มาแนะนำค่ะ ถ้าสาวๆคนไหนที่ได้ลองแล้วดี ช่วยกัน comment มาบอกด้วยนะคะ [อายครีมที่นำมาอัพเดทกันคราวนี้ ยังไม่เคยลองใช้เช่นกันค่ะ กำลังเลือกนางงาม (อายครีม) ชนะเลิศ ไว้ยามเงินเดือนออกสิ้นเดือนนี้ค่ะ] ไว้ถ้าลองอะไรแล้วจะรีวิวให้อ่านกันอีกทีนะคะ

vinegargirl-eyecream.jpg

  1. Resteye Gel จาก FANCL ค่ะ  อายเจลตัวนี้ช่วยเรื่องความหมองคล้ำ โดยสารสกัดจากอัลมอนด์ที่ช่วยการไหลเวียนของเลือด และ สารสกัดจาก Coicis Semen แก้ไขการคั่งค้างของน้ำอันเป็นสาเหตุของการบวมรอบดวงตา ของ Fancl นี้เค้ามีจุดเด่นคือ เป็นเครื่องสำอางที่ไม่ผสมสารกันเสียค่ะ คิดว่าน่าจะอ่อนโยนต่อผิวมากๆค่ะ  (ขนาด 8g ราคา 750 บาท)
  2. SISLEYA Eye and Lip Contour Cream จาก Sisley ค่ะ มีสารสกัดจากธรรมชาติ อย่าง Matricaria, Licorice, Wheat proteins, Vitamins E, B5 และ F ที่ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวที่อ่อนโยนรอบดวงตา ช่วยลดริ้วรอย อาการบวม และความหมองคล้ำรอบดวงตาค่ะ ครีมตัวนี้ใช้ได้ทั้งรอบดวงตา และริมฝีปากเลยค่ะ (สามารถสอบถามราคาได้ที่เคาน์เตอร์ค่ะ)
  3. All About Eyes Rich จาก Clinique ตัวนี้ใหม่ล่ามาแรงค่ะ (ที่ว่ามาแรงนี่เห็นได้มากจาก ad ตามหน้า magazine นะคะ แฮ่ๆ) คุณสมบัติที่โฆษณา ดูเหมือนจะตอบโจทย์ได้ครบวงจรค่ะ ไม่ว่าจะออกแบบมาเพื่อรับมือกับปัญหาขอบตาคล้ำ และถุงใต้ตาโดยเฉพาะ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยในระยะยาว เนื้อครีมเข้มข้นให้ความชุ่มชื่นผิวในระดับสูง ด้วยส่วนผสม Sodium Hyaluronate มีส่วนผสมของสารแอนตี้ออกซิแดนต์ จาก vitamin C, E และสารสกัดจากชาเขียว ปลอดภัยต่อผู้ใส่คอนแทคเลนส์ และไม่มีน้ำหอมค่ะ (ขนาด 15ml ราคา 1,400 บาท)
  4. Dark Shadows จาก Philosophy มีส่วนผสมของ silicone-based ช่วยขจัดความหมองคล้ำผิวบริเวณใต้ตาและริมฝีปากด้านบนค่ะ และยังช่วยลดอาการบวม และถุงใต้ตาอีกด้วยค่ะ ตัวนี้ใช้ได้กับรอบดวงตา และริมฝีปากบนค่ะ  (สามารถสอบถามราคาได้ที่เคาน์เตอร์ค่ะ)

ทั้งนี้อาการใต้ตาคล้ำน่าจะมาจากหลายสาเหตุค่ะ เช่น กรรมพันธุ์ หรือ นอนดึก  ยังไงสาวๆ ก็ต้องดูแลสุขภาพและพยายามพักผ่อนให้เพียงพอด้วยนะคะ เพื่อช่วยให้รอยคล้ำนั้นจางลงไปด้วยค่ะ

โดยส่วนตัวเป็นคนที่ใต้ตาคล้ำมาก เพราะผิวหนังบริเวณรอบดวงตาบางมากค่ะ เห็นเส้นเลือดใหญ่ชัดเจนบริเวณใต้ตาพอดิบพอดี เลยยิ่งดูหลินฮุ้ยกันไปใหญ่ พอไม่ได้นอนนี่ยิ่งเป็นย่าทวดของหลินฮุ้ยเลยค่ะ เพราะฉะนั้นในประสบการณ์ตัวเองยังไม่มีอายครีมตัวไหนที่เอาอยู่ (อันนี้เพราะปัญหาเฉพาะตัว..ที่แก้ไม่ได้นะคะ) เลยไม่กล้าอยากรีวิว แต่ขอพูดถึงที่เคยใช้มาหน่อยนะคะ

ส่วนยี่ห้อที่ใช้ล่าสุดมี A Perfect World for eyes จาก Origin ตัวนี้น่าจะพอใช้ได้สำหรับผู้ที่ยังไม่แพนด้าเต็มตัว ถ้าเป็นสาวๆ ที่ยังไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องริ้วรอย และความหมองคล้ำมากๆ นะคะ เนื้อครีมให้ความรู้สึกเป็น silicone ค่ะ คือทาแล้วลื่นๆ ซึมซาบเร็วไม่เหนียวเหนอะหนะ แต่คิดว่าไม่ค่อยช่วยเรื่องความคล้ำและริ้วรอยที่ชัดเจนนะคะ เรียกว่าสำหรับ beginner ละกันนะคะ

Clarins ใช้ Extra-Firming Eye Contour Serum คิดว่าพอใช้ได้ แต่ยังไม่ถึงขนาดกับว้าววว! หรือเห็นผลชัดเจนตั้งแต่แรกหน่ะค่ะ แต่คิดว่าช่วยแก้ปัญหาได้บ้าง ถ้าใช้ติดต่อกันหลายเดือน (หรือว่าเราเริ่มนอนเยอะขึ้นก็ไม่รู้ แฮ่ๆ) อันนี้น่าจะเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาแบบขั้น intermediate ค่ะ แบบปานกลางๆค่ะ ^_^

Comments (18)


Warning: file_exists() [function.file-exists]: open_basedir restriction in effect. File(/home/httpd/vhosts/vinegargirl.com/httpdocs/wp-content/uploads/2006/06/vinegargirl-yingyang-skinca.jpg) is not within the allowed path(s): (/var/www/vhosts/vinegargirl.com/httpdocs:/tmp) in /var/www/vhosts/vinegargirl.com/httpdocs/wp-content/themes/premiumnews/functions/admin-functions.php on line 566

การดูแลผิวแบบหยินหยาง

Posted on 18 June 2006 by Vinegar Girl

คงคุ้นๆหูกับคำว่า หยินหยาง กันมาบ้างนะคะ
วันนี้เราลองให้สาวๆมารู้จักวิธีดูแลผิวแบบหยินหยางกันค่ะ

vinegargirl-yingyang-skinca.jpg
ตามศาสตร์การแพทย์จีน หยินและหยางเป็นพลังงานในร่างกายของคนเราค่ะ
หยินเป็นพลังเย็น
หยางเป็นพลังร้อน
ถ้าหยินกับหยางในร่างกายเราสมดุลกันดี สุขภาพผิวและผมก็จะสวยแข็งแรง
ซึ่งสาวๆ อาจนำเอาหลักหยินและหยางนี้มาใช้ เพื่อดูแลสุขภาพผิว
รวมถึงการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผิวของเราด้วยนะคะ

  • คนผิวมัน ที่มีแนวโน้มเป็นสิวได้ง่าย มักมีพลังหยางมากเกินไปค่ะ สิวเกิดจากพิษของความร้อน การสูบบุหรี่ ความเครียด ถ้าคุณมีลักษณะเช่นนี้ ลองใช้สมุนไพรและส่วนผสมที่ให้ความเย็นในการดูแลผิวค่ะ อย่างเช่น ลาเวนเดอร์ เปปเปอร์มิ้นต์ อโลเวร่า
  • สำหรับคนที่มักมีผิวแห้งตึง มีริ้วรอย คุณมีพลังหยินมากกว่าหยาง ลองใช้น้ำผึ้ง ข้าวโอ๊ต โสม สวีตอัลมอนด์ และมะเฟือง เพื่อช่วยในการสร้างสมดุลให้ผิวค่ะ

ขอบคุณบทความจากนิตสาร Lisa ค่ะ

Note: คิดแล้วว่าต้องมีคนสงสัย ฮ่าๆๆ และแล้วคุณกุ้งก็ถามมาค่ะ ว่าต้องเอาทุกอย่างมาผสมกันรึเปล่า? คงไม่ต้องทั้งหมดค่ะ แค่เลือกผลิตภัณฑ์พวกครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมเหล่านี้ หรือ พอกหน้าด้วยสูตรที่มีส่วนผสมของสมุนไพรเหล่านี้ค่ะ  สมมติคนผิวแห้งที่มีพลังหยินมาก อาจใช้ น้ำผึ้งผสมกับข้าวโอ๊ตบดให้เนื้อละเอียดหน่อย ใช้ขัดหน้าก็ได้ค่ะ อ้อมคิดว่าพืช สมุนไพรพวกนี้ใช้ได้ทั้งการบำรุงทั้งจากภายนอก เช่น ทา พอก ขัดผิว หรือจากภายใน เช่น กิน ก็ได้นะคะ เอาไว้จะขอแปะโป้งไปหาตำราเรื่องนี้ แล้วจะเอามาบอกนะคะ ^_^

Comments (1)

คุยเฟื่อง เรื่องครีมกันแดด (ตอนจบค่ะ)

คุยเฟื่อง เรื่องครีมกันแดด (ตอนจบค่ะ)

Posted on 10 March 2006 by Vinegar Girl

ครั้งที่แล้วทำเป็นแอบวงเล็บ (ตอนที่ 1 ) ทำเหมือนน่าจะมีหลายตอน…จริงๆ ก็มีแค่เนี้ยหล่ะค่ะ..5555555 (ทำหน้าภาคภูมิจายในความมั่วนิ่ม!)
ว่าแล้วก็มาทำความรู้จักกับครีมกันแดดกันต่อเลยค่ะ

All About Sunscreen

PA+ / PA++ // PA+++
หลายๆคนคงคุ้นๆเจ้า PA กันมาบ้างนะคะ..เอ่อ! PA นะเคอะ ไม่ช่าย PO เหอๆๆ อันนั้นต้องเมางาน อาหารกลางวันไม่ย่อยแน่ๆค่ะ
ตอนนี้ครีมกันแดดมักจะปะ PA+ หรือบวกบวก หรือบวกบวกบวก ไม่ใช่เสียค่า VAT 7% + กับ service charge อีก 10% นะคร้าบบบพี่น้อง แต่เป็นหน่วยวัดระดับการปกป้องรังสียูวีเอ (ถ้ายังงงๆ ขอทบทวนบทเรียนเก่ากันก่อนนะคะนักเรียน SPF เนี่ยเป็นค่าการปกป้องผิวของครีมกันแดดจากรังสียูวีบีค่ะ) แต่ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดหน่วยบอกระดับการซึมซับยูวีเอ อย่างละเอียดแบบ SPF เพราะฉะนั้นค่า PA เลยเป็นแค่การบอกคร่าวๆด้วยเครื่องหมาย + ค่ะ (ไม่มีลบ คูณ หารนะเคอะ! <- มันยังจะกล้าเล่นมุขนี้อีกคร้าบบบทั่นผู้ชม!! - -") ที่เค้ามี + กันมีอยู่ 3 ระดับค่ะ จริงๆแล้ว PA+ ก็เพียงพอในการทำกิจกรรมเกือบทุกประเภทของคุณสาวๆแล้วหล่ะค่ะ แต่ถ้าต้องอยู่กลางแดดนานๆ ก็เพิ่มเป็น PA++ หรือระดับสูงสุดที่ PA+++ ก็ได้ค่ะ

สองศรีพี่น้อง UVA & UVB ยูวีบี (ผู้น้อง) จะทำให้เกิดอาการแสบร้อนผิว ผิวไหม้ได้ค่ะ ส่วน ยูวีเอ (ผู้พี่) มาแบบไม่รู้ตัว เพราะเราไม่รู้สึกแสบร้อนเวลาโดน แต่อิทธิฤทธิ์เหลือร้ายค่ะ เพราะคุณพี่เค้าทำให้สาวๆเราหน้าตาเหี่ยวย่น เป็นฝ้า และก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ค่ะ

Water Resistant กับ Waterproof
จริงๆแล้วไม่มีครีมกันแดดตัวใดที่สามารถกันน้ำ (Waterproof) ได้ดั่งที่ฉลากแปะไว้ ยังไงก็ต้องทำซ้ำเวลาเหงื่อออก หรือหลังลงเล่นน้ำค่ะ เลยน่าจะเป็นการเล่นภาษาในการโฆษณามากกว่าค่ะ
ส่วนครีมกันแดดที่ระบุไว้ว่า Water Resistant จะมีส่วนผสมจากพลาสติกสร้างแผ่นฟิล์มเคลือบครีมกันแดดให้ติดแน่น แม้จะเปียกน้ำ ฉะนั้นเวลาทาครีมกันแดดชนิดนี้แล้วลงน้ำนาน 40 นาที ค่า SPF ก็ยังคงที่ แล้วในตลาดก็ยังมี Very Water Resistant (แบบขอมีสูตรโชว์เหนือกว่านี๊ดดดส์นึง) ก็จะทำให้ทนน้ำได้นานยิ่งขึ้นเป็น 80 นาทีค่ะ แต่ไม่น่าจะใช้เป็นประจำค่ะ เพราะมันเหนียวเหนอะภายใต้เมคอัพของสาวๆค่ะ

มีคำถามหลังไมค์มาจากเรื่อง Physical กับ Chemical ที่บอกไว้ในตอนแรกค่ะ
จริงๆแล้วทั้งคู่ต่างก็เป็นสารเคมีนะคะ เพียงแต่การเล่นคำโฆษณา (อีกแล้นครับท่าน!) ที่ได้โอกาสเรียก Physical หรือ “Non-Chemical” อาจทำให้บางคนเข้าใจผิดว่าไม่ได้เป็นสารเคมี แต่นั่นคือชื่อชนิดของครีมกันแดดเฉยๆนะคะ confirm ค่ะว่าทั้ง 2 ชนิดต่างก็เป็นสารเคมี แต่หน้าที่การทำงานแตกต่างกันไปค่ะ

  • ครีมกันแดดแบบ Physical เค้าก็พยายามผลิตคิดค้นที่ทำให้หน้าตาไม่ขาววอกเกินเหตุ อย่าเช่นของ DDF Moisturizing Photo-Age Protection SPF 30 (1,800 บาท) แต่เดี๋ยวนี้เค้ามีเทคนิคการขายที่เหนือชั้นกว่าคือทำเป็นว่า ครีมกันแดด แล้วมี makeup base ในตัว (ว่าเข้าไปน่านนน..จริงๆมันก็ขาวสว่างด้วยตัวเองอยู่แว้ว – -”) แต่จริงๆอะฮั้นก็รับได้นะคะ เพราะหน้าขาวๆ ก็ยังดีกว่าหน้าดำๆอ่ะเคอะ แล้วก็ยังมีพวกสูตรโลชั่นน้ำ ต้องเขย่าๆก่อนใช้! อิอิ ( คิดถึงอารายยกันค้า…ทะลึ่งนะคะเนี่ย!! คนเดียวเลยสิเนี่ย!! ) อ่ะเข้าเรื่องต่อครีมกันแดดแบบนี้ชอบมากๆเป็นการส่วนตัว เพราะให้ความรู้สึกไม่เหนียวเหนอะหนะค่ะ ที่ใช้อยู่เช่น Sunplay Powdery White SPF47+ (299 บาท) ถ้าแพงหน่อยก็ Anessa จาก Shiseido (ประมาณ 1,200 บาท) ((ไม่ได้ซื้อนานพอสมควร ไม่แน่ใจว่าราคาขึ้นไปเท่าไหร่แล้วค่ะ…มีฝากเพื่อนซื้อจากญี่ปุ่นบ้าง ราคาจึงค่อนข้างถูกกว่าที่นี่ แต่ช่วงหลังๆ ขี้เกียจรอเพื่อนเลยซื้อ Sunplay ใช้ ยี่ห้อ Biore ก็มีขายแล้วนะคะ ราคาน่าจะอยู่ที่ 270-350 บาทค่ะ ลองซื้อมาใช้แล้วเหมือนกันค่ะแต่จำราคาไม่ค่อยได้))
  • ส่วนครีมกันแดดแบบ Chemical ก็มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผิวให้มากขึ้น อย่าง RoC Minesol SPF 30 Anti-Shine Emulsion (800 บาท) ที่ช่วยยับยั้งความมันได้ Lancome Absolue Soleil Absolute Replenishing Protective Face Cream SPF 50 ( 2,800 บาท) ช่วยลดริ้วรอย และจุดด่างดำค่ะ

ครีมกันแดดแบบ Water Resistant เช่น The Body Shop Protect it! Sun Lotion for Body SPF25 PA++ (890 บาท) ส่วนสูตร Very Water Resistant เช่น SpectraBAN Sunblock Cream SPF 60 (225 บาท) ค่ะ

Comments (3)

คุยเฟื่อง เรื่องครีมกันแดด (ตอนที่ 1)

คุยเฟื่อง เรื่องครีมกันแดด (ตอนที่ 1)

Posted on 07 March 2006 by Vinegar Girl

หายหน้าหายตัวอักษรไปหลายวัน คิดถึงกันบ้างมั้ยค้า…..((ออดอ้อนนน…”สาวยก” (สวยแอนด์เด็กกว่า..แม่ยก!) ราวกับเป็นพระเอกลิเก…ว่าเข้าไปน่านนน)) ต้องขออภัยอย่างสูงค่ะ ช่วงนี้รู้สึกว่าพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ทำงานยิ่งกว่าแบกหาม ลามยันเช้า เลยซัดซาลาเปาไป 2 เข่ง! (6 ลูก) ฮื้อออ!! แถมช่วงนี้ทำดี ไม่มีครายเห็น ชีวิตลำเค็ญ พี่ๆกุ้งเต้นจาน! เจี๊ยก!! (นี่มันกินแก้เครียดนี่คร้าบบ..พี่น้อง) พอได้มาอ่าน comments ของน้องๆแล้วก็ช่วยทำให้ชุ่มชื่นหัวใจ ไม่ต้องไปกินน้ำใบบัวบกค่ะ ^_^
ขอบคุณอีกครั้งสำหรับ น้อง bess* ที่อุตส่าห์โยกย้าย diary มาให้อ่านเป็นการส่วนตัว (ทำให้รู้สึกเป็น VIP มั่กๆค่ะ..ซึ้งๆ) เพราะข้าพเจ้าเข้าไดอารี่ของน้องเบสไม่ได้ ขอบคุณนะค๊า…^_^
ขอบคุณกุ้ง สาวเกาหลี (ที่อินไซด์เดอร์ ก่อนเทรนด์เกาหลีจะฮ๊อตฮิตเหมือนในตอนนี้) ขอบคุณน้อง Opal น้อง POCKYmm และ น้อง Nush ค่ะ
และขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาเยี่ยมชม ทั้งที่มาช่วยแสดงความคิดเห็นให้คำแนะนำ และคำถามดีๆ รวมถึงคนที่ถนัดอ่านอย่างเดียว แค่เข้ามาก็ดีใจแล้วหล่ะค่ะ
ขอบคุณมากๆนะคะ ซึ้งๆ กระซิกๆๆ

Sunscreen Guideline

ร้อนๆ เครียดๆ แบบนี้เราต้องหยุดพักร้อนไปเที่ยวทะเลค๊า….( เหอๆ จริงๆ เป็นเรื่องหาข้ออ้างหยุดงานไปเที่ยวของอะฮั้น..แนะนำให้ทำหน้าเครียดๆเข้าไว้ เจ้านายจะรีบเซ็นใบลาให้ค่ะ..อิอิ (( จริงๆเค้าจะให้อะฮั้นลาไปฉีดยาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า!!…แป่ว!)) ) สาวๆขา..ไปทะเลหรือไม่ไป ยังงั๊ยยย..ยังไงก็ต้องทาครีมกันแดดนะคะ เพราะถึงแม้อยู่ในกรุงเทพฯ แสงแดดก็แผดเผา เดี๋ยวใบหน้าเราจะเหี่ยวเฉาก่อนวัยค่ะ
วันนี้เลยอยากเจาะลึกเรื่องครีมกันแดดกันค่ะ…แต่ทำเป็นตอนๆ เพราะถ้าม้วนเดียวจบจะอ่านกันหอบแดดซะก่อน! คริๆๆ

Note: ข้อมูลดีๆเหล่านี้ นำมาจากหนังสือ คนรักหน้า
โดย แพทย์หญิงนันทภัทร์ สุภาพรรณชาติ

ครีมกันแดดแบ่งเป็น 2 ประเภทค่ะ คือ

  • Chemical Sunscreen : เป็นครีมกันแดดที่ทำหน้าที่ดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลตไว้ แต่ไม่ทั้งหมดนะคะ
  • Physical Sunscreen : อันนี้เป็นประเภทที่มาแรงแซงโค้งกว่าค่ะ เพราะว่าครีมประเภทนี้ไม่ดูดซึม แต่จะสกัดกั้น (block) รังสีอัลตราไวโอเลตไว้ ไม่ให้ลงสู่ผิวของเรา คล้ายๆกับหลักการสะท้อนกลับค่ะ ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง จะเรียกครีมชนิดนี้ว่า “Non-Chemical” ซึ่งมีส่วนผสมหลักก็คือ ไททาเนียม ไดออกไซด์ (Titanium dioxide) และ ซิงค์ ไดออกไซด์ (Zinc dioxide) ที่มีคุณสมบัติในการสะท้อนกลับอย่างสูงงงงง มีข้อดีก็มีข้อเสียค่ะ ข้อเสีย คือ ความมันเยิ้มและเป็นคราบเวลาเหงื่อออกมากๆ หรือเวลาโดนน้ำ

SPF คำที่คุ้นหู.. มาดูกันค่ะว่ามันคืออะไร?!
SPF มีชื่อเต็มๆว่า Sun Protection Factor
ซึ่งก็คือ ค่าของครีมกันแดดที่จะบ่งบอกระยะเวลาที่สามารถปกป้องผิวของเราจากรังสียูวี ว่านานแค่ไหนค่ะ
ก่อนอื่นต้องสังเกตผิวของตัวเราเองก่อนค่ะว่าถ้าเราไม่ได้ทาครีมกันแดดแล้วสามารถทนอยู่ท่ามกลางแสงแดดได้กี่นาที หรือง่ายๆ สั้นๆ คือ ถ้าไปยืนตากแดดหัวแดงกี่นาทีผิวคุณสาวๆถึงจะไหม้หน่ะค่ะ
การคำนวณก็ง่ายๆ ถ้าผิวเราทนแดดได้แค่ 10 นาที ถ้าเราใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 15 ก็จะช่วยให้เราทนแดดได้นานมากขึ้น 15 เท่า หรือบวกลบคูณหารมาแล้ว เท่ากับ 150 นาที (2 ชั่วโมงครึ่ง) ค่ะ

ลองมาดูตัวอย่างอันนี้กันค่ะ เป็นระยะเวลาที่ผิวสามารถทนแดดได้

ชนิดของผิว ไม่ได้ใช้ครีมกันแดด ครีมกันแดด SPF 8 ครีมกันแดด SPF 15
ผิวขาว 10 นาที 80 นาที 2 1/2 ชม.
ผิวเหลือง – น้ำตาล 30 นาที 4 ชม. 7 1/2 ชม.
ผิวดำ 1 ชม. 8 ชม. ตลอดวัน

ขอฝากเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยไว้อีกนี๊ดดดส์ค่ะ
Tips & Tricks
สาวๆหลายคนอาจเข้าใจผิดคิดว่า ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ยิ่งสูงจะยิ่งปกป้องผิวได้ดีมากขึ้นนะคะ แต่จริงๆแล้วสาวเมืองร้อนอย่างเราๆ ใช้ครีมที่มีค่า SPF อยู่ในระดับ 15-30 ก็พอค่ะ เพราะถ้าเกินกว่า SPF 30 อาจจะทำให้ผิวอักเสบ ระคายเคือง มากเกินความจำเป็นค่ะ ที่สำคัญจะทำให้กระเป๋าสตางค์อักเสบ เพราะบริษัทเครื่องสำอางมักทำราคาของครีมกันแดด สูงตามค่า SPF ด้วยหน่ะสิคะ..อิอิ ใช้วิธีทาซ้ำบ่อยๆ เวลาที่เราต้องลงเล่นน้ำ ทำกิจกรรมกลางแจ้ง ตอนที่ผิวหนังต้องมีการเสียดสี อย่างนอนกลิ้งกลุกๆคลุกทราย หรือเช็ดตัว เท่านี้ก็ช่วยให้ผิวคงความสวย แบบเสียตังค์น้อยหน่อยแล้วหล่ะค่ะ ^_^

Blog Thai, Blog Thai, บล็อกไทย, ประเภทของครีมกันแดด, ค่า SPF คืออะไร, การเลือกซื้อครีมกันแดด, เคล็ดลับในการซื้อครีมกันแดด, ข้อมูลเกี่ยวกับครีมกันแดด

Comments (7)

Gardeners Hand Therapy by Crabtree & Evelyn

Gardeners Hand Therapy by Crabtree & Evelyn

Posted on 26 December 2005 by Vinegar Girl

Merry Christmas ค่ะ!! ขออภัยที่ช้าไป 1 วันนะคะ ไม่ได้ไปจิงเกิ้ลเบลล์ที่ไหน ถึงทำให้ไม่ทันเหตุการณ์นะคะ แต่ผีขี้เกียจเข้าสิงเลยไม่ได้มา Merry Christmas กะสาวๆตั้งแต่เมื่อวาน ครายไปจิงเกิ้ลเบลล์กันที่ไหน สนุกยังไง อย่าลืมเล่าให้ฟังกันบ้างนะคะ ^_^

ช่วงนี้ใช้งานมือคู่สวยกันหนักรึเปล่าคะ อ้ะๆ อย่าเพิ่งคิดไปไกล อะฮั้นหมายถึงใช้มือแจกของขวัญ Christmas หรือปีใหม่ให้กะเพื่อนๆอ่ะค่ะ แหม…คิดอะไรกันเก๊าะไม่รู้!!…เขิลล์นะตัวเอง!! (จินตนาการไปคนเดียวอีกแล้น!! – -” แหะๆๆๆ) วันนี้ vinegar girl จึงนำผลิตภัณฑ์อมตะนิรันดร์กาล เพื่อบำรุงมือสาวๆให้เนียนนุ่ม เวลาที่หนุ่มๆจับจะได้ประทับใจ มาให้สาวๆดูกันค่ะ

Gardeners Hand Therapy

Gardeners Hand Therapy by Crabtree & Evelyn
ขนาด 50 ml.
ราคา 595 บาท

ถึงแม้เราจะไม่ได้ทำสวนกันเป็นกิจวัตร แต่ถ้าพูดกันถึง hand cream ดีๆ “ครีมทามือคนสวย เอ้ย! คนสวน” Gardeners Hand Therapy ตัวนี้มักติดอันดับต้นๆใน list เสมอ เก๊าะ! คิดดูสิคะว่าขนาดคนทำสวน แฮนด์ครีมตัวนี้ยังทำให้มือนุ่มได้เลย! เพราะด้วยเนื้อครีมที่แสนเข้มข้น สยบความแห้งหยาบกร้าน และช่วยคืนความชุ่มชื้น และเพิ่มความนุ่มนวลให้กับมือที่ต้องตรากตรำทำสวนมาทั้งวัน hand cream ตัวนี้จึงเหมาะมากกับคนที่รักต้นไม้ แล้วลงมือปลูกต้นไม้ด้วยตัวเองยามว่างค่ะ

ส่วนสาวคนไหนที่ลงมือทำขนมเค้กแจกเพื่อนๆ หรือทำขนมเป็นของขวัญแจกในเทศกาลปีใหม่นี้ไหนจะต้องร่อนแป้ง ตีไข่!! <-- ตีไข่ไก่อ่ะค่ะ ตอนทำอ่ะสนุกสนานเฮฮา แต่มา sad ตรงที่ต้องมานั่งล้างเครื่องครัวทำเค้ก และพิมพ์เนี่ยอ่ะค่ะ T_T แล้วยิ่งอากาศเย็นๆอย่างนี้ มือของเราก็ยิ่งแห้งกร้าน ต้องดูแลทนุถนอมมือกันหน่อยนะคะสาวๆ (จริงมั้ยคะน้องเบส ^_^ ) แฮนด์ครีมตัวนี้เหมาะมาก-กเคอะ! ( เพราะช่วงนี้ทำเค้กแจกลูกค้าเหมือนกันค่ะ ไม่รู้ว่าที่แจกไปเมื่อวันศุกร์ วันนี้ลูกค้าลางานเพราะท้องเสีย อ้วกแตกไปกี่คน... อ่ะล้อเล้น-น! ไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ แค่นอนโรงพยาบาลเพราะอาหารเป็นพิษ!! )

ถ้าใครยังคิดไม่ออก บอกไม่ถูกว่าจะให้อะไรเป็นของขวัญปีใหม่ดี Gardeners Hand Therapy จาก Crabtree & Evelyn ตัวนี้ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกนึงนะคะ โดยเฉพาะญาติผู้ใหญ่ คุณพ่อ คุณแม่ ที่ชอบปลูกต้นไม้ เพื่อนสาวที่ชอบทำเค้ก หรือหนุ่มข้างกายที่ใช้มือหนัก!!! อูยยยย…ไม่ได้นะเคอะ! เราต้องไม่ปล่อยให้เค้าใช้มือ อย่างหนักหน่วงอยู่คนเดียว สาวสวยมีน้ำใจอย่างเราๆ ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือกันค่ะ !! ( อะฮั้นจินตนการไกลอีกแล้นฮ้า…!! คริๆๆๆ ) เอ่อ..แบบว่ายื่นมือไปช่วยหยิบนู่นหยิบนี่ แล้วก็ยื่น hand cream ตัวนี้ให้เค้าใช้ด้วยอ่ะค่ะ ( แหะๆๆ รอดตัวไป! )

แต่ด้วยความที่ราคาก็สูงไม่ใช่เล่น น้องๆ นู๋ๆ สาวๆ คนไหนที่ช่วงนี้สตู้งสตางค์ไหลออกเหมือนก๊อกแตก หักห้ามใจกันไว้ก่อนค่ะ อย่างอะฮั้นตอนนี้ถึงมือจะหยาบกร้านใช้งานหนักตรากตรำถึงเพียงไหน แต่อดทนไว้ ไม่ให้กระเป๋าตังค์เดือดร้อน เอาไว้โบนัส แต๊ะเอีย หรือช่วงเงินสะพัด เราค่อยตัดใจซื้อมาใช้ แล้วเก็บไว้ใช้เฉพาะช่วงที่มือหยาบกร้านมากๆ สลับกับ hand cream ที่ราคาย่อมเยา ไม่ต้องใช้ตัวนี้ทุกวัน จะได้ไม่เปลือง! 5555555 เราต้องฉลาดสวยแบบไม่เดือดร้อนกระเป๋าตังค์นะคะ ^_^

vinegar girl เลยฝากวิธีบำรุงมือแบบประหยัดมาให้ด้วยค่ะ
คือนำน้ำตาลทรายแบบเม็ด 1 ช้อนโต๊ะผสมกับเบบี้ออยล์สัก 2-3 หยด แล้วนำมานวดขัดมือเบาๆ ซัก 5 นาที ( ถ้าอากาศเย็นมากเหมือนที่ญี่ปุ่นอย่างน้องเบส อาจนำ baby oil ไปอุ่นใน microwave ให้อุ่นๆ หน่อยก็ได้ค่ะ ไม่ต้องร้อนนะคะ เดี๋ยวน้ำตาลละลาย กลายเป็นน้ำเชื่อมแทน!! – -.” ) พอนวดๆ ขัดๆ ไปซักพักก็ล้างออกด้วยน้ำ เช็ดมือ แค่นี้ก็จะช่วยทำให้มือนุ่มเนียนขึ้นมาแล้วหล่ะค่ะ ^_^
ถ้ายังรู้สึกว่ามือยังแห้งๆ อยู่ก่อนนอนก็ทาด้วยวาสลิน โปะประโคมเข้าไป อาจเหนียวเหนอะหนะนิดหน่อย ไม่เป็นไรค่ะ เพราะจะนอนแล้ว แฮ่ๆ อันนี้ก็ช่วยได้ทั้งดีและประหยัดด้วยค่ะ !! ^_^ ( แบบนี้อะฮั้นช้อบ-ชอบค่ะ!)

หลายคนคงสงสัยมันเขียนถึง Gardeners Hand Therapy มาตั้งนานแต่มาบอกเคล็ด (ไม่) ลับวิธีดูแลมือแบบประหยัดซะงั้น! ก็แหมไม่อยากให้สาวๆเปลืองเงินนี่คะ อันนี้เหมาะกับช่วงมีเงิน ราคี เอ้ย! ราศีจับ!! แต่ต้องเขียนถึงค่ะ เพราะ Gardeners Hand Therapy ตัวนี้เค้าฮอตฮิต เข้าขั้นตำนาน จึงต้องนำมาเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์อมตะนิรันดร์กาลค่ะ ^_^

Blog Thai, Thai Blog, Blog ไทย, ผลิตภัณฑ์ดูแลมือ, แฮนด์ครีม, hand cream ยอดนิยม, วิธีดูแลรักษามือ, เคล็ดลับมือเนียนนุ่ม, ครีมทานมือเพื่อมือหยาบกร้าน, ครีมทามือสำหรับคนทำกิจกรรมหนัก, ครีมทามือชนิดเข้มข้น

Comments (3)