Archive | Review

เคล็ดลับหน้าใสๆ เพราะใช้ Makeup Base

เคล็ดลับหน้าใสๆ เพราะใช้ Makeup Base

Posted on 03 November 2005 by Vinegar Girl

เริ่มต้นเดือนใหม่กันด้วยเรื่องหน้าๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าอก หน้าตา หรือ หน้าต่าง! เกี่ยวมั้ยเนี่ย!! – -” เก๊าะดวงตา คือหน้าต่างของหัวจายย งัยหล่ะค่ะ กริ๊ววววววว!! แหวะ!! <— ว้าย! ครายมายืนท้องร้องอยู่แถวนี้คะเนี่ย~!! วันนี้เราจะมารีวิว (review) makeup base กันค่ะ สาวๆที่ยัง งงๆ อยู่ว่าเจ้า makeup base มันคืออารายย
เมคอัพเบส หรือ อีกชื่อว่า color base primer หรือ corrective base ก็คือครีมปรับสภาพผิวที่มีเม็ดสีช่วยในเรื่องการหักเหของแสง เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องสีผิวไม่สม่ำเสมอ รอยแดงจากเส้นเลือด หรือช่วยให้ผิวหน้ากระจ่างใสแลดูมีสุขภาพดีขึ้นสำหรับสาวที่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องริ้วรอยหรือสีผิวบนใบหน้า หรืออย่างบางทีเวลาตัวเองกลับจากเที่ยวทะเล หรือเวลาเครียดจนหน้าตาหมองคล้ำเหมือนโดนของเนี่ย เมคอัพเบสจะช่วยทำให้หน้าดูสว่างขึ้นได้ค่ะ ใช้ทาก่อนแต่งหน้า หรือทาก่อนรองพื้นก็ได้ค่ะ
เอ…สาวๆบางคนคงสงสัยว่าเมคอัพเบส (makeup base) ต่างกับรองพื้นยังไง?ช่ายมั้ยหล่ะคะ สำหรับเมคอัพเบส (makeup base) เนี่ยส่วนใหญ่จะมาในรูปของครีมที่มีสีต่างๆ เพื่อปรับสภาพสีผิวที่เป็นปัญหาบนใบหน้าเหมือนที่บอกไปนะคะ makeup base จะมีหลายสี แล้วแต่ละสีก็ใช้แก้ไขต่างกัน เช่น
สีเขียว : เพื่อช่วยแก้ปัญหาเรื่องรอยแดงจากเส้นเลือดฝอยบนใบหน้า รอยจ้ำแดง หรือรอยแดงจากสิว
สีชมพู – สีม่วง : ช่วยแก้ปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอของส่วนที่หมองคล้ำบนใบหน้า ช่วยทำให้หน้าดูสว่างขึ้น เหมาะกับสาวผิวขาว ถึงผิวสองสี
สีส้ม : ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความหมองคล้ำ ทำให้หน้าสว่างขึ้นค่ะ เหมาะกับสาวผิวคล้ำหน่อย
สีขาว : ช่วยปรับให้สีผิวผ่องใส เรียบเนียน
แต่รองพื้นจะให้คุณสมบัติในการปกปิดริ้วรอย หลุม หรือ ร่องได้ดีกว่าสำหรับสาวที่มีปัญหาเรื่องผิวเป็นริ้วรอยไม่ว่าจากสิวหรือจากวัย และรองพื้นจะทำออกมาในโทนสีผิวเพื่อให้ใกล้เคียงกับสีผิวจริงๆของสาวๆค่ะ เดี๋ยวนี้รองพื้นแบบบางเบามีเยอะนะคะ เอาไว้จะ review ให้ดูกันอีกทีนะคะ
สรุปว่า สำหรับสาวๆที่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องผิวไม่เรียบเนียบเป็นรอยแผลเป็นจากสิวเนี่ย ใช้ makeup base อย่างเดียวก็จะให้ลุคที่ดูเป็นธรรมชาติ (natural look) เหมือนไม่ค่อยแต่งหน้า ส่วนสาวไหนที่ต้องการการปกปิดมากหน่อยก็ใช้เมคอัพเบสก่อนลงรองพื้น ก็จะช่วยเรื่องสีผิว และริ้วรอยได้พร้อมๆกันค่ะ
บอกแล้วค่ะว่า vinegar girl เนี่ยชอบจริ๊งจริงงง อะไรที่ทำให้ดูดีได้ในเวลาอันรวดเร็วเนี่ยตรงคอนเซ็ปค่ะ ปกติเคยใช้ของหลายยี่ห้อ เริ่มจากยี่ห้อ ETUDE ก่อนละกันนะคะ
ETUDE- Mat Finish Base

MAT FINISH BASE by ETUDE for Normal & Combination Skin – สำหรับผิวธรรมดา ถึง ผิวผสม
ราคา : 795 บาท ( ซื้อล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 48 นะคะ )
ขนาด : 40ml / 1.41 FL.OZ.

review : เนื้อครีมค่อนข้างเข้มข้น มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ตัวที่ซื้อมาใช้เป็นสีม่วงนะคะเนื่องจากตัวนี้เหมาะสำหรับผิวธรรมดา – ผิวผสม เนื้อครีมค่อนข้างละเอียด เพราะถึงจะเป็นเนื้อด้าน (mat) แต่ก็เกลี่ยง่าย ( ต้องเกลี่ยดีๆหน่อย ไม่งั้นมันจะเป็นคราบตามร่องจมูก หรือตามไรผมนะคะ ) พอทาปุ๊บ หน้าจะสว่างขึ้นมาทันที คือสีของเนื้อครีมจะปรับให้สีผิวดูขาวสว่างขึ้นประมาณ 1 เฉด แต่ไม่ได้ถึงขนาดดูหน้าลอยขึ้นมานะคะ ถือว่าใช้ได้ดีทีเดียว ลองดูทั้งวันหน้าก็ยังดูสว่างอยู่ และเนื้อครีมไม่ทำให้หน้ามันด้วย เลยทำให้แต่งหน้าติดทนนานขึ้นค่ะ สำหรับคนที่หน้าไม่มันมาก จะถือว่า Mat Finish Base ของ Etude ตัวนี้ใช้ได้ดี และราคาไม่แพง เมื่อเทียบกับ makeup base ยี่ห้ออื่นๆนะคะ คุ้มค่าแน่ๆค่ะ
ตัวเองเป็นคนหน้ามันง่ายตรงทีโซน (t-zone) จึงต้องซับก่อนแล้วค่อยเติมแป้ง ไม่งั้นบางทีเนื้อแป้ง + น้ำมัน + เนื้อครีมบนผิวหน้า อาจทำให้เกิดรอยคราบขาวๆ ขึ้นได้ค่ะ
ข้อควรระวัง คือ ไม่ควรใช้เยอะนะคะ ปั๊มซัก 2 ครั้งแล้วค่อยๆเกลี่ยดูก่อน น่าจะทั่วทั้งหน้าแล้วนะคะ ไม่ต้องกลัวไม่ขาว ไม่เด้งค่ะ เพราะมากเกินไปก็อาจทำให้มีคราบขาวเมื่อเวลาพักเที่ยง หรือหน้าตาขาววอกเป็นผีญี่ปุ่นได้ค่ะ
จากหลายๆ ความคิดเห็น เท่าที่สอบถามจากคนรอบๆข้างที่ได้ใช้ Mat Finish Base ของ Etude ตัวนี้นะคะผลออกมาว่า สาวๆพอใจกันค่อนข้างมาก ไม่เกิดอาการแพ้ ระคายเคือง หรือเกิดสิวแต่อย่างใด (แต่ตัวเอง และสาวๆรอบข้างนี่อาการหน้าด้าน เอ้ย! หน้าสามารถทนทานกับผลิตภัณฑ์ได้ค่อนข้างมากค่ะ) ทางที่ดีสาวๆที่แพ้ง่ายควรไปที่เคาน์เตอร์ Etude แล้วขอทดสอบกับท้องแขน ทิ้งไว้ซัก 1 คืน ถ้าไม่แดง ไม่คันก็น่าจะโอเคแล้วค่ะ และที่สำคัญใช้ตัวนี้ไม่ทำให้หน้ามันแน่นอนค่ะ ผิวดูใสและสว่างขึ้นด้วย และทุกคนค่อนข้างพึงพอใจกับราคา เพราะขวดนึงก็ใช้ได้นานนะคะ เสียอย่างเดียวที่เนื้อครีมตัวนี้ไม่ได้ผสมสารกันแดด ไม่งั้นขวดเดียวอยู่จริงๆค่ะ (ไว้เดี๋ยวมี makeup base แบบที่มีสารกันแดดมา review ให้ดูกันนะคะ)
Rate : ข้อละ 2 คะแนน เต็ม 10 คะแนน นะคะ
เนื้อครีมเกลี่ยง่าย : 1
ใช้แล้วหน้าไม่มัน : 2
ช่วยทำให้หน้าสว่างขึ้น : 2
ไม่ทิ้งคราบขาว : 1
ความคุ้มค่ากับราคา : 2
คะแนนรวม 8/10 คะแนน

บล็อกไทย, Thai Blog, Makeup Base Review, Etude, วิจารณ์เมคอัพเบส

Comments (26)

มาสคาร่า..มากันทั้งกรุ

มาสคาร่า..มากันทั้งกรุ

Posted on 06 October 2005 by Vinegar Girl

ได้เวลา review Mascara ที่ใช้อยู่ ณ เวลานี้นะคะ ต้องขออภัยที่รายละเอียดเรื่องราคาไม่ครบถ้วน เพราะจำราคาที่ถูกต้องไม่ได้ตอนซื้อค่ะ อ้ะ อ้ะ!! อย่าเพิ่งหาว่าแก่นะคะ อันนี้เป็น review ฉบับ trial ค่ะ เอาไว้แก้ตัวใหม่กับ make up อื่นๆ นะคะ
เริ่มจากราคา ย่อมเยาว์ ราคาประมาณ 200 – 400 บาทกันก่อนค่ะ มาสคาร่าในกลุ่มนี้ทั้งหมดเป็นแบบกันน้ำค่ะ

Maybelline-Lash Expansion

  • Maybelline รุ่น Lash Expansion ค่ะรุ่นนี้ออกมาซักพักแล้วค่ะ ตั้งแต่รุ่นที่มี base coat ยังไม่ออกแหน่ะค่ะ ตัวที่ใช้เป็น waterproof เป็นแท่งสีฟ้า รุ่นนี้ทาง Maybelline บอกว่า ช่วยทำให้ ขนตา หนา และ ยาวขึ้น เอกลักษณ์เฉพาะของ Maybelline ที่ขนแปรงออกแบบพิเศษ ปัดทั่วถึงตั้งแต่โคนจรดปลายเส้นเลยหล่ะค่ะ (ดูเป็น script โฆษณาไปมั้ยคะเนี่ย! ฮ่า ฮ่า ฮ่า)
  • Review : mascara ตัวนี้พอใช้ได้ ณ เวลาที่ยังไม่มีเจ้าต่อขนตายาว ตัวอื่นๆคลอดออกมา ปัดแล้ว ขนตายาวขึ้น ดูเข้มขึ้นค่ะ แต่ติดที่ว่า เนื้อ mascara แห้งไปนี้ดดดดดสสส์นึงค่ะ ถ้าปัดรอบ 2 ต้องระวังเรื่องขนตา ติดกันเป็นกระจุกค่ะ เวลาล้างออกจะค่อนข้างยากหน่อย สำหรับคนขี้เกียจอย่างเรา เป็นเพราะรุ่นที่ใช้ เป็น waterproof ด้วยค่ะ ต้องใช้พวก eye makeup remover ช่วยจะง่ายขึ้นค่ะ
  • คะแนนเต็ม 10 แบ่งออกเป็นข้อๆละ 2.5 ค่ะ (แต่รายละเอียดของ ข้อสุดท้ายจะต่างกันในกลุ่มของ มาสคาร่ากันน้ำ และ ไม่กันน้ำค่ะ)

  • ความยาว : 2
  • ความหนา : 2
  • ไม่จับเป็นก้อน และขนตาไม่เกาะกันเป็นกระจุก : 0.8
  • ล้างออกง่าย : 1
  • คะแนนรวม : 5.8

Maybelline - Full \
Maybelline รุ่น FULL ‘N SOFT รุ่นนี้ออกมานานกว่า รุ่น Lash Expansion ค่ะ ที่วางขาย ก็มีทั้งแบบกันน้ำ และไม่กันน้ำค่ะ แต่ที่ทดสอบเป็นแบบกันน้ำ ตามประสาคนเป็นโรคกลัวน้ำ!! (ฝน) อีกเช่นเคยค่ะ ^_^
Review : ตัวนี้ชอบตรงที่เป็นไปได้แบบชื่อรุ่นเลยค่ะ คือ ขนตา ดูเต็ม และ นุ่มจริงๆ แต่ไม่ตอบโจทย์สาวที่ต้องการขนตายาวขึ้นแบบเห็นเป็นเส้นขนตาขึ้นมานะคะ เหมาะกับสาวที่ขนตาค่อนข้างยาวอยู่แล้ว ปัดไปเนี่ย ช่วงโคนขนตาดูเต็ม สวยซึ้งค่ะ และที่สำคัญคือ ลักษณะขนตาดูนุ่มเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ดูแข็งๆ ทื่อๆ เหมือนอะไรมาพอกหนาๆ ไว้ ถือว่าคุณภาพคุ้มราคาค่ะ เรื่องล้างออกก็ไม่ยากเท่าไหร่นะคะ แต่รุ่นนี้ ออกมานานแล้ว อาจไม่เหมาะกับสาวๆที่ต้องการทั้งยาวทั้งหนา!! ขนตา ค่ะ ขนตา…อย่าคิดมาก.ก.ก..ก ปัดตัวนี้สวยเด้งทั้งวันค่ะ

  • ความยาว : 1.5
  • ความหนา : 2
  • ไม่จับเป็นก้อน และขนตาไม่เกาะกันเป็นกระจุก : 2
  • ล้างออกง่าย : 1.5
  • คะแนนรวม : 7
  • ปล. (ย่อจาก ปุ๊บปั๊บ อยากเล่า!!) คืองี้ค่ะ เกิดนึกถึงตอนเรียนมหา’ลัย ขึ้นมา จำได้ว่า mascara ของ Maybelline รุ่นที่ช้อบบชอบบ คือ รุ่นที่ปรับระดับความหนาได้ รุ่นนั้นดีมั่กๆ คือวันนี้ขนตาอยากบาง อยากหนา ปรับเอาจากขวดได้เลย ถ้าเพื่อนๆคนไหนเกิดทัน! แหม ไม่นานขนาดน้านนนน…คิดว่า คงได้ใช้กันบ้างนะคะ)

    L\
    L’OREAL รุ่น Double Extension รูปไม่ตรงกับหน้าตา product จริงๆนะคะ เนื่องจากกล้องไม่อยู่ รูปนี้ไปเอาจาก site ของ L’OREAL มาค่ะ
    หน้าตาที่ขายในเมืองไทย เป็นแท่งสีขาว ฟ้า แบบนี้ถ้าเป็นชนิดกันน้ำนะคะ แท่งจะมีส่วนเว้าส่วนโค้ง ไม่ตรงๆ เหมือนของ US ค่ะ (ของ US เค้าจะชื่อรุ่น Double Extend ค่ะ) พลิกๆ ดูที่แท่ง mascara เหลือบไปเห็น “Fortifying Extending Mascara with Ceramide R” อ่านว่า โฟร์ตี้โฟร์ตี่โฟ่ร์ตี้ไฟฟฟฟฟ์ ไม่ใช่แล้น!! แปลแบบ งูๆ ปลาๆ ได้ความว่า มาสคาร่ารุ่นนี้มี เซราไมด์ อาร์ (คนละสูตรกะ คารามายด์ นะคะ) ที่จะช่วยต่อขนตาให้ยาวเป็นแพ….โดยใช้ด้านที่เป็น base coat ปัดก่อน แล้วตามด้วยด้านสีดำ อ่ะมาลองกันเลยค่ะ
    Review : พอลองแล้ว ของเค้า “ยาวจริงๆค่ะ!!” base coat ทำหน้าที่ต่อขนตาออกไปให้ยาว พอปัด mascara ทับก็จะได้ขนตาที่ดูยาว และสีเข้มค่ะ คือเนื้อ mascara จะจับเป็นเส้นกับขนตาที่ยาวขึ้นไป ไม่ได้ทำให้ขนตาหนา แต่สีที่เข้มๆ ก็ทำให้ดูหนาได้เหมือนกันค่ะ (เอ่อ…. – -” งง กันมั้ยคะเนี่ย?!) สรุปว่า เนื้อ mascara ดีที่ไม่กระจุก หรือ จับกันเป็นก้อน ปกติตัวเองจะไม่ค่อยใช้ base coat แค่ตัวมาสคาร่าอย่างเดียวก็ทำให้ขนตายาวขึ้นได้ค่ะ แล้วเรียงเส้นสวย ปัดตัวนี้ตาจะดูกลมโต ขนตาเด้งไม่มีตก เช้าจรดเย็น ยันดึกแน่นอนค่ะ
    ข้อควรระวัง ควรปัด base coat แค่รอบเดียว หรือ ปัดย้ำแค่ช่วงปลาย เพราะถ้าปัดมาสคาร่าทับไม่ดี จะกลายเป็นนางพญาขนตาขาว ได้ค่ะ

  • ความยาว : 2.5
  • ความหนา : 2
  • ไม่จับเป็นก้อน และขนตาไม่เกาะกันเป็นกระจุก : 2
  • ล้างออกง่าย : 1
  • คะแนนรวม : 7.5
  • มากันที่ mascara รุ่นแพงขึ้นมาหน่อย ราคาตั้งแต่ 700 – 1,500 บาท ในกลุ่มนี้ทั้งหมดเป็นแบบไม่กันน้ำนะคะBobbi Brown - Everything Mascara
    Bobbi Brown รุ่น Everything Mascara
    Review : ตัวนี้เหมาะกับคนที่ต้องการขนตาแบบดูธรรมชาติมั่กๆค่ะ ปัดแล้วไม่ได้เด้งขึ้นมาผิดหูผิดตา ไม่ค่อยช่วยเรื่องความยาว หรือความหนามากนัก แต่จะทำให้ดูใสๆ เป็นธรรมชาติ เหมือนไม่ได้ปัด ด้วยเนื้อที่เบามาก ปัดแล้วไม่รู้สึกหนา หรือ หนัก การเรียงเส้นสวย ไม่จับเป็นก้อนค่ะ ถ้าต้องการให้เข้มขึ้นต้องปัด 2-3 รอบค่ะ

  • ความยาว : 1.3
  • ความหนา : 1.3
  • ไม่จับเป็นก้อน และขนตาไม่เกาะกันเป็นกระจุก : 2
  • ใต้ตายังไม่เป็นแรคคูน หลังจากผ่านช่วงบ่ายของวัน : 2
  • คะแนนรวม : 6.6
  • DIORSHOW
    Christian Dior รุ่น DIORSHOW
    Review : mascara ตัวนี้ Dior บอกว่า เป็น mascara ที่ทำให้ขนตางามอลังการ (เหมือนใส่ขนตาปลอม) ราวกับเพิ่งเดินออกมาจาก catwalk ค่ะ สาวเปรี้ยวอย่างเรา มีรึจะพลาด!! ฮ่า ฮ่า!!! ได้ลองแล้วปัดครั้งแรกก็เด้งเลยค่ะ เด้งด้วยสีเนื้อ mascara เข้ม ทำให้ขนตาโดนเด่นในครั้งแรกของการปัด ใครที่อยากได้ขนตาหนาๆ เป็นแพ ดูเต็มๆ ต้องอันนี้เลยค่ะ ถ้าปัดหลายๆรอบ ต้องระวัง เรื่องการจับตัวเป็นก้อน แต่อันนี้เป็นแค่ก้อนเล็กๆ ที่ปลายขนตาค่ะ ไม่ต้องตกใจ (ที่บอกมา เพราะกลัวไม่เนียนนค้า…) แก้โดยใช้หวีแปรงขนตา จะช่วยให้เส้นปลายขนตาเรียวเล็กลงค่ะ ด้วยความที่เป็น mascara ที่เพิ่มความหนา อาจทำให้รู้สึกหนักนิดหน่อย และ ผ่านไปครึ่งวัน ขนตาที่งอนเด้ง อาจเริ่มหมดแรงเด้ง มีตกบ้างเล็กน้อยค่ะ แนะนำว่า ถ้าปัดไปงานกลางคืน นี่เกิดแน่ๆ ค่ะ
    ข้อควรระวัง : สำหรับสาวใช้ครีมรอบดวงตาที่ค่อนข้างมัน สาวที่ใส่ contact lenses แล้วหยอดตาบ่อยๆ หรือ สาวๆ ที่คิดว่าจะออกไปดูหนังเศร้า ควรปัดแต่น้อย หรือ หลีกเลี่ยง เพราะค่อนข้างเลอะง่ายนะคะ

  • ความยาว : 2
  • ความหนา : 2.5
  • ไม่จับเป็นก้อน และขนตาไม่เกาะกันเป็นกระจุก : 1.8
  • ใต้ตายังไม่เป็นแรคคูน หลังจากผ่านช่วงบ่ายของวัน : 1.5
  • คะแนนรวม : 7.8
  • Estee Lauder - Magna Scopic
    Estee Lauder รุ่น MagnaScopic
    Review : mascara ตัวนี้นับว่าดีมากกกกค่ะ เพราะเนื้อจับขนตาเรียงตัวกันเป็นเส้นสวยแบบเส้นต่อเส้น เม็ดสีที่แน่น ดูคมชัด ให้ความรู้สึกที่หนาขึ้นด้วย เนื้อ mascara ไม่แห้งทำให้การปัดลื่นตั้งแต่โคนจดปลายขนตา ไม่มีปัญหาเรื่อง การเกาะเป็นก้อนเล็กๆ ทำให้เส้นขนตาดูสวยมากๆค่ะ นอกจากนี้ได้ความรู้สึกว่ายังคงความนุ่มของขนตาไว้อีกด้วย รู้สึกชอบมากๆ เพราะเคยได้ sample มาลองแล้วติดใจจนต้องไปหาซื้อมาจนได้ค่ะ ^_^ และเพิ่งได้ทราบว่า MagnaScopic ได้รับรางวัล 2004 C.E.W. Award Best Eye Makeup
    จำไม่ได้ว่า MagnaScopic ของ Estee ออกมาก่อน Hypnose ของ Lancome รึเปล่า (แต่คิดว่าออกมาก่อนนิดหน่อยนะคะ) เพราะตัว เพิ่ม volume รุ่น Hypnose ของ Lancome ก็มีคุณสมบัติคล้ายกันมากค่ะ แต่ยังไม่ได้ลอง Lancome นะคะ เลย เปรียบเทียบไม่ถูก ไว้ลองเมื่อไหร่แล้วจะมาเล่าให้ฟังค่ะ ( น้องสาวสุดสวย ช่วยส่ง link ของ C.E.W. มาให้ ย่อมาจาก Cosmetic Executive Women, Inc. เป็นองค์ไม่แสวงหากำไรค่ะ อยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม click ไปอ่านเลยค่ะ)

  • ความยาว : 2
  • ความหนา : 2.3
  • ไม่จับเป็นก้อน และขนตาไม่เกาะกันเป็นกระจุก : 2.5
  • ใต้ตายังไม่เป็นแรคคูน หลังจากผ่านช่วงบ่ายของวัน : 2
  • คะแนนรวม : 8.8
  • Tag : : : :

    Comments (8)

    ถึงเวลาขนตางอนเด้ง..เช้งวับ!

    ถึงเวลาขนตางอนเด้ง..เช้งวับ!

    Posted on 06 October 2005 by Vinegar Girl

    หลังจากได้คิ้วสวยกันไปถ้วนหน้าแล้ว ถึงเวลาตาสวยบาด พิฆาตใจหนุ่มๆ เหมือนน้อง Lindsay Lohan กันค่ะ

    Lindsay Lohan

    การแต่งตาที่ง่าย ช่วยให้ดูดีได้ในเวลาอันรวดเร็ว ก็คือ การปัดมาสคาร่า นั่นเองค่ะ แต่ก่อนปัดมาสคาร่า ต้องดัดขนตากันก่อนนะคะ
    ข้อแนะนำส่วนตัวคือ ควรจะมีที่ดัดขนตาดีๆ ไว้ซักอัน และ brand ยอดนิยม ของผู้หญิงเอเชีย คือ shu uemura วิธีดัดให้สวยคือ ค่อยๆ ดัดไล่ตั้งแต่โคน ถึง ปลายขนตา จะงอนงามพอดี๊พอดีค่ะ หลังจากนั้นก็ลงมือปัดมาสคาร่ากันเลยค่ะ ใครมีอะไร งัดออกมาใช้ให้หมด ไม่ว่าจะเป็นแบบที่ทั้งต่อความยาว แบบ 360 องศายาวกันให้ถึงคิ้ว กันน้ำเพิ่มความหนาแบบชนิดพายุมา ใต้ตาก็ไม่เปียก แฮ่ๆ ล้อเล่นค่ะ ถ้าต้องการให้หนาขึ้นก็ปัดทับ 2-3 ครั้ง แต่ต้องรอให้ปัดรอบแรกแห้งก่อนนะคะ แล้วถึงปัดทับได้ ไม่งั้น ขนตาจับเป็นก้อน เป็นกระจุกค่ะ ยี่ห้อที่ใช้ก็ราคาไม่แพงค่ะ ใช้ของ Maybelline และ L’oreal เนื่องจากเปลี่ยน mascara ค่อนข้างบ่อย เพราะเคยอ่านเจอในแมกกาซีนความงามว่า ควรเปลี่ยน mascara ทุกๆ 3 เดือนเพื่อสุขภาพตาที่ดี แต่เราไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ เพราะมันเป็นการทำให้สุขภาพของกระเป๋าเงินผอมบาง…และแฟ่บ แต่ตัวเองใช้การสังเกตุดูว่า ถ้าเปิด mascara แล้วมันไม่ดังป๊อกก!! แล้วเนี่ย ก็สมควรทิ้งได้แล้วค่ะ เพราะอากาศเข้าไปเยอะแล้ว แถมปัดไม่ค่อยสวยแล้วนะคะ ไหนๆ ก็เขียนเรื่อง mascara แล้ว ช่วงท้ายมา review mascara กันดีกว่า

    Lash Set

    ส่วนสาวๆ ที่ขนตาบาง ตก สั้น ปัดแล้วปัดอีก ก็ยังไม่สวยได้ดั่งใจ ตอนนี้ก็ฮอตฮิตกับการติดขนตาปลอม ทั้งแบบชั่วคราว และ ถาวร (แต่น่าจะอยู่ได้แค่ 3 เดือนนะคะ) อันนี้ไม่มีประสบการณ์ตรงนะคะ ถ้าเพื่อนๆคนไหนเคยลองแล้ว ได้ผลเป็นยังไง ต้องรบกวน comments มาบอกกันด้วยนะคะ
    ถ้าอยากให้ดวงตาสวยซึ้ง เย้ายวนมากขึ้น ก็เขียนขอบตาด้วย eyeliner ก่อนปัด mascara ค่ะ เขียนเริ่มจากกึ่งกลางตาดำ เพื่อ look ที่ไม่ดูดุ หรือ เข้มจนเกินไปค่ะ การเขียน eyeliner นี่ต้องอาศัยการฝึกฝนวิทยายุทธเหมือนกันค่ะ เดี๋ยวมาดูกันค่ะ ว่าใครเหมาะกับกระบวนท่าอะไร และ ใครที่บรรลุวิทยายุทธขั้นสูงสุดกันแล้ว

    • กระบวนท่าสำหรับศิษย์ผู้น้อง อาวุธคู่กาย คือ ดินสอ ค่ะ เขียนง่าย ไม่ทำให้ท้อแท้…แอ้ แอ้ ซึ่งศิษย์ผู้พี่ ก็ใช้ได้ เพราะ look ออกมาเป็นธรรมชาติ เพราะเนื้อดินสอ ไม่ดูหนักจนเกินไป
    • กระบวนท่าสำหรับศิษย์ผู้พี่ มีอาวุธคู่กาย คือ ปากกาให้สีที่เข้ม คมชัดขั้นค่ะ
    • กระบวนท่าสำหรับปรมาจารย์ อาวุธคู่กาย คือ พู่กัน ค่ะ เพราะพู่กันที่อ่อน ทำให้การ control เส้นยากกนิดดสสส์นึง มีทั้ง liner แบบน้ำ ที่มีหัวพู่กัน (อันนี้น่าจะยากสุด เพราะน้ำแห้งช้าด้วยค่ะ) ส่วน Crame liner หรือ Gel liner ที่มาเป็นกระปุกๆ เหมือนในรูป เป็นของ Stila หรืออีกยี่ห้อที่นิยม คือ Bobbi Brown แบบนี้ต้องซื้อพู่กันต่างหาก ค่ะ
      ขอให้ฝึกกระบวนเพลงยุทธให้แก่กล้านะคะ จะได้สวยกันถ้วนหน้า ^_^

    Tag : : :

    Comments (5)