Archive | Review

Tags: ,

Lamer Treatment – The Eye Balm Intense

Posted on 31 October 2010 by Vinegar Girl

จากครั้งที่แล้ว ที่วีนิก้าเกิร์ลได้บรรยายส่วนผสมที่ล้ำสุดๆ ของ Lamer The Eye Balm Intense ไปแล้ว วันนี้นำภาพของการทำทรีตเม้นท์จากลาแมร์มาฝากค่ะ

vinegargirl_Lamer_set1vinegargirl_Lamer_set2เหล่านี้คือโฉมหน้าผู้พิทักษ์ผิวของวีนิก้าเกิร์ลจาก Lamer (ลาแมร์) ค่ะ เรียงจากซ้ายไปขวา ตามลำดับการทำทรีตเม้นท์เลยนะคะ

  1. Cleansing Lotion : ก่อนทำทรีตเมันท์ เราก็ต้องเช็ดเครื่องสำอางออกจากใบหน้าด้วย cleansing lotion กันก่อนค่ะ วีนิก้าเกิร์ลเองก็แต่งหน้ามา พร้อมด้วยครีมกันแดด ตัวนี้ก็สามารถทำความสะอาดได้หมดจดค่ะ
  2. The Refining Facial : ด้วยผิวที่หมองคล้ำ มีปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ พร้อมรอยดำจากสิว (ครบทุกประเภทของความโทรมเลยค่ะ 5555) Therapist เลยรีบจัดสครับเพื่อขจัดเซลที่เสื่อมสภาพให้เป็นการด่วนค่ะ ซึ่ง The Refining Facial ตัวนี้มีความพิเศษที่วีนิก้าเกิร์ลชอบมากๆ คือมีตัวขัดผิวเป็นผงเพชรค่ะ นอกจากตัวผงเพชรที่ทำให้รู้สึกอลังการแล้ว เนื้อละเอียดมากๆ ไม่ระคายเคืองผิวเลยค่ะ ต้องบอกว่าติดใจตัวนี้มากๆ เลยหล่ะค่ะ
  3. The Whitening Lotion : หลังจากสครับกันไปเรียบร้อย แล้วก็ต้องเตรียมผิวให้พร้อมในการบำรุงขั้นต่อไป ด้วยโทนเนอร์ตัวนี้ ที่ช่วยลดปัญหาจุดด่างดำค่ะ
  4. The Blanc de la Mer Infusion : เป็นพรีเซรั่ม ที่ช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ค่ะ
  5. The Whitening Essence : มาถึงเซรั่มสุดเข้มข้นที่ Therapist ช่วยเน้นขั้นตอนนี้ให้วีนิก้าเกิร์ลค่ะ ด้วยผิวหน้าหมองคล้ำซะเหลือเกิน เซรั่มตัวนี้ช่วยลดเลือนความหมองคล้ำ ช่วยทำให้ผิวดูกระจ่างใสยิ่งขึ้นค่ะ
  6. The Concentrate : จากนั้นก็นวดกดจุดบนผิวหน้าด้วย The Concentrate หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ถูกกล่าวขวัญถึงเป็นอย่างมากของลาแมร์ค่ะ ช่วยฟื้นฟูผิว ลดอาการระคายเคืองของผิว ตัวนี้ที่ช่วยฟื้นฟูผิวที่เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ และรอยแผลต่างๆค่ะ
  7. The Eye Balm Intense : หนึ่งในนางเอกของการทำทรีตเม้นท์วันนี้ค่ะ นวดกดจุดบริเวณผิวรอบดวงตา ด้วย Silver – Tipped Applicator ค่ะ ช่วยให้ผิวรอบดวงตาที่เหนื่อยล้าของวีนิก้าเกิร์ล ดูดีขึ้นมาทันตาเห็นค่ะ จุดเด่นคือลดอาการบวมบริเวณใต้ตา และช่วยลดรอยหมองคล้ำได้ด้วยค่ะ
  8. The Moisturizing Lotion : ครีมบำรุงผิวสำหรับ ผิวผสม – ผิวแห้ง จริงๆ แล้วเป็นคนผิวผสมค่ะ ก่อนหน้านี้มีได้ไปทำเลเซอร์มาบ้าง แต่ไม่ค่อยได้ดูแลผิว จริงทำให้ผิวดูแห้งมากๆ ค่ะ Therapist เลยเลือกครีมบำรุงผิวตัวนี้ให้ค่ะ
  9. The SPF 30 UV Protecting Fluid : แน่นอนค่ะ แสงแดดสามารถทำร้ายผิวของเราได้ ต้องลงครีมกันแดดกันหน่อย ตัวนี้เนื้อเบาๆ ค่ะ ไม่รู้สึกเหนอะหนะหน้ามากเท่าไหร่ค่ะ
  10. The Lip Balm : ใกล้เสร็จแล้วก็บำรุงริมฝีปากกันหน่อยค่ะ ชุ่มชื่นและรู้สึกว่าผิวริมฝีปากนุ่มขึ้นด้วยค่ะ
  11. The Mist : ขั้นตอนสุดท้ายสเปรย์น้ำแร่บนผิวหน้า เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว และกลิ่นหอมอ่อนยิ่งทำให้รู้สึกสดชื่นค่ะ

vinegargirl_LaMer_t02

เมื่อจบขั้นตอนการทรีตเม้นท์ therapist สุดสวยของเราก็ช่วยลงแป้งฝุ่นเนื้อละเอียดบางเบา แต่ทำให้ผิวหน้าดูกระจ่างใสขึ้นมาทันทีค่ะ พร้อมปัดแก้มอ่อนๆ เท่านี้เองค่ะ แต่ผิวดูกระจ่างใสมากๆ จุดด่างดำและสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอดูจางลงอย่างเห็นได้ชัดค่ะ พิเศษสุดๆ คือผิวชุ่มชื่นขึ้นมากเลยค่ะ จากก่อนหน้านี้หน้าแห้งช่วยใต้ตาและข้างแก้ม พอทรีตเม้นท์เสร็จแก้มใสเลยค่ะ ^_^

vinegargirl_Lamer_treatment

ขอเก็บรูปเป็นที่ระลึก ได้มีโอกาสเจอกับน้องบีที่น่ารักจาก Beyond Jealous และ คุณฟลุค จาก alwaysfluke

น้องบีเป็นสาวผิวดี หน้าใสไม่มีปัญหาอยู่แล้วค่ะ ถ้าเทียบกับตัวเอง จะโดดเด้งเห็นผลชัดเจนมาก เพราะหน้าแย่ แต่ลาแมร์ช่วยได้ค่ะ ^_^  ส่วนคุณฟลุคตามมาสมทบในช่วงท้าย เป็นคนที่ช่วยคอนเฟิร์ม before & after ของวีินิก้าเกิร์ลค่ะ คุณฟลุคถึงกับออกปากว่าผิวดูดีขึ้นมากๆๆๆ ค่ะ  5555

ช่วงนี้กรุงเทพฯ อากาศเย็นพอดีค่ะ ยังไงก็ฝากสาวๆ ทุกคนดูแลสุขภาพ และก็อย่าลืมดูแลผิวเป็นพิเศษด้วยนะค๊าาาา ^_^

Comments (1)

NIVEA White Extra Cell Repair 5 in 1 Day Cream – Review

Posted on 05 July 2008 by Vinegar Girl

ก่อนอื่น ต้องขอบคุณแฟนๆ ทั้งหลาย อีกครั้ง จริงๆ จะตอบไปใน comment ของเรื่องนั้นๆ แต่ขอยกมาตรงนี้อีกที กลัวน้องๆ ไม่เห็นค่ะ ไม่ว่าจะเป็น น้อง bess* น้อง Opal น้องหมูนุ่ม – เดี๋ยวพี่อ้อม จะยืดอกพกร่ม และพกถุง (ผ้า) ไปพร้อมๆ กันค่ะ น้อง zeaRene สูทบางร้านที่ตัด ราคาใกล้เคียงกับสูทซื้อ เหมือนกันค่ะ ^_^ และคุณ fruitySalad ที่จะส่งของมา ขอบคุณมากๆเลยค่ะ เกรงใจมากๆ ค่ะ เดี๋ยวจะลำบากหน่ะค่ะ เกรงใจจริงๆค่ะ

ช่วงนี้รีวิว เป็นอะไรที่ทำง่าย และทำได้รวดเร็วค่ะ เพราะฉะนั้น สาวๆ อาจได้อ่าน รีวิว จากวินีก้าเกิร์ลกันเยอะนิดนึงค่ะ เพิ่งจะรีวิวครีมกันแดดไปด้านล่างค่ะ เพราะเรื่องนั้น stock ไว้แล้ว กลัวสาวๆ จะไม่เห็น เลยเอาอีก 1 รีวิว ขึ้นมา feature ด้วยค่ะ

คราวที่แล้วที่รีวิวไป ก็จะีมี ครีมกันแดดสำหรับผิวกาย ของนีเวีย ที่ใช้อยู่เป็นประจำนะคะ ใช้มาหลาย (สิบ) ปี ก่อนที่จะมาเป็นท่านสปอนเซอร์ในวันนี้ค่ะ แฮ่ๆ และท่านสปอนเซอร์ใจดี ก็ ได้ส่ง Nivea Visage White Extra Cell Repair 5 in 1 หรือ นีเวีย วิซาจ ไวท์ เอ็กซ์ตร้า เซลล์ รีแพร์ (5 คุณสมบัติใน 1 กระปุก  อันนี้แปลเองค่ะ) มาให้วีนิก้าเกิร์ล ได้ทดลองใช้ด้วยค่ะ ช่วงนี้เลยแอบรีวิว กันให้ชม เพราะทั่นสปอนเซอร์ ไม่อยู่ในช่วงนี้ จะได้รีิวิวได้ แบบไม่เกรงจายยย ฮ่าๆๆๆๆ เอิ้ก

nivea-visage-white-extra-cell-repair.jpg

เมื่อก่อนดูโฆษณา น้ำยาปรับผ้านุ่ม พร้อมกับประโยคฮิต ที่ลูกชายพูดกับคุณแม่ว่า “เมื่อนับข้อดีได้ 5 ข้อแล้ว ก็ตกลงใจใช้…..ได้แล้วครับ!” (หลายคนทำหน้างุนงง เกิดไม่ทัน?!) ไม่เป็นไรค่ะ ฮ่าๆๆ (เศร้าใจในมุข ตอกย้ำอายุขัย ของตัวเอง) ที่ต้องการจะบอก เพราะเห็นเค้า 5 in 1 อิชั้นก็โรคจิต เลยต้องรีบพลิกดูว่า 5 ใน 1 เนี่ย มันเร้าจายกว่า 2 รุม 1 อุ้ย! 2 ใน 1 ตรงไหน? แหม พิมพ์ผิดอีกแล้วค่ะ คริๆๆๆ

มาดูคุณสมบัติของ นีเวีย วิซาจ ไวท์ เอ็กซ์ตร้า เซลล์ รีแพร์ กันก่อนค่ะ เค้าบอกว่า
เพื่อผิวกลับรู้สึกแข็งแรงกระจ่างใส ไม่ไวต่อแดด 5 ใน 1 เดียว

1. ผิวดูขาวอย่างเป็นธรรมชาติ
2. จุดด่างดำดูจางลง
3. สีผิวดูสม่ำเสมอ
4. ผิวกระชับเนียนนุ่มชุ่มชื่น
5. ปกป้องผิวจากแสงแดด ไม่ให้กลับมาคล้ำเสียอีก

nivea-visage-white-ex-cell-re.jpg

เห็นคุณสมบัติมากมายขนาดนี้ แอนด์ โดนใจตรง “ไม่ไวต่อแดด” นี่หล่ะค่ะ เลยต้องลองหน่อย อิอิ (แหม ก็ท่านให้มาฟรี เลยกระดี้กระด๊า รีบใช้ อิอิ)

เป็น ไวเทนนิ่งครีม ที่ผสมสารป้องกันแดด ที่ออกแบบมาเฉพาะ เพื่อคนที่ผิวไวต่อแดด และคล้ำเสียง่ายค่ะ และเนื้อครีมอนุภาคเล็กขนาดไมโคร (อยากจะเล่นมุขต่อ ว่าถ้าขนาดแม๊คโคร ก็เข้าไปเดินซื้อของใช้ได้ อ้าว! คิดดังออกมาเป็นวงเล็บเลย แฮ่ๆ) เข้าเรื่องต่อค่ะ ว่ามีส่วนผสมของ

  • Soy Extract สารสกัดจากถั่วเหลือง เห็นคำนี้ ก็โดนอีกค่ะ เพราะเคยเอาสูตรพอกผิว จากถั่วเหลืองมาให้อ่านกันไปแล้ว และเจ้าถั่วเหลือง นี่ก็เพื่อผิวขาวกระจ่างใส จริงๆ ค่ะ
  • ยังไม่พอค่ะ มี White Vitamin Active ที่ช่วยฟื้นฟูผิวคล้ำเสีย ลึกถึงชั้นเซลล์ผิว ให้ผิวกลับรู้สึกแข็งแรง กระจ่างใส ไม่ไวต่อแดดค่ะ
  • Licorice Extract เจ้าตัวนี้ คิดว่าหลายคนที่ใช้พวก ไวเทนนิ่ง คงรู้จักกันดี เพราะเค้าช่วยลดเลือนจุดด่างดำ ทั้งหลายค่ะ

รีวิว :

nivea-visage-white-ex-cell-re-2.jpg
หลังจากเปิดฝากระปุกออก ก็เจอฟอล์ยอีกชั้นนึง (บรรยายละเอียดไปไหมคะ 555)

เมื่อฉีกฟอล์ยออก ก็รีบสูดดมทันที (อันนี้ยังอยู่ในการรีวิว นีเวีย วิซาจ ไวท์ เอ็กซ์ตร้า เซลล์ รีแพร์ ค่ะ อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นยาดม)

ด้วยความชอบ (โรคจิต) ส่วนตัว ที่สกินแคร์ที่ใช้ ต้องมาพร้อม รูป รส (อาจเผลอชิมได้ ถ้านอนน้ำลายไหล แล้วซู้ดดดกลับเข้ามาค่ะ อิอิ) “กลิ่น” เสียง ก่อนที่หลายคน จะบอกว่า ยายนี่ ท่าจะบร้า… สกินแคร์ที่ไหนมีเสียง!! ขอบอกว่ามีค่ะ!! ถ้าเราเดินไปในซุปเปอร์มาเก็ต กำลังยืนเงอะๆงะๆ เลือกของอยู่ จู่ๆ ก็มีเสียงพูดกับเราขึ้นมา หันไปมองซ้าย ขวาไม่มีคน ก่อนลุกลี้ลุกลนเตรียมวิ่ง นึกว่าผีหลอก ก็พลันฉลาดเหลือบไปเห็น ป้ายโฆษณา ที่เค้าติดไว้บนชั้นวางสินค้า เค้าพูดกับเรานี่เอง อิอิอิ ไม่ใช่แล้น!! เสียงในที่นี้ วีนิก้าเกิร์ล หมายถึง เสียงชม จากคนรอบข้างค่ะ ว่าเราดูดีขึ้น ผิวดีขึ้น ทำนองนี้!!! (เท่ไหมคะ? ไหลไปได้เรื่อยๆ ผ่านไปครึ่งหน้า ยังเปิดฝากันอยู่เรย 55555)

ก่อนที่ท่านผู้อ่าน จะด่าวีนิก้าเกิร์ลในใจ มาเข้าเรื่องกันต่อค่ะ
กลิ่นของ นีเวีย วิซาจ ไวท์ เอ็กซ์ตร้า เซลล์ รีแพร์ นี้หอมกำลังพอดีค่ะ ไม่ฉุนเกินไปค่ะ เมื่อสัมผัสเนื้อครีมแล้ว รู้สึกเนื้อครีมบางเบาจริงๆ ค่ะ จากนั้นเมื่อทาลงบนผิวหน้า รู้สึกว่า เนื้อครีมซึมซาบเร็วมาก รู้สึกบางเบามากๆ ที่สำคัญไม่เหนอะหนะผิวเลย อันนี้คอนเฟิร์มมากๆ คิดว่าเป็นจุดเด่นของ เนื้อครีมตัวนี้เลยค่ะ เพราะมันช่างซึมไปกับผิว บางเบามากๆ แต่ก็ทำให้หน้าชุ่มชื่น โดยไม่เหนียว เหนอะหนะค่ะ วันที่ใช้วันแรก ลองใช้ตามปกติ คือคู่กับสกินแคร์ตัวอื่นๆ ที่ใช้อยู่ ผ่านไปหลายชั่วโมง เนื้อครีมตัวนี้ ดีกว่าเดย์ครีมที่ใช้อยู่เป็นประจำ เพราะตัวนี้ไม่ทำให้หน้ามันเลยค่ะ จึงอาจจะยืนยันได้ อย่างที่เค้าบอกไว้ในคุณสมบัติว่า เนื้อครีมอนุภาคเล็กขนาดไมโคร และไม่อุดตันรูขุมขนค่ะ แต่ตอนนี้เรื่องไม่อุดตัน ขอเวลาดูไม่สักพักก่อนค่ะ เพราะเพิ่งเริ่มใช้มา ประมาณ 1 อาทิตย์ค่ะ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่ผ่านมา ก็ใช้เดี่ยวๆ ดูค่ะ เพื่อให้เห็นผลกันชัดๆ ไปเรยยย
พอใช้เดี่ยวๆ ก็คอนเฟิร์มได้แน่นอนค่ะ ว่าเนื้อครีมบางเบามากๆ ไม่เหนียวเหนอะหนะผิวจริงๆ ผ่านไปครึ่งวัน หน้าไม่มันง่าย เหมือนเวลาใช้สกินแคร์ตัวอื่นๆ ร่วมด้วยค่ะ เพราะฉะนั้น ใครที่เคยกลัวเรื่อง ทาเดย์ครีมแล้วหน้ามัน อันนี้รับรองได้ค่ะ เหมาะมากกับผู้ที่ต้องการ เดย์ ครีม ที่เนื้อบางเบา และ ไม่มันค่ะ

ผ่านไป 1 สัปดาห์ ด้วยงานที่ต้องออกไปพบลูกค้าในช่วงกลางวัน ทำให้ต้องปะทะกับแสงแดด กันเต็มๆ อยู่แล้ว อย่างที่บอกค่ะ ว่าเห็น คอนเซ็ปต์ ของนีเวีย ที่ว่า ช่วยผิวที่ไวต่อแดด แอนด์ ฟื้นฟูผิวคล้ำเสีย เลยตาโตเป็นไข่ห่าน เพราะบอดี้โลชั่น ก็ใช้ของเค้าอย่างที่บอกอยู่แล้วค่ะ พอมาใช้เดย์ ครีม ตัวนี้ ก็รู้สึกว่า ผิวไม่ดูทรุดโทรมเหมือนเคย แม้ว่าต้องผจญแดดแทบทุกวัน (วันธรรมดา หาลูกค้า ส่วนวันหยุด ต้องตากผ้ากลางแดดค่ะ)

ตอนนี้ เพื่อไม่ให้เป็นการคิดเอง ทำเองคนเดียว เลยจับคนรอบตัว ไม่ว่าหญิง หรือชาย มาร่วมใช้ และช่วยกันสังเกตการณ์ต่อค่ะ ว่าใช้แล้วรู้สึกเป็นยังไง (ส่วนรูป before & after ไม่มีนะคะ เพราะไม่แฟร์ กับเจ้าของผลิตภัณฑ์ ถ้าฝีมือการถ่ายรูปเราแย่เอง เพราะถ่ายแต่ละที ถ้าปัจจัยแสงภายนอก ต่างกัน ผิวก็ดูต่างกันแล้วค่ะ จริงๆ แล้ว ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปตัวเอง ในการริวิว อยู่แว้ว เพราะขี้เกียจ แฮ่ๆ)

สรุปว่า : เท่าที่ใช้มาประมาณ 4 อาทิตย์ รู้สึกพอใจกับ นีเวีย วิซาจ ไวท์ เอ็กซ์ตร้า เซลล์ รีแพร์ ค่ะ เพราะโดดเด่น ตรงที่ ไม่ทำให้หน้ามัน ตอนนี้ยังไม่มีสิวเพิ่ม (คือจะบอกว่าไม่มีสิวไม่ได้ค่ะ เพราะช่วงวันนั้นของเดือน จะมีเป็นปกติ แถวคางอยู่แว้ว) ส่วนเรื่องปกป้องผิว ไม่ให้คล้ำเสีย ด้วยความที่ตัวเองเจอแดดแรงๆ แทบทุกวัน ก็น่าจะเห็นได้ชัดค่ะ ตอนนี้ก็ถือว่าดีเลยทีเดียว เพราะหน้าดูไม่หมองคล้ำลงจากเดิมค่ะ

ส่วนคนรอบข้าง ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันกับที่วีนิก้าเกิร์ล บอกไปเมื่อกี้ค่ะ ว่าชอบตรงที่เนื้อครีมบางเบา ไม่ทำให้หน้ามัน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ด้วยค่ะ ส่วนบางคนไม่ค่อยได้เจอแดดแรงๆ เหมือนข้าพเจ้า เลยแก้มใสกันไปค่ะ

ยังไงเดี๋ยวคืนนี้ จะมาอัพเดทกันต่อค่ะ ว่าคนรอบข้างที่ใช้ไป เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ

ป.ล. รีบเอาขึ้นก่อน เดี๋ยวสาวๆ คิดว่า ไม่ได้อัพเดทค่ะ แฮ่ๆ sweat-2.gif

Comments (10)

มหากาพย์ รีวิว ครีมกันแดดค่ะ

Posted on 05 July 2008 by Vinegar Girl

วันนี้อยากจะเปิดกรุ ครีมกันแดด ที่ตัวเองใช้อยู่เป็นประจำ เป็นครีมกันแดด ที่ใช้กับผิวหน้า และผิวกาย เลยค๊าาาาา เพื่อไม่ให้เสียเวลา เพราะนับจากนี้ ท่านผู้อ่าน ต้องใช้สายตาอย่างมาก ขอเริ่มกันที่ครีมกันแดด ชนิดน้ำก่อนนะคะ

vinegargirl-sc-fcl.jpg
FANCL SUNGUARD SPF 30 PA+++ ราคา 1,000 บาท ขนาด 60ml ค่ะ

เป็นครีมกันแดดชนิดน้ำค่ะ ส่วนตัวอ้อมชอบใช้ ชนิดน้ำมากกว่า เพราะชอบเขย่าก่อนใช้ค่ะ คริๆๆๆ (คิดอะไรเนี่ยเรา อิอิ fauxcul.jpg ) ไม่ใช่แล้น!! จริงๆ ชอบเพราะกันแดดแบบน้ำ ให้ความรู้สึกทาง่ายดี และเร็วดี แฮ่ๆ แบบขี้เกียจหน่ะค่ะ อันนี้อ่อนโยนมากๆ เพราะสามารถทาใต้ตาได้ โดยไม่แสบตาค่ะ เพราะไม่มีแอลกอฮอล์ค่ะ ที่ชอบใช้สกินแคร์ของ FANCL (ฟังก์เคล) เพราะไม่มีสารกันเสีย ไม่มีน้ำหอม และไม่มีสารเคมี ที่รุนแรงกับผิว ไม่มี มิเนรัลออยล์ ไม่มีปิโตรเลียมเซอร์แฟคแทนต์ 2 อันหลังนี่ ทำให้เกิดสิวค่ะ (โอ้ววว…ไม่มีหลายอย่างมั่กๆ sweat-2.gif ) คือสรุปแล้วว่า โปรดักส์เค้า อ่อนโยน และปลอดภัยต่อผิวนั่นแหล่ะค่ะ

ขอบอกก่อนค่ะว่า รุ่นที่ซื้อมาใช้ แล้วนำมารีวิวในเรื่องนี้ เป็นรุ่นเก่า ก่อนปรับปรุงใหม่ แอบเข้าไปดูในเว็บ FANCL เค้ามาค่ะ ว่าได้เปลี่ยนไปแล้ว ทั้ง package และ ส่วนผสม ที่ไฉไล ดูน่าใช้กว่าเดิม แต่ขอรีวิวรุ่นเดิมนะคะ เพราะรุ่นใหม่ ยังไม่ได้ไปถอยมาลองค่ะ

เนื้อครีมกันแดดชนิดน้ำของฟังก์เคล มีความเข้มข้นสูง หยดนิดเดียว สามารถทาได้ทั่วหน้า เพราะรุ่นเก่านี้ สีขาว ทาไปจะเห็นเลยค่ะ ว่าทาไปแล้ว เพราะหน้าจะขาวขึ้น ค่อนข้างวอกได้ ถ้าทาเยอะเกินไปค่ะ แฮ่ๆ อันนี้ชอบตรงดีที่ เวลาไปเที่ยว พกอันนี้อันเดียว เหมือนมีเมคอัพเบส คือทาแล้วหน้าขาวค่ะ ถ่ายรูปออกมาสวย ดูหน้าใส 5555555 แต่ถ้าใช้ในชีวิตประจำวัน ต้องระวังนิดนึงค่ะ เพราะ จะดูหน้าวอกได้ สำหรับสาวผิวน้ำผึ้งแบบตัวเอง (เรียกให้ดูไพเราะจริงๆ ค่ะ อิอิ) และถ้าทาเยอะไป อาจเป็นคราบได้ค่ะ

ที่ชอบตัวนี้ นอกจากอ่อนโยนแล้ว ระดับการป้องกันดีทีเดียวค่ะ คือ เวลาไปดำน้ำต่างจังหวัด นอกจากถ่ายรูปให้หน้าขาวแล้ว ผิวก็ไม่คล้ำขึ้นด้วยค่ะ ใช้ง่ายมากๆ ทาซ้ำได้ โดยไ่ม่เป็นคราบค่ะ
แต่รุ่นเก่านี้ อาจรู้สึกเป็นมอยส์เจอร์ไปนิดนึงค่ะ คือไม่เหนอะหนะนะคะ แต่ทาแล้วมันอาจดูมันๆ นิดนึง อาจด้วยที่เค้าไม่มีแอลกอฮอล์ เลยออกแนว milky หน่ะค่ะ คือชุ่มชื่น – มันได้ แต่ต้องขอย้ำว่า อันนี้รุ่นเก่านะคะ ตอนนี้เค้าเป็นรุ่นใหม่แล้ว อ่านสรรพคุณในเว็บ ดูดีกว่าเดิมเยอะมากๆ ไม่แน่ใจว่าได้ปรับปรุงเรื่องนี้รึยังค่ะ

anessa.jpg

Annesa Perfect Sparkling Sunscreen SPF50+ PA+++
Annesa Perfect UV Sunscreen EXN SPF50+ PA+++

ราคา 1,300 บาท ขนาด 60 กรัม

Annesa นี่ไม่ต้องบอกสรรพคุณนะคะ คิดว่าหลายๆ คนคงประทับใจ และชอบกันอยู่แล้ว ขอย้อนกลับไปสมัยเรียน มหาวิทยาลัยกันเลยทีเดียว หลังจากที่ใช้ Banana Boat แล้ว ก็มาใช้ Annesa และใช้มาตลอดไ่ม่เคยเปลี่ยนค่ะ อันนี้สำหรับการใช้เป็นประจำ ในชีวิตประจำวันด้วยนะคะ เค้าจะมีอีกรุ่นนึง ที่เป็นหลอด คือ ANNESA MILKY SUNSCREEN (TOWN USE) SPF 32+ PA+++ ราคา 1,200 บาท คือใช้มาทุกรุ่น รวมถึง sunscreen cleansing ของเค้าด้วยค่ะ

ตัวที่ประทับใจมากที่สุดคือ Annesa Perfect Sparkling Sunscreen ค่ะ (ขวดสีขาวค่ะ) เพราะเหมือน เป็นเมคอัพเบสได้ ช่วยปรับให้สีผิว ดูสว่างขึ้นมาด้วยค่ะ เนื้อบางเบา ไม่มัน ทาง่าย ไม่ขาววอกจนเกินไปค่ะ รุ่นนี้ เค้าบอกว่าควรใช้กลางแจ้ง แต่ตัวเอง นำมาใช้ทุกวัน (ในช่วงที่กระเป๋าตังค์เฟื่องฟูนะคะ แฮ่ๆ)

สำหรับขวดสีทอง คือ Annesa Perfect UV Sunscreen EXN เหมาะสำหรับใช้เวลาไปเที่ยวทะเล ว่ายน้ำ หรือต้องเผชิญแสงแดดจ้าค่ะ ตัวนี้ตอนที่ซื้อมาใช้ พอดียังไม่ได้ไปทะเล แต่ตอนนั้น ซื้อเพราะเห็นเป็นรุ่นใหม่ เลยอยากลองค่ะ เอามาใช้ทุกๆ วันอีกเช่นกันค่ะ เลยไม่ทราบว่า สามารถปกป้องแสงแดด แผดเผา ได้ดีมากขนาดไหน เพราะใช้เค้าไม่เต็มประสิทธิภาพ ที่เค้ามีอยู่ค่ะ แฮ่ๆ

ส่วนตัว Annesa Milky Sunscreen (Town Use) ชื่อเค้าก็บอกอยู่แล้ว ว่า town use แต่ซื้อมาใช้ไม่กี่หลอดค่ะ เพราะติดนิสัย ที่ชอบใช้แบบน้ำมากกว่า แต่จริงๆ แล้วตัวนี้ ก็เนื้อครีมบางเบา เกลี่ยง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะค่ะ เรียกว่าประทับใจทุกตัวค่ะ มีข้อแม้อย่างเดียว คือ ใช้แล้วหน้าชื่นตาบาน ตอนที่กระเป๋าตังค์ฟู อยู่เท่านั้น แฮ่ๆ

vinegargirl-sc-sp.jpg

SUN PLAY Powdery White Whitening SPF 40 PA++
อันนี้ขอย้อนเวลา กลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ไปเที่ยวเสม็ดค่ะ แล้ว Annesa ที่พกไปเกิดหมด เพราะจริงๆ ไปแบบติดเกาะ คือไปแล้วไม่ยอมกลับ เที่ยวเพลิน จนต้องไปหาซื้อครีมกันแดดใหม่ ร้านแถวนั้น ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ร้าน(สมัยนั้น น้ำไฟพอโอเคแล้ว แต่ยังไม่มีเซเว่น เหมือนปัจจุบันนะคะ) มีครีมกันแดด ยอดนิยมอย่าง Banana Boat และก็มี Sun Play วางอยู่ด้วย เลยถามเจ้าของร้าน ตามประสาคนชอบลอง เค้าบอกว่า นักท่องเที่ยว ญี่ปุ่น ชอบยี่ห้อนี้มากๆ เปรียบเทียบราคา ประมาณ เกือบ 400 บาทเหมือนกัน แต่ขวด Sun Play เล็กกว่าเห็นๆ (ตอนนั้นกระเป๋าตัง ไม่ค่อยฟูอยู่ค่ะ เพราะเที่ยวนาน) แต่ด้วยเป็นครีมกันแดด ชนิดน้ำ ย่อมชนะครีมกันแดดแบบครีม สำหรับการเลือก ของตัวเองค่ะ ฮ่าๆๆๆ อันนี้คือจุดกำเนิด การพบเจอกัน ของ Sun Play และข้าพเจ้า

หลังจากนั้นมา ก็ได้รู้ว่า ถ้าเป็นครีมกันแดดชนิดน้ำ ในยามที่เบี้ยน้อยหอยน้อย ก็ต้อง Sun Play เนี่ยหล่ะค่ะ ทาได้ทั้งลำตัว และใบหน้า แต่ควรเว้นรอบดวงตาค่ะ เพราะมีส่วนผสม ของแอลกอฮอลล์ เนื้อบางเบามาก ทา่ง่าย ไม่ทำให้หน้ามัน รุ่นที่ชอบ และใช้ทุกๆ วันได้ คือ Sun Play Powdery White ของแท้ ต้องมีรูปนกฟลามิงโก้ ยืนยกขาซ้ายอยู่ คริๆ ถ้าใครสังเกตดีๆ จะเห็นว่า วีนิก้าเกิร์ล ชอบอะไรที่เป็น Whitening คือขี้เกียจหน่ะค่ะ อะไรที่เป็นแบบเบ็ดเสร็จ ในขวดเดียวกัน มักจะชื่นชอบ แล้ว powdery white นี่ก็เช่นกันค่ะ ทาแล้วเหมือนเป็น make up base ในตัว ประหยัดเวลาดีค่ะ ทำให้ใบหน้าขาวขึ้นเล็กน้อย ไม่วอกค่ะ (แต่ถ้ารุ่น SPF 60 ถ้าทาเยอะมากกก ก็วอกได้ค่ะ)

sunplay.jpg ส่วนเวลาไปทะเล ใช้รุ่นที่ เป็นขวดสีแดง ที่มีน้องกิ้งก่า ยืน 2 ขา แลบลิ้นแผล่บๆ ถ้าสำหรับเด็ก จะมีรูปปลา โมลา โมล่า น้อยพ่นฟองอากาศ 4 ฟองอยู่ค่ะ 55555 เขียนมาขนาดนี้ กลัวคุณผู้อ่าน จะบ่นว่าไม่เห็นภาพ เลยต้องวิ่งไปทำ photoshop อีก 45 นาที กว่าจะเสร็จบทความนี้ ปาไป 7 วัน 7 คืน 5555

อ้ะ ไปดูน้องกิ้งก่า พร้อมหน้าน้องปลา โมลา โมล่า (เจ้าตัวหลังเนี่ยหล่ะค่ะ ที่ทำให้ต้องไปเอาภาพประกอบ เพราะถ้าใครไม่ได้ดำน้ำ หรือทำความรู้จักปลาใต้ทะเล อาจไม่เคยได้ยินชื่อปลานี้ แต่ตัวเองก็ยังไม่เคยเจอตัวจริงนะคะ เป็น 1 ในปลาที่ใฝ่ฝัน อยากเห็นมากที่สุดค่ะ )

ออกนอกเรื่องอีกแล้ว สรุปว่า ครีมกันแดด ชนิดน้ำของ Sun Play ราคาไม่แพงมาก ใช้ได้ค่ะ เนื้อบางเบา ซึมซาบเร็วมาก ทนน้ำพอสมควร ไม่ทำให้หน้ามัน แต่มีส่วนผสมของ แอลกอฮอล์ค่ะ ในบางรุ่นนะคะ ส่วนรุ่น Baby Milk ที่เป็นน้องปลาโมล่า นั้น ไม่มีส่วนผสมของ แอลกอฮอลล์ค่ะ

vinegargirl-sc-bor.jpg

Biore UV Bright Face Milk SPF 50+ PA+++
ขนาด 30 ml ราคา …. ( ขอไปเช็คราคาก่อนค่ะ จำไม่ได้แว้ว…เดี๋ยวมาเติมนะค๊า) บาท

สำหรับบิโอเร นี่ก็เช่นกันค่ะ เค้าวาง position ตัวเองมาเลย สำหรับรุ่นใหม่ ขวดสีชมพูนี้ ว่าเป็นเมคอัพเบส ในตัว (make up base) เป็นครีมกันแดดชนิดน้ำ ที่ใช้เป็นเมคอัพเบสด้วย เนื้อครีมเบา แต่ไม่บางมากค่ะ คือด้วยความที่เป็น milky ค่ะ ไม่ว่าจะยี่ห้ออะไร ถ้ามีคำว่า milk นี้มันจะข้นๆ เล็กน้อย เนื้อซึมได้ง่าย แต่ของบิโอเร จะให้สัมผัส silky คือลื่นๆ แต่ยังมี texture เวลาทาค่ะ คือจะไม่เป็นน้ำที่ทาแล้วแห้ง ซึมไปทีเดียวเลย คือมัน milky นิดๆค่ะ เนื้อเกลี่ยง่ายค่ะ แต่ก็ต้องเกลี่ยดีๆ เพราะอาจเป็นคราบได้ค่ะ

ทาไปแล้ว สัมผัสหน้า จะนุ่มๆ ลื่นๆ รู้สึกได้ว่าเคลือบผิวหน้าอยู่ ไม่ได้ทำให้หน้ามันมากค่ะ แต่ก็มีหนึบๆ เล็กน้อย สำหรับสีชมพูนี้ โดยส่วนตัว มีความรุ้สึกนะคะว่า แทบไม่ได้รู้สึกแตกต่างกับ บิโอเร ที่เป็นขวดสีขาวเท่าไหร่ คือทั้ง 2 สี ก็จะปรับผิวหน้า ให้สว่างขึ้นมานิดนึงอยู่แล้วค่ะ แต่อาจด้วยสีผิวตัวเอง ที่น้ำผึ้ง (คล้ำซะ) ขนาดนี้ สีชมพูเค้าเลย ไม่ออกที่หน้ารึเปล่าไม่ทราบ แฮ่ๆ สำหรับของ บิโอเรนี้ ใช้สำหรับใบหน้าอย่างเดียวค่ะ เค้าจะมีอีกแบบ ที่ใช้สำหรับลำตัว ขวดสีเขียวๆ ค่ะ

มาถึงแบบครีมกันบ้างค่ะ

vinegargirl-sc-bnb.jpg

Banana Boat (ราคาประมาณ 400 – 500 บาท ขึ้นอยู่กับ SPF ด้วยค่ะ ) ซึ่งเค้าออกมาหลายแบบ มีแบบที่ไม่มัน ไม่อุดตันรูขุมขนด้วยค่ะ ตัวที่ใช้อยู่ประจำ คือ Banana Boat Sun Protection SPF 30 Fragrance-Free Aloe Vera and Vitamin E (แหม ชื่อย๊าว..ยาว จริงๆ) ขนาด 118 ml

ชื่อเค้าไม่ยาวขนาดนี้หรอกค่ะ แต่อยากใส่ให้ครบ เพราะที่เลือก ตัวนี้ เห็นว่าไม่มีน้ำหอม และมี วิตามินอี และ อโลเวร่าค่ะ เนื้อครีมสีขาวขุ่น เข้มข้น แต่ก็สามารถซึมเข้าสู่ผิว ได้เร็วพอสมควร ไม่เหนียวเหนอะหนะ เท่าไหร่ค่ะ คือพอมีหนึบๆ นิดหน่อย ถ้าทามากเกินไป แต่ถือว่าอยู่ในระดับที่โอเคเลยค่ะ

ของบานาน่า โบ๊ต ตัวนี้ บางทีก็ใช้ทาก่อนไปทำงาน แต่ส่วนใหญ่ ต้องพกออกไป เวลาเล่นกีฬากลางแจ้ง หรือไปเที่ยวต่างจังหวัดค่ะ อันนี้ ใช้ได้ทั้งทาหน้า และตัวเลยค่ะ ทาทุกอย่างในหลอดเดียวกัน ป้องกันแดดได้ดีค่ะ เวลาไปดำน้ำ ก็มักจะใช้ตัวนี้ คู่กับ FANCL ค่ะ เพราะถือว่า ทนทานเวลาเจอน้ำ ได้ดีค่ะ

ถ้าเราโป๊ะให้ขาววอก คือกระหน่ำทา เหมือนคุณพ่อ เป็นเจ้าของโรงงานแล้วหล่ะก็ มันจะเป็นคราบขาวที่หน้าได้ เวลาโดนน้ำค่ะ แต่อันนี้เกิดกับคนที่พอกหนา 2 ซ.ม. อย่างข้าพเจ้าเท่านั้นนะคะ เพราะพอกเยอะ ขนาดนั้นหน้าขาววอก มันก็ขาวอยู่แว้ว แฮ่ๆ จะพูดทำไมเนี่ย?! ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ถูกต้อง เพราะทาหนาไป ก็ไม่ได้ช่วยปกป้องเพิ่มขึ้น แฮ่ๆ เคยเขียน เคล็ดลับการใช้ครีมกันแดด ให้ได้ประสิทธิภาพ ไปแว้วค่ะ

vinegargirl-sc-spb.jpg

SpectraBAN Facial Sunblock Cream SPF 60
ราคาประมาณ 600-700
บาท ขนาด 100 g

ยี่ห้อนี้ คุณหมอผิวหนัง ที่ออกกำลังกายกับคุณแม่ ท่านใช้ประจำ และแนะนำคุณแม่มาค่ะ หาซื้อได้ในรายขายยาค่ะ ถ้าเป็นรายขายยา แบบขายส่ง จะถูกลงด้วยค่ะ

สำหรับตัวนี้ป้องกันรังสี UVB 60 เท่า และ รังสี UVA 40 เท่าค่ะ เนื้อครีม สีขาวข้น มีความเข้มข้นสูงทีเดียวค่ะ แต่เค้าก็ปรับปรุงสูตรพัฒนาขึ้น จากเมื่อก่อนมากนะคะ เมื่อก่อนจะหนากว่านี้ค่ะ เดี๋ยวนี้บางเบาขึ้นเยอะค่ะ แต่ก็ถือว่ายังเข้มข้น ที่สุดในครีมกันแดดที่ใช้อยู่ ทุกยี่ห้อค่ะ แต่ข้อดีคือ ด้วยส่วนผสม ที่มีสารป้องกันแดด ระบุชัดเจน พร้อม จำนวน % ที่สูง จึงการันตี ได้ค่ะว่าคุณภาพ คับหลอด นั่นคือมี
Ethyl Hexyl-p-Methoxy Cinnamate 7%
Microfine Zinc Oxide with Dimethicone 10%
4-Methylbenzylidene Camphor 3.5%
Butylmethoxydibenzoylmethane 1%

สว้าบชเวบ เส้บ แซ่บ แซ่บ…ซาบาดาเฮ่.. โอ้ววว!! ศัพท์เทคนิคเยอะมาก ต้องเรียกน้อง sin ที่กำลังเรียนสายตรงเรื่องนี้ มาช่วยด่วน แต่เท่าที่คุณหมอผิวหนัง เคยจดไ้ว้ให้ เวลาไปซื้อครีมกันแดด ก็คือส่วนผสม ที่มีในยี่ห้อนี้นั่นแหล่ะค่ะ เดี๋ยวยี่ห้ออื่นจะน้อยใจ ว่าเค้าก็มี สว้าบชเวบ เส้บ แซ่บ แซ่บ…เหล่านี้ด้วย ทำไมไม่พูดถึง เอาเป็นว่า ของสเปคตร้าแบน นี้ มีคุณหมอแนะนำให้ใช้ สำหรับเรื่องประสิทธิภาพ ในการกันแดดที่แน่นอนค่ะ แฮ่ๆ sweat-2.gif

แต่ก็มีความหนึบ ของเนื้อครีมสูงค่ะ แต่(อีก) ก็ไม่ทำให้หน้ามันมากเท่าไหร่ค่ะ

ปิดท้ายด้วยนีเวีย ซึ่งปกติ ใช้อยู่ 2 รุ่นค่ะ

vinegargirl-sc-nivea-sun-block.jpg

Nivea Sun Whitening Sun Block Lotion SPF 30 PA++
ขนาด 125 ml

เห็นรูปถ่าย สภาพขวดแล้ว คงทราบว่า ผ่านศึกการใช้งาน มาขนาดไหนนะคะ แฮ่ๆ (ใช้ photoshop ช่วยสุดฤทธิ์)

สำหรับตัวนี้ พกไปทุกที่ค่ะ โดยเฉพาะไปเที่ยวต่างจังหวัด เพราะด้วยที่ เค้าขึ้นไว้ว่า ทั้งปกป้อง และฟื้นฟู บำรุงผิว แบบ 3x ( โอ้ววว!! XXX แบบนี้ ก็ช้อบบ..ชอบสิคะ คริๆๆๆ fauxcul.jpg ไม่ใช่แล้น!! เค้าไม่ได้ เอ็กซ์ เอ็กซ์ เอ็กซ์ แต่หมายถึง พลังคูณ 3 เหอๆๆ ) นอกเรื่องตลอดเวลา

เข้าเรื่องกันต่อค่ะ เนื้อครีมสีขาวขุ่น ตามสไตล์ครีมกันแดดทั่วไปค่ะ แต่ที่ชอบที่สุดคือ กลิ่นหอม ของรุ่นนี้ค่ะ ชอบมากๆๆๆ ทาที่ตัว แล้วหอมอ่อนๆ กำลังดี กลิ่นนี้สิที่ใช่! เนื้อครีมเหลว ทาง่ายค่ะ ที่สำคัญที่สุด คือ ทาปรื้ดๆไป แล้วไม่เหนียวเหนอะหนะค่ะ แต่รุ่นนี้ มีหนึบๆ บ้าง นิดหน่อย แบบที่พอรับได้ค่ะ ไม่ได้ทำให้ผิว เหนอะมากค่ะ
นีเวีย ซัน ไวท์เทนนิ่ง ซัน บล็อค โลชั่น ตัวนี้ ชอบใช้ในวันที่ต้องเจอแดดแรงๆ ด้วยค่ะ เพราะใช้แล้ว รู้สึกว่า ผิวไม่ค่อยคล้ำลงค่ะ แล้วตัวนี้ มีความเป็นมอยส์เจอร์สูง เวลาไปเที่ยวเจอแดดแรงๆ ผิวมักจะแห้งๆ ชอบตัวนี้ เพราะมันช่วยให้ผิวชุ่มชื้นค่ะ อย่างที่บอกค่ะ ว่าเป็นคนขี้เกียจ ชอบแบบหลายๆ อย่างในขวดเดียวกันค่ะ อันนี้ทั้งเป็น whitening + sun block และยังมี moisture ที่่ทำให้ผิวชุ่มชื่นด้วยค่ะ จริงๆ แล้ว ตัวนี้ก็ใช้เป็นประจำในทุกๆ วันด้วยค่ะ เพราะที่ทำงาน แอร์เป่าตัว ผิวเลยแห้งมาก อันนี้ก็ทำให้ผิวไม่แห้งดีค่ะ เวลาเจออากาศแบบนี้ จากที่หนึบๆ นิดหน่อย หลังทาเสร็จ มันเลยบาลานซ์ค่ะ มันจะสู้กับแอร์ หรือแดดได้ค่ะ สำหรับตัวนี้ ค่อนข้างทนน้ำได้ดีเลยค่ะ

vinegargirl-sc-nivea-whn-ex-re.jpg

Nivea Body UV Whitening Milk Extra Repair
ขนาด 500 ml
ราคา
อันนี้ 5X เรยค่ะ อิอิ ด้วยที่ต้องทาโลชั่นทุกวัน เห็นปริมาณขวด กับราคาแล้ว รุ่นนี้เหมาะมากๆ สำหรับทาทุกๆ วัน แบบ chill chill ค่ะ ที่เลือกซื้อตัวนี้มาใช้ เป็นเพราะ เค้าออกแบบมาเพื่อ ผิวออกแดดบ่อย ช่วยฟื้นฟูผิวคล้ำเสียสะสม และให้สีผิว ของตัวเราสม่ำเสมอด้วยค่ะ

เนื้อครีมสีขาวข้น บางเบามากๆ ซึมซาบเร็วดีค่ะ กลิ่นต่างจากตัวแรกนะคะ (ชอบกลิ่นของ sun block มากกว่าค่ะ แฮ่ๆ) ซึ่งกลิ่นของตัวนี้จะหอมอ่อนๆ ซึ่งก็ดีนะคะ เพราะทาทุกๆ วัน มันไม่กระทบกับน้ำหอมที่ใช้ค่ะ จุดเด่นของนีเวียรุ่นนี้คือ ไม่เหนียวเหนอะหนะ ของแท้ค่้ะ เพราะฉะนั้น ส่วนตัว ก็จะเลือกใช้ อย่างวันที่อากาศ ชื้นๆ ร้อนๆ ซึ่งเป็นแทบทุกวันในตอนนี้ ก็มักจะใช้ Nivea body UV whitening milk extra repair อันนี้ โอ้ววชื่อยาวค่ะ แต่ถ้าต้องเจอกับแดดแรงๆ หรืออากาศแห้งๆ จะใช้ Nivea Sun Whitening Sun Block ค่ะ ซึ่งจริงๆ คุณสมบัติบางอย่าง เค้าใกล้เคียงกันค่ะ คือช่วยฟื้นฟูผิวในตัวด้วย ต่างกันที่ระดับความ X เอ้ย! ต่างกันที่ระดับ คุณสมบัติ 3 หรือ 5 ประการค่ะ วีนิก้าเกิร์ลว่า ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้งานด้วยค่ะ และ ตัว product ต่างกันค่ะ คือ อันแรก เป็น sun block ส่วนอันหลังนี้ เป็น whitening lotion ค่ะ

ซึ่งใช้โปรดักส์ของนีเวียเยอะมาก และใช้มานานแล้ว สำหรับกลุ่ม whitening lotion ค่ะ ใช้เป็นประจำมาตลอด สีผิวก็ไม่ค่อย เปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ ถ้าไม่ค่อยออกแดด สีผิวก็จะสว่างขึ้นมาหน่อยค่ะ อันนี้คือในชีวิตประจำวันนะคะ ไม่รวมเวลาไปตากตรำ กรำแดดขนาดหนักค่ะ เพราะช่วงเที่ยวทะเลแบบนั้น จะใช้ครีมกันแดด ค่า SPF สูงๆ ประกอบด้วยค่ะ

Tips & Trick

  • เมื่อทาครีมกันแดดทั้งหลาย ทุกๆคน ควรจะใช้ cleansing ไม่ว่าจะเป็น cleansing oil, balm, cream ล้างครีมกันแดด ออกก่อน แล้วจึงทำความสะอาดผิวหน้า ตามปกตินะคะ เพราะจะช่วยให้ ทำความสะอาด ได้หมดจดกว่าการ ล้างหน้าปกติค่ะ จะได้ไม่เป็นสิวอุดตันด้วยค่ะ
  • การปกป้องแสงแดด ที่ดีที่สุด ควรทาครีมกันแดดซ้ำบ่อยๆ โดยเฉพาะเวลาเล่นกีฬาทางน้ำค่ะ

โอยยยย… อ่านกันเมื่อยตาเลยมั้ยคะ? อิอิ เก๊าะ! มันอั้นมานานนน…นี่ค๊า จริงๆ อันนี้เขียนไว้นานแล้วค่ะ แต่ยังไม่ได้ขึ้นซะที เพราะกว่าจะได้ว่าง ถ่ายภาพ ให้เรียบร้อย ก็เลยขึ้นทีเดียวเลย หวังว่า คงไม่อ่านกันจนเหนื่อยนะค๊าาาาา ^_^

Comments (17)

Tags: , , ,

LANCÔME : Virtuôse Mascara Review

Posted on 25 February 2008 by Vinegar Girl

กลับมาแล้วค๊า…กับการรีิวิวค่ะ หายไปนาน จนเพิ่งรู้ว่า เมนู Review ของตัวเองก็หายไปด้วยค่ะ พอจะเขียน แล้วเพิ่งมาเห็นค่ะ ว่า Review Category ของอะฮั้น มันหายไปไหน?! littleshock-2.gif
มานึกขึ้นได้ สงสัยว่า ตอนที่มีการ upgrade WordPress เวอร์ชั่นใหม่ พร้อมกับ implement Design มาเป็น ดีไซน์ใหม่เดิ้นอันนี้ มันทำให้ Review ที่อยู่ใน Category เดิม มันไปรวมกับ Beauty & Makeup เพราะ ที่วางเมนูมันไม่พอค่ะ…เลยต้องมานั่ง group เรื่องที่ไปรวมกันอยู่ แยกออกมาค่ะ ตอนนี้ สาวๆ สามารถ คลิกดูเฉพาะ รีวิว ได้ที่ Sub Menu ใต้ Beauty & Makeup นะค๊า ^_^

จริงๆ อยากจะรีวิวให้ได้บ่อยๆ ค่ะ แต่ก็อยากเอาใจสาวๆ ด้วยการถ่ายรูป Before & After ค่ะ เลยกว่าจะได้ 1 บทความ ต้องใช้เวลานาน พร้อมกับวันที่ว่างๆ ถ่ายรูปจริงๆค่ะ วันนี้ เตรียมตัวช็อก กับรูปตาเท่าบ้าน ดูน่ากลัวมากๆ แฮ่ๆ ไปรีวิวกันเลยค๊า ^_^

virtuose-mascara_lancome.jpg

Virtuôse Mascara จาก LANCÔME ค่ะ
ราคา 1,000 บาท

คุณสมบัติ : ที่ทางแบรนด์ นำเสนอไว้ค่ะ

ด้วยวิทยาการล่าสุด Hydrophobic Polymer เมื่อแรกสัมผัส Virtuôse Mascara ให้คุณรู้สึกได้ถึงเนื้อสัมผัสที่นวลเนียน บางเบา แต่ปกคลุมขนตาได้อย่างทั่วถึง ให้ขนตาเรียงตัวสวยเส้นต่อเส้น โดยมี Contouring Film เสริมสร้างความโค้งงอนของขนตา พร้อมดีไซน์แปรงมาสคาร่าแบบใหม่ที่โค้งรับแนวขนตา ให้ขนตาโค้งงอนถึงขีดสุดกว่า 100 องศา สูตรผสม Smudge-proof สร้างเนื้อมาสคาร่าที่ทนต่อความชื้นและเหงื่อ ติดทนเนิ่นนานกว่า 12 ชั่วโมง แต่กระนั้นก็ทำความสะอาดง่ายดายด้วยน้ำเปล่า

Review : เป็นมาสคาร่า ที่ปัดเพียงครั้งแรก ก็ให้ความคมชัด สีดำชัดเจน ทำให้ดูขนตา หนาขึ้นได้เลยค่ะ โดยเฉพาะตรงโคนๆ ที่ดูำดำ และหนาขึ้นค่ะ เนื้อมาสคาร่า จับขนตา ให้เรียงเส้นสวยได้ดีทีเดียวค่ะ

แต่…ไม่เข้าใจว่า ตัวเองไม่มีเทคนิคที่ดีพอ หรือปัดไม่เก่ง เพราะมัน ไม่สามารถ โค้งงอนได้กว่า 100 องศาค่ะ ไม่ว่าจะตีลังกา หรือทำท่าสะพานโค้งปัด เพื่อต้านทานแรงโน้มถ่วง <- อันนี้โอเว่อร์มั่กๆ นอกจาก ไม่โค้งเหมือนสะพานแขวนแล้ว พอปัดทิ้งไว้จะทำให้ขนตาตกด้วยค่ะ เมื่อตอนที่ซื้อมาใหม่ๆ เนื้อมาสคาร่า จะมีความชุ่มชื่นมาก โดยเฉพาะ เวลาปัดไป จะรู้สึกว่า เนื้อมาสคาร่า เคลือบเส้นขนตาไว้เต็มที่ค่ะ ซึ่งนั่น ก็ทำให้ขนตาหุบ ตกลงมาแบบฉับพลัน หลังจากที่เราเพิ่งดัดขนตา ให้งอนงามค่ะ เลยคิดว่า เนื้อมาสคาร่า อาจเกาะที่แปรงเยอะเกินไป เลยทำให้เนื้อมาสคาร่า ที่มาอยู่บนขนตาเราเยอะ จนหนัก (แต่ไม่ได้เยิ้มนะคะ) และทำให้ขนตาตกให้ที่สุดค่ะ เลยพยายามแก้ไขโดย ใช้มาสคาร่า ของ Fasio รุ่นที่ช่วยให้ขนตางอนงาม ปัดให้ตั้งไว้ก่อน แล้วปัดซ้ำด้วยตัวนี้ เพื่อความหนา ยาว ดกดำ และตั้งโด่ (ขนตาค่ะ ขนตา คริๆ) แต่ด้วยช่วงที่เปิดใช้แรกๆ เนื้อมาสคาร่า ก็ยังชุ่มชื่น ต้องใช้คำนี้ค่ะ เพราะมันไม่ได้เยิ้มอยู่บนขนตา แต่พอใช้ไปซักพัก เนื้อมาสคาร่า จะแห้งขึ้น ซึ่งเป็นธรรมชาติของทุกยี่ห้อค่ะ ดูเหมือนว่าก็ยังพอได้อยู่ แต่เวลาผ่านไป ไม่กี่ชั่วโมง ขนตาก็ตกอีกแล้วค่ะ และรู้สึกหนักๆ ด้วยค่ะ

หรืออาจเพราะว่า โดยส่วนตัว จะชอบขนตา ที่ค่อนข้างตั้งขึ้น (อันนี้เป็นโรคจิตค่ะ) คือไม่ค่อย มีการเปลี่ยนแปลงมาก หลังจากปัด นั่นคือ ดัดมาแล้วงอนระดับไหน เวลาปัด ก็ควรคงความงอน ไว้ใกล้เคียงระดับเดิมหน่ะค่ะ ลองไปดูภาพกันค่ะ

vinegargirl-r-virtue-before.jpg

Before : พอดีว่าลืมถ่ายรูป ขนตาข้างเดียวกัน ก่อนปัดค่ะ เลยขออนุญาต ถ่ายรูปขนตาอีกข้าง มาแทนไ้ด้อ่ะค่ะ่ sweat-2.gif
รูปนี้ คือขนตาเพียวๆ เพิ่งผ่านการดัดมาค่ะ จำนวนเส้นขน (ตา) อาจไม่เท่ากันเด๊ะๆ แต่คิดว่าสาวๆ อาจพอดูออกนะค๊า ขอโทษด้วยค๊า รอบหน้าจะไม่ลืมค่ะ

vinegargirl-r-virtue-font-1.jpg

After : ภาพนี้ คือปัด 1 ครั้ง หลังดัดขนตาแล้วค่ะ จะสังเกตว่า ขนตาเรียงเส้นสวยค่ะ โดยเฉพาะโคนขนตา จะดำๆ หน่อยค่ะ ทำให้ดูขนตาหนาค่ะ

note : ขออภัย หากรูปภาพ ทำให้สาวๆ เกิดอาการตกใจ ในความเหี่ยว 55555555 พยายาม retouch แล้วค่ะ อิอิ แต่ก็ยังช่วยได้เท่านี้ พอดีไม่ได้แต่งหน้าค่ะ แฮ่ๆ [เพิ่งเห็นว่า ตัวเอง (ขอบ) ตาเหลือง เป็นดี (ฟุ้ง) ซ่านค่ะ ]

vinegargirl-r-virtue-side-3.jpg

ภาพนี้ หลังจากปัดซ้ำ เป็นครั้งที่ 2 ค่ะ อาจมีการจัีบเป็นก้อน ของมาสคาร่า ที่โคนขนตาบ้างค่ะ แต่โดยรวม ขนตาก็ยังเรียงเส้นค่ะ แต่ด้วยแปรง (ที่เค้าออกแบบมาให้โค้งรับ กับแนวขนตา) หรือว่าข้าพเจ้า ใช้ไม่เป็น คือว่ารู้สึกว่า มันไม่สามารถ เข้าถึง ระดับแนวโคนขนตา ระยะประชิดได้ค่ะ มันจะเกือบๆ ชิดแนวหน่ะค่ะ แต่ถ้าพยายาม ปัดให้ชิดแนว มันก็จะเริ่มจับเป็นก้อนๆ นิดหน่อยค่ะ

vinegargirl-r-virtue-side-4.jpg

ภาพด้านข้างค่ะ ไม่แน่ใจว่า สาวๆ จะเห็นมั้ยคะ ว่าเนื้อมาสคาร่า จะยังเคลือบได้ ไม่ถึงโคนทีเดียวค่ะ และภาพนี้ ปัดและทิ้งไว้ ประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากเปิดใช้มาสคาร่า มาเกือบ 2 เดือนแล้วค่ะ คือว่าตัวเองอาจโรคจิต ที่ไม่ค่อยชอบ ให้มันตกลงมาเป็นกันสาดหน่ะค่ะ แต่จริงๆ แล้วมันก็ไม่ถึงขนาดแย่มากนะคะ คิดว่า สำหรับคนที่ขนตางอนอยู่เป็นทุนเดิม น่าจะชื่นชอบค่ะ เพราะดูสิคะว่า มาสคาร่ารุ่นนี้ ทำให้ดูขนตา หนาเป็นแพ และยังคงเรียงเส้นได้สวยงามค่ะ คือเค้าก็ยังงอนอยู่นิดหน่อยค่ะ ไม่แน่ใจว่า ที่เค้าบอกว่า งอนกว่า 100 องศา นั้นก็ถูกต้องแล้ว เพราะขนตาเรามันงอน เกินขีดจำกัด บวกเพิ่มไปอีก เป็น 180 องศา ระนาบกับพื้นเลย อิอิ อ้ะ ล้อเล่นนนน

สรุปนะคะ เอาเป็นว่า ถ้าพูดถึงความประทับใจ อาจไม่สุดค่ะ เพราะแบบว่า อาจจะคาดหวังไว้เยอะ + กับเสียเงินเยอะ 55555555 ผนวกกับ ความโรคจิตส่วนตัว ที่ชอบให้ขนตางอนจนถึงคิ้ว มันเลยไม่จบที่ แท่งนี้แท่งเดียวค่ะ เพราะต้องใช้ตัวช่วย นั่นคือ ถ้าปัดแล้วไม่งอน ก็ดัดเพิ่ม แต่อันนี้ ไม่ดีๆค่ะ ไม่ควรทำนะคะ เพราะจะทำให้ขนตาหัก และหลุดร่วงได้ง่ายค่ะ เพราะฉะนั้น เลยสรรหา option เสริม เป็นแท่งอื่นๆ ที่ปัดเพื่อให้ขนตา set ตั้งไว้ก่อนค่ะ แต่พอปัดทับด้วยแท่งนี้ เวลาครึ่งวันผ่านไป ก็ยังตกอยู่ดี แต่มาสคาร่า Virtuôse นี้ เหมาะมากๆ สำหรับ สาวๆ ที่มีขนตางอนอยู่แล้ว หรือสาวที่ไม่ชอบ ปัดมาสคาร่า แล้วขนตาจะทิ่มกับเปลือกตาหน่ะค่ะ รุ่นนี้ก็ทำให้งอนสวยแบบธรรมชาติ หรืองอนแต่พองามค่ะ และยังได้ความหนา เป็นแพ เรียงเส้นสวย

ผ่านไปครึ่งวันไม่เป็นคราบค่ะ ล้างออกง่ายด้วยน้ำเปล่า?! ขอไปพิสูจน์แป็บเดียว เดี๋ยวกลับมาบอกค่ะ

ไปล้างมาแล้วค่ะ น้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถ กำจัดได้หมดค่ะ เพราะพอเนื้อมาสคาร่า ที่หลุดจากขนตา มันก็เลอะๆ อยู่บนเปลือกตาบน และล่าง แต่ถือว่าล้างออกได้ง่ายค่ะ ยิ่งถ้าใช้ eye make up remover ไม่ต้องออกแรงเยอะ ก็ล้างออกได้หมดจดค่ะ ^_^

มาดูคะแนนกันค่ะ คะแนนเต็ม ของแต่ละอันที่ 5 ดาวนะคะ
ความยาว 3-half_star.jpg
ความหนา 4-half_star.jpg
ความงอน 2star.jpg
ไม่จับเป็นก้อน และขนตาไม่เกาะกันเป็นกระจุก 3-half_star.jpg
ไม่ทำให้เป็นแพนด้า เวลาเจอเหงื่อ 3star.jpg
ล้างออกง่าย 4star.jpg

ใครเคยใช้ Virtuôse มาสคาร่า จากลังโคมรุ่นนี้ ได้ผลเป็นอย่างไร รบกวนช่วยเล่าให้ฟังด้วยนะค๊า

ส่วนรีวิว วันนี้ หากภาพประกอบ ทำให้สาวๆ เกิดภาพหลอน หรือมีภาพรบกวนสายตา ต้องกราบขออภัย อีกครั้งค่ะ เพราะต้องการให้เห็นขี้ตา เอ้ย! ขนตาทุกเส้น เลย zoom จนเห็นรอยตีนกาแทน แฮ่ๆ

Comments (10)


Warning: file_exists() [function.file-exists]: open_basedir restriction in effect. File(/var/www/virtual/vinegargirl.com/htdocs/wp-content/uploads/2008/01/thumb_foundationprimer.jpg) is not within the allowed path(s): (/var/www/vhosts/vinegargirl.com/httpdocs:/tmp) in /var/www/vhosts/vinegargirl.com/httpdocs/wp-content/themes/premiumnews/functions/admin-functions.php on line 566

Tags: , , , ,

Primer & Foundation for Photogenic Look

Posted on 20 December 2007 by Vinegar Girl

มาแล้วค๊าสาวๆ ขอโทษด้วยค๊า หายไปนานอีกแล้น… <- ท่านผู้อ่านบอก “ชินแล้น!!.. เดี๋ยวนี้ถ้ามาอัพเดทบ่อยๆ นี่คือผิดปกติ!!!” โอ๋ๆๆๆ อย่าเพิ่งน้อยใจนะคะ ด้วยภาระกิจรัดตึงเปรี๊ยะจริงๆค่ะ ที่สัญญาน้อง pink kaaa ไว้นี่ ปล่อยให้น้องรอจนจะรับปริญญาโทอยู่แล้ว แฮ่ๆ ไม่ขนาดนั้นค่ะ หวังว่ายังทันอยู่นะคะเนี่ย..แฮ่ๆ sweat-2.gif

เข้าเรื่องกันเลยค่ะ วันนี้ทำตามสัญญา น้อง pink kaaa เรื่องการแต่งหน้าไปงานรับปริญญาค่ะ (หรือแนะนำเมคอัพ ((makeup product)) ที่ใช้แต่งหน้าสำหรับรับปริญญาค่ะ ) ก็เลยทำเป็นแนะนำ product ละกันนะคะ อยากแนะนำเผื่อสำหรับคนที่ต้องเดินสายปาร์ตี้ในช่วงสิ้นปีนี้ด้วยค่ะ (ของตัวเองใช้จ้างช่างแต่งหน้าสำหรับวันรับปริญญาเอาค่ะ เพราะต้องตื่นแต่เช้าทั้งทำผม+แต่งหน้า คิดว่าทำเองไม่ไหวแน่นอนค่ะ) จากที่น้อง pink kaaa รีเควสต์มา เลยอยากรบกวนเพื่อนๆ ด้วยค่ะ ว่ามีใครแนะนำเรื่องนี้ยังไงบ้างคะ? รบกวนผ่าน comment เลยนะค๊า ^_^ ขอบคุณมากๆค่ะ

ป.ล. ไม่ว่าจะงานรัดตัวขนาดไหน แต่ก็อย่าลืมออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง วันที่ 23 ธันวาคมนี้นะค๊า ^_^

การแต่งหน้านั้นประกอบไปด้วยหลายส่วนค่ะ(ขณะจะกดอัพเดทเรื่องนี้ น้องกิ๊ก comment เข้ามาพอดีค่ะ เลยคิดว่าน่าจะพอถูกใจน้องกิ๊กด้วยนะค๊า ^_^) เพราะฉะนั้นต้องมีภาคต่อแน่นอนค่ะ แฮ่ๆ – -” วันนี้ขอพูดเรื่องผิวหน้ากันก่อนละกันนะคะ สำหรับสาวๆ ที่ต้องออกงานบ่อยๆ ถ่ายรูปเยอะๆ และกำลังมองหารองพื้นสำหรับแต่งหน้าเองค่ะ (แต่ถ้าน้องๆ คนไหนจะรับปริญญา แล้วคิดว่าเราแต่งหน้าลุคแบบธรรมชาติ พี่อ้อมแนะนำเป็น ใช้ช่างแต่งให้เป็นครั้งคราวไปค่ะ ((เดี๋ยวนี้เค้าเป็นให้ซื้อของครบเท่านี้ๆ แล้วมีแถมแต่งหน้าให้ฟรีกี่ครั้ง อย่างนี้ เราก็เลือกของที่ใช้ได้บ่อยๆ แล้วเวลาให้ช่างแต่งให้ก็ลองขอให้ช่างเค้าช่วยปรับผิวด้วยโพรดักค์ต่างๆ ที่ช่วยให้ผิวเรียบเนียนสวยเวลาถ่ายรูปหน่ะค่ะ อย่างนี้น่าจะคุ้มกว่าค่ะ ^_^ ))

vinegargirl-makeup-primer-f.jpg

  • การเตรียมผิวหน้าสำหรับวันสำคัญ อย่างวันรับปริญญา หรือไปตามปาร์ตี้เนี่ย คือต้องสวยเด้งสำหรับการถ่ายรูป เพื่อให้ผิวดูเปล่งปลั่ง เราต้องเตรียมผิวหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผิวหน้าดูเรียบเนียน เมคอัพติดทนนานค่ะ และอาจใช้ที่เป็นสูตรควบคุมความมันสำหรับสาวผิวมัน เพื่อไม่ให้หน้าดูเงา-มันเวลาถ่ายรูปด้วยค่ะ นั่นก็คือพวกไพรเมอร์ (primer) นั่นเองค่ะ หลังจากการบำรุงผิวแล้ว เราก็ลงไพรเมอร์ได้เลยค่ะ ลักษณะของไพรเมอร์ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อเจลใสๆ ซึ่งมีซิลิโคนผสมอยู่ อารมณ์เหมือนกับฉาบ <- ใช้คำนี้ดูฉาบปูนไปมั้ยคะเนี่ย?! อิอิ เอาเป็นเคลือบผิวหน้าไว้ให้เรียบเนียน ไม่ให้เมคอัพตกหลุมตกร่อง และช่วยให้เกลี่ยรองพื้นให้เนียนขึ้นด้วยค่ะ ไพรเมอร์นี้มีหลายยี่ห้อเลยค่ะ อาจมียี่ห้อที่ไม่ได้ยกตัวอย่างในรูปนี้นะคะ
  • ก่อนรองพื้นก็ลงเมคอัพเบส (makeup base) สีในโทนส้ม หรือ ม่วง หากเป็นสาวผิวสองสี หรือโทนสีขาว-ชมพู สำหรับสาวผิวขาวนะคะ ขอไม่ยกตัวอย่างรูปภาพนะคะ เพราะเคยพูดถึงคุณสมบัติของเมคอัพเบสไปแว้ว ลองอ่านได้ที่นี่ค่ะ
    เคล็ดลับหน้าใสๆ เพราะใช้ makeup base
    Review Strobe Cream จาก M.A.C
    Biotherm Makeup Base Review
    แต่ product ที่เคยเขียนถึงนี่ก็นานแล้วค่ะ เอาไว้จะอัพเดทเมคอัพเบสที่น่าสนใจใหม่ๆ ให้ดูกันอีกทีนะค๊า ^_^
  • อย่าลืมคอนซีลเลอร์ (concealer) สำหรับสาวๆ ที่ตื่นเต้น นอนไม่หลับก่อนวันรับปริญญานะคะ
  • สำหรับรองพื้น (foundation) ก็ต้องเป็นรองพื้นที่เนื้ออาจจะหนากว่าปกติหน่อย เพื่อการปกปิดที่ดีขึ้น และถ่ายรูปออกสวยค่ะ แต่ก็แนะนำเป็นรองพื้นแบบลิควิดนะคะ ถ้าใครไม่อยากให้ดูหน้าหนาเตอะ ก็ใช้เทคนิคการผสมโลชั่นที่ช่วยเพิ่มความเปล่งปลั่ง หรือพวกลูมิไนเซอร์ ที่ช่วยให้ผิวดูโกลว์ค่ะ (แต่อย่าเยอะนะคะ เพราะถ้าเราไม่ได้เน้นผิวโกลว์แล้วละก็ จะทำให้ดูหน้าเป็นเงามันเยอะเกินไปเวลาถ่ายรูปค่ะ และขอเน้นย้ำว่าพวกลูมิไนเซอร์เนี่ย เป็นเหมือนไฮไลท์ชนิดลิควิดค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าอยากผสมเยอะ หรือใช้ลูมิไนเซอร์ก่อนรองพื้น เวลาเกลี่ยถ้าอยากให้ดูลุคเป็นธรรมชาติ ควรใช้เฉพาะโหนกแก้ม สันจมูก หัวคิ้ว หรือใต้ตาเท่านั้นค่ะ) แต่มียี่ห้อนึงที่อ่านเจอในแมกกาซีน เป็นเทคนิคที่พี่นิค บาโรส แนะนำไว้คือ Clarins รุ่น Instant Light Complexion Perfector (ขอโทษด้วยนะคะ ที่ไม่ได้นำรูปมาใส่ พอดีเพิ่งอ่านเจอ เลยเอามาฝากค่ะ) พี่นิคบอกว่าโลชั่นนี้ที่ช่วยเพิ่มความเปล่งปลั่งให้กับผิว ที่ทำให้ผิวดูโกลว์แบบเบาๆ อันนี้แหล่ะค่ะ ที่ทำให้รองพื้นดูไม่หนาเตอะเกินไป แต่ก็ไม่ทำให้หน้าดูมันเงาด้วยค่ะ พอเราได้รองพื้นแล้ว ก็เป็นเทคนิคการเกลี่ยค่ะ โดยปกติตัวเองใช้นิ้วค่ะในเวลาเช้าๆ ของทุกๆ วันค่ะ แต่จริงๆ แล้วสำหรับงานพิเศษที่ต้องการความเนี้ยบนี่ไม่สามารถนะคะ ต้องใช้ฟองน้ำชุบน้ำหมาดๆ หรือแปรงสำหรับเกลี่ยรองพื้น ค่อยๆ เกลี่ยให้เรียบเนียนนะคะ อาจใช้ปลายนิ้วนางกับนิ้วกลางของเรา ตบเบาๆ ตามรอยของทิศทางที่เกลี่ย เพื่อให้รองพื้นเซ็ตตัวกับผิวได้ดียิ่งขึ้นค่ะ (เอ่อ…อันนี้พอนึกภาพกันออกมั้ยคะ?… แบบเวลาเราเกลี่ยด้วยเครื่องมือ เช่น ฟองน้ำ หรือแปรง โดยเฉพาะแปรง มันจะแอบมีรอยเส้นบางๆ ของขนแปรงบ้าง ถ้าเราเกลี่ยไม่ค่อยเรียบหน่ะค่ะ ก็ใช้นิ้วเราตบเบาๆ ให้มันกลมกลืนไปกับผิวอีกทีหน่ะค่ะ…แฮ่ๆ ทำไม ไม่เขียนงี้ตั้งแต่แรกเนี่ย – -”)
  • หลังจากเกลี่ยรองพื้นแล้ว ก็ปัดทับด้วย Loose powder เท่านี้ก็เรียบร้อยสำหรับผิวหน้าค่ะ

ผลิตภัณฑ์เริ่มจากซ้ายไปขวานะคะ

  1. Make Up For Ever : Mat Velvet เป็นรองพื้นแบบออยล์ฟรี เนื้อเบาค่ะ ไม่มันและไม่เป็นเงาด้วยค่ะ ราคา 1,715 บาท (<- อันนี้เค้าเขียนใฆษณาไว้นะคะ เป็นโพรดักค์ใหม่ วินีก้าเกิร์ลก็ยังไม่เคยได้ลองค่ะ แต่เคยมีเพื่อนไปแต่งหน้าที่เคาน์เตอร์ของ Make Up For Ever ที่ดิเอ็มโพเรียมมา เพื่อไปงานแต่งงาน แต่งเสร็จแล้วประทับใจมาก เพราะดูสวยมากเลยค่ะ ผิวดูสวย ปาร์ตี้ต่อหน้าก็ยังไม่เมือกค่ะ อันนี้ได้เห็นความสวยของเพื่อนมาด้วยตัวเองค่ะ ((เลยต้องถามว่าไปแต่งที่ไหนมาอ่ะค่ะ)) เรียกว่าเป็น before & after ที่อเมซิ่งมากๆ เลย ผิวหน้าดูสวยมากเลยค่ะ เพราะแบรนด์นี้เค้าก็ออกแบบโพรดักค์มาเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ในการแต่งหน้าโดยเฉพาะ อันนี้เลยอยากลองนำเสนอค่ะ )
  2. Laura mercier : foundation primer oil free ขอโทษด้วยนะค๊า จำราคาไม่ได้ น่าจะอยู่ในเรนจ์ประมาณ 1,000 บาท ค่ะ เป็นไพรเมอร์ ที่วินีก้าเกิร์ลใช้อยู่ค่ะ (กำลังรอให้ตัวนี้หมด เพื่อเปลี่ยนเป็น Smashbox ค่ะ แฮ่ๆ) คุณสมบัติอย่างที่บอกค่ะ ว่าช่วยเคลือบผิวหน้า เป็นรองพื้นของรองพื้นอีกค่ะ!! 555 อ่านแล้วงงอ่ะจิ อิอิ
  3. Smashbox : Photo Finish Foundation Primer ส่วนอันนี้ราคายังไม่ได้ไปสำรวจมาเลยค่ะ แฮ่ๆ ไพรเมอร์ตัวนี้เค้าเป็นรุ่นท็อปฮิต ชื่อเสียงร่ำลือของ Smashbox อยู่แล้วค่ะ คงไม่ต้องบรรยายมากค่ะ
  4. Lancome : Photogenic Lumessence ราคา 1,850 บาท เป็นรองพื้นรุ่นใหม่จากลังโคมค่ะ เหมือนว่าเนื้อจะหนาหน่อยค่ะ แต่ช่วยในการปกปิด และความโดดเด่นของโพรดักค์ ต้องเป็นเรื่องแสงตกกระทบกับผิวหน้าเวลาถ่ายรูป ที่ทำให้ผิวดูสวยโด่นค่ะ (อันนี้ยังไม่เคยลองใช้เช่นกันค่ะ)

เป็นผลิตภัณฑ์ตัวอย่างที่นำมาให้ดูกันค่ะ เพราะรุ่นเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อการแต่งหน้าเพื่อการถ่ายรูปอย่างแท้จริงค่ะ ยังไงใครมีอะไรเด็ดๆ ก็ช่วยแนะนำกันด้วยนะค๊า ^_^ ขอบคุณค๊า ^_^

Comments (12)

บ๊ายบายขอบตาแพนด้า ตามหาคอลซีลเลอร์ถูกใจกันค่ะ

Posted on 13 September 2007 by Vinegar Girl

มาแล้วค๊า..เรื่องที่สาวๆ หลายคนรอคอย กับการตามหาคอนซีลเลอร์ใต้ตาที่ถูกใจค่ะ ช่วงนี้หลังจากหายเปื่อย เก็บกดค่ะ….หักโหมไปหน่อยค่ะ เล่นเอาฟ้าเหลืองกันเลย คริๆ fauxcul.jpg เอ่อ… หมายถึงงานหน่ะค่ะ มะรุมมะตุ้ม ทำเอาย่าทวดแพนด้าเข้าสิงเลยค่ะ tired.png เพราะฉะนั้นเลยต้องหาตัวช่วยกันหน่อยค่ะ ไม่พูดพร่ำทำเพลง เราไปดูกันเลยนะคะว่า บรรดาคอนซีลเลอร์สำหรับตา (eye concealer) ที่ vinegargirl อยากแนะนำมีอะไรกันบ้างค่ะ

Note : ทุกยี่ห้อที่ทดสอบ ได้มีการลงครีมให้ความชุ่มชื้นใต้ตายี่ห้อเดียวกันก่อนลงคอนซีลเลอร์ค่ะ เพื่อผลที่ได้ออกมาในรูปแบบเดียวกันค่ะ ^_^

clinique-concealer-sm.jpg

All About Eyes Concealer
Clinique
ขนาด
11 มล.
ราคา 800 บาท

สำหรับ All About Eyes Concealer ตัวนี้ทาง Clinique บอกไว้ว่าเป็น คอนซีลเลอร์สูตรครีมเหลวที่ช่วยลด และปกปิดรอยคล้ำ และรอยบวมรอบดวงตาค่ะ

Review : เนื้อครีมเหลว จึงช่วยทำให้เกลี่ยได้ง่ายมากเลยค่ะ ในการใช้แต่ละครั้งบีบมาเพียงนิดเดียว ก็ใช้ได้แล้วค่ะ ปกติบีบใช้แต่ละครั้ง ประมาณเท่าขนาดหัวไม้ขีดไฟ (จริงๆก็น้อยกว่านั้นอีกนะคะ แต่ไม่รู้ว่าจะวัดปริมาตรยังไงค่ะ) เท่านี้ก็ใช้เพียงพอค่ะ ไม่น่าเชื่อใช่ไหมละคะ?!?! เพราะว่าเนื้อครีมเหลวเนี่ยหล่ะค่ะ ที่ทำให้เกลี่ยได้พื้นที่กว้าง และมีเม็ดสีที่เข้มข้นสูงค่ะ เพราะฉะนั้นใช้เพียงนิด ก็ปิดรอยคล้ำใต้ตาได้ค่ะ โทนสีก็เข้ากันได้ดีกับผิวคนเอเชียค่ะ ทาแล้วดูไม่วอกๆลอยๆ ค่ะ ตัวนี้ก็ค่อนข้างประทับใจค่ะ เนื้อครีม และเม็ดสีที่เข้มข้นสูง อาจจะหนักไปหน่อย แนะนำว่าควรใช้แปรงเกลี่ยนคอลซีลเลอร์ช่วยในการเกลี่ยบริเวณที่ชิดกับขอบตา จะช่วยให้ไม่เกิดเป็นเส้นๆ บริเวณรอยพับใต้ตานะคะ เนื้อครีมมีความชุ่มชื้นอยู่ด้วยค่ะ เลยทำให้ไม่ดูแห้ง เป็นคราบเมื่ออยู่บนผิวค่ะ และมีความติดทนพอสมควรค่ะ เมื่อผ่านไประหว่าง ก็ยังไม่ค่อยเป็นคราบค่ะ

แต่ถ้าเราใช้นิ้วเกลี่ยนเนื้อคอนซีลเลอร์อาจให้ไม่ค่อยสวยเนี้ยบเหมือนใช้แปรงค่ะ เพราะด้วยเนื้อครีม+เม็ดสีเข้มข้น อาจทำให้ดูหนักไปสำหรับใต้ตาค่ะ และมีปัญหาเป็นคราบที่รอยพับใต้ตาได้ง่ายค่ะ ถ้าใช้นิ้วนี่ ต้องใช้เนื้อครีมให้น้อยมากที่สุดเลยค่ะ

bobbi_brown-sm.jpgCREAMY CONCEALER KIT
BOBBI BROWN

ขนาด
8 กรัม
ราคา 1,300 บาท

Creamy Concealer Kit ตัวนี้ของ Bobbi Brown เค้าได้รางวัลด้วยค่ะ จากนิตยสาร “Brides” ในส่วนของ Beauty Makeup Award ฉบับเดือน พ.ค. / มิ.ย. ที่ผ่านมาค่ะ

Review: ตัวนี้ต้องยกให้เค้าค่ะ เพราถูกใจในความเบาบางของเนื้อครีมมากๆ เหมาะมากสำหรับส่วนอ่อนบางของใต้ตาค่ะ ซึ่งทำให้ปัญหาที่เนื้อครีมเกาะกันตามร่อง รอยพับใต้ตาน้อยลงมากเลยค่ะ เนื้อครีมมีความชุ่มชื้นสูงทีเดียวค่ะ เนื้อบางเบามาก แต่ปกปิดได้ดีค่ะ สำหรับตัวนี้ก็ต้องใช้แปรงคอนซีลเลอร์อีกเช่นกันค่ะ เพราะจะสามารถเกลี่ยได้ดีกว่าค่ะ ส่วนในเซ็ตนี้ เค้าจะมีตลับคอนซีลเลอร์ พร้อมกับแป้ง และมีพัฟอยู่ในกล่องค่ะ เรียกว่าครบถ้วนประโยชน์ใช้สอยเลยค่ะ (แต่สาวๆ บอกว่า ถ้าจะให้ดี น่าจะมีแปรงมาด้วย ((ใช่ไหมละค๊า…อิอิ)) ) อืมม..ไม่เป็นไรค่ะ เราลงทุนแปรงหนึ่งอัน แต่รับรองว่าใช้คุ้มค่ามากๆ แน่ๆ ค่ะ ^_^

lm-secret-concealer.jpgSecret Concealer
Laura Mercier
ขนาด 0.08 oz
ราคา 900 บาท

สำหรับคอลซีลเลอร์ของ Laura Mercier ตัวนี้ยังไม่เคยใช้เลยค่ะ แต่ด้วยความที่ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Flawless Face ของเค้าได้รับความนิยม และพูดถึงกันมากค่ะ อย่างที่ลองใช้อยู่ จะเป็น Foundation Primer, Tinted Moisturizer และแป้ง Loose Setting Powder ก็ใช้ได้ดีค่ะ และเคยลอง test ตัว Secret Concealer ตัวนี้ที่เคาน์เตอร์ แต่ไม่ได้ test ที่ใต้ตานะคะ ทดสอบบนหลังมือแทนค่ะ (เพราะพนักงานขายบางท่าน แลดูไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ ((ขนาดขอให้ลองป้ายครีมบนหลังมือ เค้ายังไม่อยากป้ายมาให้ 1 จึ๊กเลยค่ะ เกิดให้เค้า test แต่งหน้าจริงๆ..เดี๋ยวถ้าไม่ซื้อขึ้นมา กลัวโดนแปรงจิ้มตาค่ะ 55555 ล้อเล่นนะค่ะ สงสัยไปเจอแจ็คพ็อต พนักงานอารมณ์ไม่ค่อยดีวันนั้นพอดีหน่ะค่ะ – -” (อันนี้เป็นเคาน์เตอร์ที่เซ็นทรัลชิดลมนะคะ เดี๋ยวเคาน์เตอร์ที่สยามพารากอนจะงอน..แฮ่ๆ) เท่าที่เนื้อครีมสัมผัส ก็รู้สึกว่าลื่น เกลี่ยง่ายค่ะ เอาเป็นว่าไม่กล้าออกความคิดเห็นมากค่ะ เพราะยังไม่ได้ใช้จริงๆ <- ท่านผู้อ่านบอกว่า “แล้วเอามาแนะนำทำไมเนี่ย!” แฮ่ๆ…แนะนำไว้ให้สาวสๆ จะรับไว้พิจารณาค่ะ เพราะเห็นหลายแมกาซีนเมืองนอก พูดถึงตัวนี้เช่นกันค่ะ ^_^

nars_eyebrightener-sm.jpg

Eyebrightener
Nars
ขนาด
11.6 กรัม
ราคา 1,050 บาท

มีแบบที่แนะนำกันไปแล้ว ลองมาดูรุ่นนี้กันบ้างค่ะ Eyebrightener จาก Nars รุ่นนี้เห็นแล้วอยากซื้อเลยค่ะ และก็ซื้อมาเป็นอันแรกด้วยค่ะ เพราะเห็นคำโฆษณาที่ว่าประกอบด้วย eye primer บางเบา และคอนซีลเลอร์เนื้อครีม ที่ไม่หนาเหนียวเหนอะหนะ

Review : ด้วยประการฉะนี้ เลยรีบซื้อมาใช้ค่ะ ซึ่งเค้าออกแบบมามีเจตนาดีมากๆ คือส่วนสีขาว ใช้ทาใต้ตาให้ดูสว่างๆ ก่อน หรือสามารถทาที่เปลือกตา เพื่อกันการเปลี่ยนสีของอายแชโดว์ก็ได้ค่ะ แต่พอใช้งานจริงๆ แล้วเนื้อครีมค่อนข้างแห้งมากเลยค่ะ ขนาดทาครีมใต้ตาอย่างชุ่มเยิ้ม เมื่อทาคอนซีลเลอร์ตัวนี้ไป ก็ยังไม่สามารถทำให้เนื้อครีมเกลี่ยได้เนียนเรียบ เพราะเนื้อครีมที่แห้งนั้น จะแห้งติดกับผิวเป็นคราบๆ ค่ะ ถ้าทำให้เนื้อครีมมีความชุ่มชื่นขึ้นมาหน่อยก็น่าจะดีค่ะ เพราะด้านที่เป็นคอนซีลเลอร์ไม่ได้ใช้ แต่พอจะใช้ด้านสีขาว ใช้ได้แค่ไม่กี่ครั้งค่ะ เพราะเนื้อครีมก็แห้งติดกับตัวด้ามแล้วค่ะ สรุปว่า หมดกันงานนี้! T T ซื้อมาใช้ได้ไม่คุ้มเลยค่ะ

ตอนนี้เราก็มีตัวช่วยแล้ว งั้นขอลาไปฟ้าเหลืองต่อเลยละกันนะค๊า คริๆๆ fauxcul.jpg

Comments (10)

FANCL Facial Washing Powder – Review

Posted on 14 May 2007 by Vinegar Girl

สวัสดีค๊า..สาวๆ ช่วงวันหยุดที่ผ่านมาเป็นยังไงกับบ้างค๊า..เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาอะฮั้นถือเป็นวัน 3 ซ. (ย่อมาจากซวยซ้ำซ้อน) ของตัวเองเลยค๊า..เพราะเจอไปถึง 3 เด้งในวันเดียว (อารมณ์ตรง เด้งแรก คือเด้งหน้าค่ะ นั่งอยู่ในรถจอดอยู่นิ่งๆ กำลังปัดขนตาอยู่ดีๆ แล้วก็มีรถมาจิ้มท้ายให้เด้ง(ไป)หน้าจิ้มตาตัวเองสิคะ! แถมไม่มีขอโทษแล้วยังทำให้รู้สึกว่า ต้องคลานเข่าขอขมาให้รอประกัน จนสับสนว่าใครเป็นคนชนกันแน่เนี่ย! -*- เด้งที่ 2 มันต่อเนื่องค่ะ คือต้องรีบไปช่วยเรื่องประชุมกับเพื่อน แต่ในช่วงที่พันละวันกับรถอยู่นั้น ก็จำไม่ได้ค่ะว่าต้องไปที่ตึกไหน ชั้นอะไร คนที่นัดกันไว้ก็เล่นปิดเสียงมือถือตลอดเวลา (แล้วเธอก็ไม่คิดจะหยิบโทร. มาดู หรือโทรหาก่อนถึงเวลาประชุมเลยซักกะติด๊ดดด..) ดิชั้นก็ต้องวิ่งหาตึกเอาเองค่ะ (ซึ่งมีทั้งหมด 3 ตึกๆ ละ 20 ชั้น) กว่าจะเจอเล่นเอาเยินเหมือนไปออกรบมายังไงอย่างงั้น โอ้ววว..พอเสร็จธุระ ว่าจะไปเดินเล่นแก้เครียด แต่กลับเครียดยิ่งกว่าเดิมค่ะ เพราะสร้อยข้อมือเส้นโปรดที่ใส่มานั้น เกิดหล่นหายโดยไม่รู้ตัว!! เอากันเข้าไปค่ะ ท่านผู้ชม!! 55555 เพราะฉะนั้นใครที่กำลังเครียด หรือว่ารู้สึกแย่กับตัวเองอยู่ ไม่ต้องเครียดไปนะคะ ทุกปัญหามีทางออกค่ะ ปัญหาไหนแก้ไม่ได้แล้วก็ต้องทำใจค่ะ อย่างตัวเองจะต้องคิดไว้ก่อนว่า คิดมากเดี๋ยวหน้าไม่สวยค่ะ อิอิ ^_^

เรามาฟังเรื่องน่ายินดีกันบ้างค่ะ ขอแสดงความยินดีกับ น้องโอปอล นะคะ ที่ได้เป็น Medical Technologist แล้วค่ะ ยินดีด้วยค๊า…teeth_smiley.gif และขอต้อนรับน้องปอด้วยค๊า.. และเรื่องที่ติดค้างกันไว้กับ น้อง Pato ใจเย็นๆ อีกนิดนึงนะคะ เดี๋ยวจะรีบหาข้อมูลมาใส่ไว้ในบล็อกด้วยค่ะ

ส่วนเรื่องของวันนี้ขอยกให้เรื่องของ NooNui กันก่อนนะคะ สำหรับ cleanser ค่ะ (บ่นมาซะยาวเลย สงสัยว่าต้องอ่านกันตาลายแน่ๆ เลยค่ะ topic วันนี้ แฮ่ๆ ) เนื่องจากน้อง NooNui อยากให้แนะนำ cleanser ว่ายี่ห้อไหนใช้ดีค่ะ จริงๆ โดยส่วนตัวเนี่ย ใช้ได้ทุกชนิด ทุกยี่ห้อ ไม่จำกัดราคาค่ะ เพราะหน้าทนทานต่อการแพ้ค่ะ อิอิ วันนี้เลยขอแนะนำยี่ห้อที่ช่วงนี้สาวๆ คงคุ้นหน้าคุ้นตากันดี จากโฆษณาทีวี และตามหน้าแมกกาซีนนะคะ นั่นคือ
fancl_facialwashingpowder-0.jpg
Facial Washing Powder จาก FANCL
ราคา : 600 บาท
ขนาด : 50g

คุณสมบัติ :

  • ผงแป้งล้างหน้า สามารถสร้างฟองครีม แบบหนานุ่ม ล้างหน้าได้อย่างสะอาดหมดจด
  • Perfect Cleansing Sensor หน้าที่พิเศษช่วย ขจัดเฉพาะสิ่งสกปรก ความมันส่วนเกิน และเซลล์ผิวเก่า
  • ช่วยปกป้อง ชั้นความชุ่มชื่นของผิว Moisture Layer ไม่ให้ถูกชำระล้างออกไป ผิวจึงนุ่มนวล ไม่แห้งตึงหลังล้างหน้า
  • ช่วยเสริมประสิทธิภาพ การบำรุงผิวหลังล้างหน้า ทำให้สารบำรุงผิว ซึมซาบลึกสู่ชั้นผิว ได้ดีกว่าการล้างหน้า ในแบบอื่น ๆ เมื่อล้างซ้ำสองครั้ง สามารถล้างคราบเครื่องสำอางบาง ๆ ได้
  • มีส่วนประกอบของ Amino-acid based Cleansing คือสารเคมีที่มีคุณสมบัติเดียวกับชั้นผิวของคนเรา ที่อ่อนโยนและช่วยทำความสะอาดผิว และให้ประสิทธภาพที่สูงกว่าเมื่ออยู่ในรูปของผงแป้ง

Review : เห็นราคากับขนาดขวดตอนแรก ก็รู้สึกตกใจนิดหน่อยค่ะ เพราะไม่ค่อยทุ่มทุนสร้าง cleanser ที่มีราคาค่อนข้างแพงค่ะ แต่ด้วยความอยากรู้อยากลอง เลยทำให้ตัดสินใจซื้อ Facial Washing Powder ตัวนี้มาค่ะ ในตอนแรกที่ซื้อมาขั้นตอนแลดูเยอะค่ะ B.A. อธิบายมาถึงบ้านลืมหมดค่ะ เลยต้องเข้าไปดูตัวอย่างขั้นตอนการใช้ใน web แทนค่ะ (มีตัวอย่างที่เป็นคนจริงๆ กับภาพ animation ในส่วนล่างสุดของหน้าที่ให้ไว้นะคะ) ขั้นตอนเค้าคือต้องโรยผงแป้ง แล้วใช้ลูกบอลที่เค้าให้มา (หรือใช้พัฟ ที่ต้องซื้อแยกนะคะ แต่เพื่อประสิทธิภาพที่ดีขั้นเมื่อใช้คู่กัน..เค้าว่าอย่างนั้น) แล้วเราก็ต้องบีบๆๆ พัฟให้เกิดฟอง แล้วต้องพักฟองที่หยาบๆ (แลดูเหมือนฟองเวลาล้างจาน แต่เสียงเวลาปั๊มฟองเหมือนซักผ้าหน่ะค่ะ แฮ่ๆ sweat-21.gif นี่เราล้างหน้าอยู่แน่หรือนี่!?!? ) นำฟองไปพักที่มือนึง ทำสลับกันไปมา จนกว่าจะเป็นเนื้อครีมละเอียดๆค่ะ ครั้งแรกที่เราทำเวลาที่เริ่มเห็นฟองเปลี่ยนเป็นครีมเนื้อละเอียด มันช่างเป็น moment ที่มีความหวังเกินบรรยายค่ะ..ว่าเราจะได้เริ่มได้ล้างซักที! 555 อ้ะ! ล้อเล่นน.. เราจะรู้สึกว่าอยากกินฟองนั้น เพราะมันช่างเหมือนวิปครีมเสียนี่กระไร!?! ไม่ใช่แล้น! แล้วเราก็ต้องล้างตามขั้นตอนการถูพัฟลงบนหน้าให้ถูกวิธีด้วยค่ะ

พอล้างเสร็จ แว้บแรกที่มองกระจก บอกได้เลยค่ะว่าหน้าดูใสขึ้นจริงๆ และรู้สึกสะอาดๆ ดี แต่หลังล้างหน้าด้วย Washing Powder ในครั้งแรกนี่ รู้สึกหน้าตึงๆ นิดหน่อย ไม่ทราบว่าเพราะไม่ชินรึเปล่า..เพราะที่ผ่านๆ มาใช้โฟมแบบไม่มีฟองหน่ะค่ะ มันจะได้อารมณ์ล้างหน้าแบบไม่ได้ล้าง 555 งงอ่ะป่าวคะ แบบล้างแล้วหน้ายังเหมือนมันๆ ลื่นๆ อยู่ แต่พอเปลี่ยนมาเป็นฟังก์เคลตัวนี้แล้ว มันจะไม่รู้สึกมันๆ ที่ผิวแล้วหน่ะค่ะ แต่ไม่ทราบว่าคิดไปเองรึเปล่า รู้สึกว่าหน้าก็นุ่มๆ ดีค่ะ และรู้สึกว่าเวลาทาโลชั่นแบบที่เป็นน้ำหลังการล้างหน้า ก็ซึมซาบได้ทั่วทั้งใบหน้าได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

หลังจากล้างหน้าด้วย Facial Washing Powder ผ่านไป 1 เดือนก็รู้สึกว่าสิวอุดตันที่บริเวณคางลดลงค่ะ จนตอนนี้เริ่มติด(ใจ) ค่ะ ถ้าวันไหนไม่ได้ล้างด้วยเจ้าตัวเนี้ย ก็จะ(คิดไปเอง)ว่าหน้าไม่ใส และไม่สะอาดเท่าไหร่ (ทั้งๆ ที่จริงๆ ก็ไม่แน่ใจว่าจริงรึเปล่า เพราะอันนี้ใช้ความรู้สึก และการสังเกตของตัวเองวัดเอาหน่ะค่ะ) เพราะจริงๆ โดยส่วนตัวไม่ค่อยสังเกตผลหลังการใช้ของ cleanserเหมือนพวก skincare หน่ะค่ะ คือรู้สึกว่าก็แค่ล้างหน้า แต่ Facial Washing Powder ตัวนี้สามารถทำให้รู้สึกได้ค่ะ ว่าหน้าใสขึ้นเล็กน้อย – ปานกลาง รู้สึกว่าหน้าสะอาดและพร้อมสำหรับขั้นตอนการบำรุงต่อไปค่ะ cute_2.png ส่วนเรื่องราคากับความคุ้มค่า ก็คิดว่าพอได้นะคะ เพราะขวดนึง สาวๆ สามารถใช้ได้ประมาณ 2 เดือน (แต่ที่ตัวเองใช้นี่มากกว่า 2 เดือนค่ะ สงสัยช่วงแรกๆ ประหยัดผงแป้งไปหน่อย อิอิ) ก็ควรเก็บขวดผงแป้งไว้ในที่แห้งๆ หน่อยหน่ะค่ะ ถ้าเอาไว้ในห้องน้ำ อาจทำให้ผงแป้งชื้นๆ แล้วมีเศษผงแป้งชื้นๆ ติด อุดตันที่ปากขวด อาจทำให้เทยาก หรืออาจทำให้ความสดใหม่ลดลงเร็วขึ้น เพราะฝาปิดไม่ได้สนิทค่ะ อ้อ! ลืมบอกว่าสิ่งที่คุ้มค่ามากๆ คือเครื่องสำอางของฟังก์เคลเค้าไม่ผสมสารกันเสียค่ะ เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ vinegargirl เองรู้สึกว่าได้ล้างหน้าให้สะอาดหมดจด ปลอดภัยจริงๆ เลยค่ะ

จุดด้อยของเค้า ก็คงเป็นอย่างที่บอกหน่ะค่ะ สาวๆ อาจต้องขยันกันสักนิด อย่างตัวเองก็ต้องตื่นเช้าหน่อยเพื่อการนี้โดยเฉพาะค่ะ! โอ้วว..แลดูเหมือนอลังการ คือจริงๆโดยส่วนตัวเนี่ย เป็นคนที่ขี้เกียจสุดๆค่ะ ขนาดที่ไม่ค่อยใช้ครีมนวดผม เพราะขี้เกียจนวดแล้วล้างอีกครั้ง แฮ่ๆ sweat-21.gif ทุกๆ อย่างจะรีบๆค่ะ ไม่เน้น แต่เพื่อสิ่งนี้ก็เลยต้องมีเวลาปล้ำ เอ้ย! ปั๊มกะเค้าหน่อย ซึ่งตอนแรกๆ อาจจะรู้สึกเสียเวลาหน่อยค่ะ ทำๆไปเรื่อยๆ ก็จะเริ่มชิน แต่บางวันที่ขี้เกียจจริงๆ ก็ไม่ได้ใช้ค่ะ แต่ตอนนี้แก้ปัญหาด้วยการซื้อแบบ Liquid มาใช้ค่ะ แบบนี้ถ้าใช้กับพัฟนี่ หยดเพียงนิดก็ให้ฟองราวกับซักผ้าได้เป็นกาละมังเลยค่ะ แฮ่ๆ หรือบางทีขี้เกียจมากๆ ก็ใช้มืออย่างเดียวก็เกิดฟองได้ง่ายกว่าค่ะ

ส่วนขั้นตอนสำคัญของการใช้ Facial Washing Powder ให้เกิดฟอง
ถ้าใช้มือ (อูยยยย..สยิวคำพูดตัวเอง อิอิ) จะไม่ค่อยเกิดฟองได้ดีหน่ะค่ะ หรือว่าข้าพเจ้าไม่มีความสามารถก็ไม่ทราบ แต่แนะนำว่าให้ใช้ลูกบอลที่เค้าให้มา หรือใช้คู่กับพัฟดีที่สุดค่ะ สำหรับ powder ถ้าสาวๆ ที่อยากประหยัดเวลาก็ลองแบบ liquid ได้นะคะ แต่ถ้าให้แนะนำ สาวๆ ควรลองแบบ original คือแบบผงแป้งกันก่อนค่ะ teeth_smiley.gif

คะแนน 4star1.jpg

Note: ถ้าสาวๆ หรือหนุ่มๆ คนไหนอยากทดลองใช้ดู (เมื่อเดือนที่ผ่านมา เค้ามีแจก sample ด้วยนะคะ แต่ไม่แน่ใจว่า ตัวอย่างทดลองของ Facial Wasing Powder อันนี้หมดไปรึยัง?) ลองไปเช็คดูได้ค่ะ ที่เคาน์เตอร์ หรือสามารถสั่งซื้อทาง FANCL Call Center ด้วยนะคะ

สำหรับสาวๆ คนไหนที่มี cleanser ดีๆ อยากแนะนำ รบกวนลองบอกกันเข้ามาหน่อยนะค๊า.. appre.gif

Comments (15)

Estee Projectionist High Definition Volume Mascara – Review

Posted on 14 March 2007 by Vinegar Girl

ขอตอบ comments ของเรื่องมินิเดรสกันก่อนนะคะ สำหรับสาวๆ ที่อยู่ในเมืองหนาวๆ อยู่ อย่างน้องเบส และน้องโอปอลเนี่ย ไม่ต้องรอให้ร้อนถึงใสมินิเดรสก็ได้ค่ะ เพียงแต่จับคู่กับเลกกิ้งส์ หรือสกินนี่ยีนส์ตัวเก่ง ก็ช่วยให้เป็น ’60s นิวลุคได้ค่ะ ^_^

ส่วนวันนี้เรามารีวิวมาสคาร่าจากเอสเต้ ลอเดอร์ รุ่น Projectionist High Definition Volume ค่ะ (โอ้ววว..ชื่ออลังการยาวได้ใจมากค่ะ) ขอขอบคุณนางแบบ และสัมภาษณ์จากน้องบัว สาวสวยที่ออฟฟิศอีกครั้งนะคะ ที่ได้นางแบบรับเชิญและผู้ที่ test เพราะพอดีน้องบัวจะซื้อมาสคาร่าใหม่ เพื่อสวยใสในวันพิเศษค่ะ ข้อมูลที่ได้มานี่ถามจากความรู้สึกก่อนและหลังทดลองของน้องบัวทั้งหมดค่ะ น้องบัวลังเลว่าจะซื้อรุ่นไหนดี เลยชวนกันไป test ที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอางโดยมีน้องแนนเป็นพยานด้วยค่ะ ส่วน vinegargirl วันนั้นพอดีปัดมาสคาร่ามาจากบ้านแล้ว เลยไม่ได้ test ด้วยตัวเองซึ่งเสียดายมากๆค่ะ T_T

น้องบัวเราเสียสละขนตาเพื่อ test ขนตาข้างหนึ่งด้วยมาสคาร่าของคลีนิครุ่นเมื่อวาน และอีกข้างด้วยเอสเต้รุ่นนี้ เย็นวันนั้นเลยต้องเดินกลับบ้านแบบตัวเอียงๆ เพราะขนตา 2 ข้างหนาและยาวไม่เท่ากัน! แฮ่ๆ fauxcul2.jpg (อ้ะ..ล้อเล่นนน..ขนตาไม่ใช่น้ำในหูไม่เท่ากัน!)

ขอแอบให้รายละเอียดของน้องบัวหน่อยนะคะ น้องบัวจะเป็นสาวที่มีดีเทลกับขนตามากๆ เวลาดัดขนตานี่จะต้องเด้งเนียนๆ แบบธรรมชาติ ไม่มีวันไหนที่น้องบัวมาทำงานแบบขนตาหักเด็ดขาดค่ะ โดยส่วนตัวของน้องบัวจะชอบขนตาที่ดูเป็นธรรมชาติค่ะ (สังเกตแล้วน้องไม่ชอบปัดขนตาให้ดูเหมือนใส่ขนตาปลอมนะคะ) เพราะฉะนั้นสาวๆที่ชอบแบบคม ชัด ลึกหล่ะก็ ไม่ต้องคิดมากค่ะ สำหรับคลีนิครุ่นเมื่อวาน เพราะสวยเด่นเป็นสง่ามาแต่ไกลแน่นอนค่ะ

w-esteelauder-projectionist.jpg Estee Lauder : Projectionist High Definition Volume Mascara
ราคา : 900 บาท

คุณสมบัติ :
มาสคาร่า นวัตกรรมพิเศษ VolumAire เทคโนโลยีก้าวล้ำ มีส่วนผสมของสารโพลีเมอร์พิเศษที่มีลักษณะกลมกลวง ทำหน้าที่เหมือนบอลลูนอากาศ ทำให้ขนตาหนาโดยไม่ทำให้ขนตาหนักลง นอกจากนี้ยังมีแปรงพิเศษที่ออกแบบมาให้แปรงขนตาได้ โดยไม่จับเป็นก้อนค่ะ

Review : เนื้อครีมลื่น ปัดง่ายมากๆค่ะ แบบที่ไม่ต้องตั้งใจมาก ก็ปัดออกมาได้สวยค่ะ เวลาปัดซ้ำไม่เป็นก้อนค่ะ รู้สึกเบาที่ขนตาค่ะ มาสคาร่าตัวนี้ช่วยให้ขนตาเรียงเส้นสวยมากๆค่ะ ไม่เป็นก้อนเลยจริงๆค่ะ ขอเน้นค่ะ สามารถใช้ทุกส่วนของแปรงปัด แล้วออกมาสวยค่ะ ไม่ต้องมาเลือกมุมค่ะ

ส่วนที่เด่นๆ เลยคือ ช่วงโคนขนตาจะไม่รวมตัวเป็นก้อนเวลาปัดค่ะ เวลาปัดซ้ำก็จะแยกเส้นชัดเจน (พิมพ์ไปพิมพ์มานี่ เหมือนกินก๋วยเตี๋ยวเลยค่ะ มีแยกเส้น แยกน้ำด้วยอ่ะป่าวเนี่ย!) แฮ่ๆ เข้าเรื่องต่อค่ะ มาสคาร่าตัวนี้ถ้าปัดพลาด คือเป็นก้อนเล็กๆ ที่ปลายขนตา สาวๆ สามารถใช้หวี หรือทิชชูสะกิด หรือเขี่ยเบาๆ ก็ออกค่ะ ถ้าต้องการดัดขนตาหลังจากปัดมาสคาร่าแล้ว ก็สามารถทำได้ค่ะ เพราะตัวมาสคาร่าได้แห้งไปกับเส้นขนตา ไม่รู้สึกหนึบๆ เวลาหนีบที่ดัดขนตาลงไปค่ะ และที่สำคัญอย่างที่บอกค่ะ ว่าหลังดัดแล้วก็ไม่ทำให้ขนตาจับกันเป็นแพ ไม่จับเป็นกระจุกค่ะ

estee_projectionist-test-02.jpg

Projetionist ตัวนี้เท่าที่น้องบัวปัดแบบครั้งเดียว จะให้ความยาวที่เด่นขึ้นมา แต่ความหนายังไม่ได้ค่ะ แต่น้องบัวชอบแบบดูเหมือนขนตาธรรมชาติที่ดูยาวสวย จึงพอใจกับการปัดแค่ครั้งเดียวค่ะ เลยไม่แน่ใจว่าถ้าปัดซ้ำ จะช่วยให้ดูหนาขึ้นได้เยอะแค่ไหนค่ะ ตัวนี้ล้างออกง่ายค่ะ

แต่สิ่งที่ตามมาคือ ถ้าร้องไห้ หรือเวลาทานส้มตำปูปลาร้าแล้วน้ำตาเล็ด ต้องระวังนิ้ดส์นึงค่ะ เพราะก็เลอะได้เวลาโดนน้ำค่ะ เวลาเลอะนี่ทำให้สาวๆ กลายเป็นหมีแพนด้าได้เลยค่ะ ไม่มาแบบเป็นเกล็ดๆร่วงๆนะคะ มาเป็นคราบเลยค่ะ แต่ถ้าอยู่ในเวลาปกติ ผ่านไปทั้งวันโดยไม่โดนน้ำแบบไหลมาเทมานี่ ปลอดภัยจากขอบตาแพนด้าแน่นอนค่ะ และที่เท่าที่น้องบัวสังเกต คือ ปัดตั้งแต่เช้า ช่วงเย็นผ่านไป ขนตาก็ยังตกลงมาเหมือนกันค่ะ ไม่เด้งงอนงามเหมือนตอนที่ดัดขนตาใหม่ๆค่ะ (รูปอาจไม่ค่อยชัดเท่าไหร่นะคะ)

มาดูคะแนนกันนะคะ คะแนนเต็ม 5 ดาวเช่นเคยค่ะ

ความยาว 4star1.jpg
ความหนา 3star.jpg
ไม่จับเป็นก้อน และขนตาไม่เกาะกันเป็นกระจุก 4star1.jpg
ล้างออกง่าย 3-half_star.jpg

Tips & Trick
ในการเลือกซื้อมาสคาร่านั้นคือถ้าได้ทดลอง ก็น่าจะดีกว่าค่ะ เพราะมาสคาร่าบางยี่ห้อ ราคาก็ค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นการได้ทดลอง น่าจะทำให้เราได้รุ่นที่ถูกใจจริงๆค่ะ ส่วนวิธีนั้นคือกล้าๆ เข้าไว้ค่ะ ถ้ารู้สึกไม่อยากโดน B.A. ข่มขืนด้วยสายตา ก็ต้องพาเพื่อนไปด้วยค่ะ ไปกันเป็นกลุ่มๆ ก็ยิ่งดี เพิ่มความกล้า และมั่นใจค่ะ แต่ส่วนที่สำคัญคือ ต้องขอแปรงที่ใช้สำหรับ test จาก B.A. ด้วยนะคะ (ไม่ได้ใช้แปรงในหลอดตัว tester บรรเลงจงบนขนตาเลยนะคะ) เพื่อสุขภาพดวงตาของเราเอง สำหรับบางยี่ห้อและบางรุ่นที่ เค้าไม่ได้ลงทุนทำแปรงสำหรับ tester (หรือ B.A. ปฏิเสธว่าไม่มีแปรง tester) เราก็ต้องรบกวนให้ B.A. ทำความสะอาดแปรงก่อนค่ะ ^_^

Comments (2)

Clinique Defining Power Mascara – Review

Posted on 13 March 2007 by Vinegar Girl

แท่น แทน แท๊น…กลับมาอีกครั้งค่ะ กับการรีวิวผลิตภัณฑ์ความงามค่ะ (แอบกระซิบว่า..เดี๋ยวจะมีหลายๆตัวตามมาอีกระลอกใหญ่เลยค่ะ) เนื่องด้วย topic ที่แนะนำมาสคาร่าใหม่ เป็นที่สนใจของสาวๆ อย่างมาก แถมมาสคาร่าเป็นชิ้นโปรดของสาวๆ ด้วยแล้ว vinegargirl ต้องไม่พลาดแน่ๆค่ะ ครั้งนี้เราไป test ที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอางกันค่ะ

clinique-defining-power-mas.jpg

และที่พิเศษสุดๆคือคราวนี้เราได้นางแบบรับเชิญ น้องบัว : web designer และถนัดวาดการ์ตูน+ animate มือโปร สาวสวยของเราใน office วันนี้จะขอเปลี่ยนจากการขยับข้อมือขึ้นๆลงๆ (ในการคลิกเม้าส์) มาเป็นขยับข้อมือขึ้นๆลงๆ (ในการปัดมาสคาร่า) แทนค๊า… แหมคุณๆขา คิดอะไรกันไปไหน น้องนุ่งในออฟฟิศค่ะ อะฮั้นไม่กล้าทำทะเล้นใส่หรอกค๊า…คิกๆ ๆ herher-1.gif น้องบัวของเราต้องการซื้อมาสคาร่าใหม่ค่ะ ลองมาดูกันเลยค่ะว่าเธอจะซื้อยี่ห้อไหนค่ะ

Clinique Defining Power Mascara
ราคา: 850 บาท
ขนาด: 6 กรัม

คุณสมบัติ :
มีด้ามแปรงที่เป็นทั้งหวี และแปรงในด้ามเดียวกัน ซึ่งได้รับการออกแบบเป็นพิเศษสำหรับขนตาของสาวเอเชียที่ส่วนใหญ่ มีลักษณะสั้นและตรง Defining Power Mascara จะช่วยเพิ่มความหนาของขนตา และให้ขนตาเรียงตัวสวย ไม่ติดกันเป็นก้อน และไม่หลุดลอกเป็นเกล็ด พร้อมสร้างความคมเข้มให้ขนตาแต่ละเส้นด้วยเนื้อสีเข้มข้น ทำให้ดวงตาสวยงามโดดเด่นขึ้นอย่างที่คุณคาดไม่ถึง

Review : เนื้อครีมไม่แห้งค่ะ ลื่นเหมือนกัน แต่ปัดค่อนข้างยากค่ะ คือน้องบัวบอกว่าต้องตั้งใจปัดมากๆ ต้องมีการควบคุมข้อมือให้ดีค่ะ เพราะด้านหนึ่งที่เป็นแปรง และอีกด้านที่เป็นหวี ถ้าสะบัดข้อมือไม่ดี เดี๋ยวหวีทิ่มตา (แฮ่ๆ อันนี้พูดเล่นค่ะ คงไม่ถึงขนาดหวีทิ่มตาได้อ่ะนะคะ ) แต่ที่สำคัญคือ ต้องตั้งใจและใช้สมาธิสูงค่ะ เพราะว่าถ้าปัดไม่ดี อาจทำให้ขนตาเป็นก้อนได้ค่ะ แต่ครั้งแรกที่น้องบัวปัดจะยังเห็นไม่ชัด B.A. เธอทนไม่ไหว เลยทำการปัดให้ค่ะ มันก็เด้งขึ้นมาทันตาเห็นค่ะ แต่ไม่ค่อยสวยเรียงเส้นเท่าไหร่ค่ะ ออกแนวเป็นกระจุกมากกว่า (มีเกาะกัน โย้ไปเย้มาด้วยค่ะ ไม่แน่ใจว่า B.A. ปัดไม่ถนัดหรืออย่างไร)

clinique-defining-mascara-tes.jpg

หลังจากหลายชั่วโมงผ่านไป ขนตายังคงความเด้ง งอนขึ้นไปอยู่ได้ทั้งวันค่ะ สัมภาษณ์น้องบัวว่ารู้สึกหนักที่ขนตาไหม? น้องบัวบอกว่าหนักเหมือนกันค่ะ แต่ขนตาไม่ตกลงมานะคะ คือก็ยังคงเด้ง และเป็นกระจุกอยู่ค่ะ แต่พอผ่านไปหลายชั่วโมง ตกเย็นๆ จะเห็นเป็นเศษมาสคาร่าเป็นผงๆหล่นอยู่บริเวณรอบดวงตาค่ะเนื่องจากรุ่นนี้เป็นรุ่นกันน้ำ (ออก) ((ไม่ใช่นาฬิกา~!!)) ค่ะรุ่นกันน้ำค่ะ จึงทำให้ล้างยากบ้างพอสมควรค่ะ ไม่ทราบเพราะว่า B.A. ปัดมาให้เป็นกระจุกโดยเฉพาะโคนขนตารึเปล่า? น้องบัวเราเลยต้องยิ่งพยายามล้างส่วนหนาแน่นตรงโคนขนตาค่ะ

สรุปนะคะ : จากที่เห็นตัวอย่างจากน้องบัวแล้ว vinegargirl ขอสรุปว่า Clinique Defining Power มาสคาร่ารุ่นนี้ เหมาะกับสาวๆที่ขนตาสั้น และมีลักษณะทิ่มตรงค่ะ เพราะจะช่วยให้ดวงตาดูกลมโตขึ้นอย่างมากเมื่อปัดแล้ว แต่อาจต้องทำใจเรื่องการจับตัวเป็นก้อนอยู่บ้างค่ะ ถ้าใครที่มีความตั้งใจสูงในการปัดมาสคาร่าแต่ละครั้ง หรือสาวๆ ที่ค่อนข้างเทิร์นโปรในการปัดมาสคาร่าแล้ว รุ่นนี้ก็น่าจะเหมาะค่ะ คือสำหรับคนที่ชอบให้ขนตาดูเด้งไว้ก่อน ดูเด่นชัดมาแต่ไกล แต่ไม่ค่อยกังวลใจกับปัญหามาสคาร่าเป็นก้อนก็เลือกตัวนี้ได้เลยค่ะ

มาดูคะแนนกันค่ะ คะแนนเต็มที่ 5 ดาวนะคะ

ความยาว 4star.jpg
ความหนา 3-half_star.jpg
ไม่จับเป็นก้อน และขนตาไม่เกาะกันเป็นกระจุก 2-half_star.jpg
ล้างออกง่าย 2-half_star.jpg

สาวๆที่ลอง test แล้วเป็นยังไงช่วยบอกกันด้วยนะค๊า ไว้พรุ่งนี้เรามารีวิวมาสคาร่ากันต่อนะค๊า ^_^

Comments (3)

ELLE Beauty Top 5 Hall of Fame : Tinted Moisturizers

Posted on 26 February 2007 by Vinegar Girl

สวัสดีค๊าสาวๆ วันหยุดที่ผ่านมาเป็นยังไงกันบ้างคะ หวังว่าคงจะแฮบปี้กันทุกคนนะคะ เมื่อเสาร์ + อาทิตย์ที่ผ่านมาตัวเองก็มีโอกาสได้ไปอบรมกับ Amarin Training มาด้วยค่ะ ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น ต้องอดใจรอแป็บนึงนะคะ (กำลังรอรูปอยู่เหมือนกันค่ะ) แล้วเดี๋ยวจะอัพเดทให้สาวๆ ฟังค่ะ ^_^ ระหว่างนี้ก็ลองคลิกกันเข้าไปดูคอร์สต่างๆ กันดูนะคะ หรือสามารถติดตามได้จากแม็กกาซีนในเครืออมรินทร์ เช่น แพรว, สุดสัปดาห์, ชีวจิต, Health & Cuisine เป็นต้นค่ะ

ช่วงนี้อากาศเริ่มร้อนแล้วนะคะ บางทีอาจทำให้สาวๆ ไม่อยากใช้ make up ที่หนาจนเกินไป เพราะพอผสมกับความมันบนใบหน้าแล้วพาลจะทำให้หน้าเหนียวเหนอะหนะ รู้สึกหนาหนักที่หน้าจนเกินไป ที่สำคัญบางคนเตรียมแพ็คกระเป๋าไปเที่ยวกันแล้ว เพราะมีวันหยุดยาวรับเงินเดือนออกใน weekend นี้ด้วยนะคะเนี่ย (คริๆ เป็นที่อิจฉาอย่างยิ่ง keng11.gif )

วันนี้ vinegargirl ขอนำเสนอ BEAUTY TOP 5 HALL OF FAME :
Tinted Moisturizers จาก elle ค่ะ

elle-hall-of-fame_tinted-mo.jpg

จากใน Top 5 Hall of Fame นี้โดยส่วนตัวเคยใช้แค่ของ Clinique ยี่ห้อเดียวค่ะ ซึ่งก็ชอบเหมือนกันค่ะ และเคยใช้ Stila Illuminating tinted moisturizer ซึ่งก็ชอบมากๆ อีกเช่นกันค่ะ แต่ที่ได้ยินชื่อเสียงเลื่องลือระบือไกลนี่ เป็น Laura Mercier ค่ะ ถ้าสาวๆ คนไหนเคยลองแล้ว รบกวนเล่าให้ฟังบ้างนะคะ ^_^

หลายคนอาจสงสัยว่า Tinted Moisturizer คืออะไร?
A : Tinted Moisturizer ก็คือมอยเจอร์ไรเซอร์ ผสมรองพื้นเนื้อบางเบาค่ะ คือเป็นแบบ 2 ขั้นตอนในครั้งเดียวค่ะ คือบำรุงผิวหน้า และ ช่วยปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ

ในบางยี่ห้ออาจผสมสารกันแดด และเนื้อแบบ sheer หรือ illusminating ที่ช่วยให้ผิวหน้าดูเปล่งประกาย ดูชุ่มช่ำแบบ dewy look คือ ผิวที่ดูฉ่ำๆ โดยที่สาวๆ อาจทาแต่ tinted moisturizer โดยไม่ต้องลงแป้งทับค่ะ ลุคนี้เหมาะมากๆ สำหรับสาวๆ ที่ไปเที่ยวทะเลค่ะ ^_^

Comments (4)

ETUDE Clean & Lasting Eyeliner – Review

Posted on 25 January 2007 by Vinegar Girl

สำหรับน้อง Pui_n* เรื่องทรงผมไปงานที่จะใส่กับเดรสเกาะอกนั้น
พี่อ้อมแนะนำว่า ถ้าผมยาวพอที่จะรวบได้ ลองรวบหางม้าแบบต่ำ แล้วเอาหางม้าปัดเอียงมาข้างใดข้างหนึ่ง และเอามาไว้ด้านหน้า เพื่อไม่ให้ดูโล่งๆ ตรงช่วงไหล่ก็ได้ค่ะ (อธิบายแบบนี้แล้ว งงไหมคะ?) เอาไว้เดี๋ยวจะรีบหารูปมาไว้ให้ดูนะคะ (หวังว่าคงพอจะทันก่อนวันงานของน้อง Pui_n* นะคะ)

ขอบคุณสองหนุ่มจากงาน Thailand Blogger Meeting 2007
ที่แวะเข้ามาเยี่ยมนะคะ คุณต้อม ช่างภาพสุดเท่จาก photomind
และ Catkun หนุ่มหน้าใส อยากรู้ว่าบล็อกของแต่ละคนมีอะไร
ลองคลิ๊กเข้าไปอ่านกันเลยค่ะ ยังไงขออนุญาตใส่ link เช่นกันนะคะ ^_^

น้องMink ส่งข่าวมาบอกสาวๆค่ะว่า VNC ลดราคาถึง 80%
อยู่ที่ Central World (เซ็นทรัลเวิร์ด) คิดว่าสาวๆ คงได้แวะไปดูนะคะ อิอิ

ขอบคุณ NongNing , น้อง Opal และสมาชิกใหม่ น้องแผม
ที่แวะเข้ามาทักทายนะจ้ะ ^_^

กลับมาแล้วค๊า..กับการรีวิว ที่ไม่ได้ทำซะนาน แฮ่ๆ
ขอต้อนรับการกลับมาคราวนี้ กับอะไรที่เป็นแท่งๆ อีกแล้วค่ะ!
เก๊าะ..แหม อะฮั้นชอบอะไรที่เป็นแท่งนี่ค่ะ.. อิอิ
ต้องเป็นอะไรที่ขนาดพอดีมือ ใช้ง่าย..ใช้สะดวก และเสร็จ!
อุ้ย! พิมพ์หล่นไปหน่ะค่ะ fauxcul1.jpg และสวยเสร็จในขั้นตอนเดียว
จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากอายไลเนอร์ เอ้อ..เอ้อ.. แท่งนี้นี่เอง!!
แต่ที่เกริ่นนำช่วงแรก ดูเหมือนไม่น่าจะกลายมาเป็นอายไลเนอร์ได้เลย sweat12.gif

et-cleaneye-1.jpg

Clean & Lasting Eyeliner จาก Etude ค่ะ
ขนาด 8.5g
ราคา ประมาณ 4xx บาท
(สี่ร้อยกว่าบาทค่ะ พอดีซื้อในช่วงลดราคา เลยจำราคาไม่ได้ค่ะ)

คุณสมบัติที่ Etude นำเสนอนั่นคือ

  • ส่วนผสมเช่น Fit-Up polymer ที่ทำให้ Clean & Lasting อายไลเนอร์ ไม่เลอะเปื้อนรอบดวงตาค่ะ
  • ด้วยสูตร Quick Drying Synthetic polymer ที่ทั้งแห้งเร็ว และยังช่วยให้อายไลเนอร์ติดทนนาน และยังคมชัดอยู่ตลอดค่ะ

Review : จะขอเริ่มรีวิวส่วนปลายพู่กันก่อนนะคะ คิดว่าส่วนของพู่กันสำหรับเขียนค่อนข้างยาวและอ่อนนุ่มมาก จึงทำให้การควบคุมเส้นค่อนข้างยากในการเขียนครั้งแรกๆค่ะ แต่พอเริ่มชินและเริ่มมีเทคนิคในการคอนโทรลก็จะเขียนง่ายขึ้นค่ะ ที่คัญสำหรับอายไลเนอร์แบบน้ำ หรือลิควิดแบบนี้คือ เราสามารถบังคับให้เส้นใหญ่ เส้นเล็ก หรือเส้นหมี่ได้ อุ้ย! ไม่ใช่ลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวแล้วค่ะ พอเราเริ่มฝึกวิชาแก่กล้า เราก็จะสามารถควบคุมเส้นให้ออกมาจากจิตวิญญาณ~ มาสู่ปลายพู่กันได้อย่างงดงามค่ะ

ด้วยส่วนผสมที่ลงท้ายด้วย polymer เนี่ยค่ะ เวลาเขียนลงไปนี่จะให้ความรู้สึกแตกต่างจากอายไลเนอร์แบบน้ำทั่วๆไปเลยนะคะ มันจะเหมือนฟิล์มเคลือบอยู่ แห้งเร็วมากๆ ซึ่งในจุดนี้ช่วงแรกจะมีปัญหาเวลาเขียนไม่สวย ต้องมาลบเขียนใหม่ แต่เพิ่งค้นพบสูตรค่ะ คือจริงๆ ใช้คอทท้อนบัด หรือก้านสำลีเนี่ยหล่ะค่ะ (แฮ่ๆ คิดคำศัพท์ไม่ทัน.พิมพ์ซะยาวเชียว) เอาก้านสำลีชุบน้ำหมาดๆ แล้วค่อยๆ เกลี่ยเส้น หรือส่วนที่เราเขียนผิด หรือเขียนไม่สวยออก แล้วค่อยๆลงอายไลเนอร์ใหม่ค่ะ ทีนี้ก็ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ แล้วรอบดวงตาจะไม่เลอะ และไม่ต้องมานั่งแต่งใหม่ทั้งหมดค่ะ ซึ่งอันนี้ถือเป็นข้อดีนะคะ เพราะถ้าเค้าไม่ได้ทำให้เป็นโพลีเมอร์เนี่ย เวลาลบอาจยุ่งยาก และเลอะเทอะด้วยค่ะ ซึ่งคุณสมบัติเค้า คลีน และ ติดทนนานสมชื่อเลยค่ะ ไม่ว่าจะเย็นย่ำขนาดไหน สีของอายไลเนอร์ก็ยังแจ่มชัดอยู่เสมอค่ะ ที่สำคัญ ไม่เคยเลอะเทอะเลยค่ะ ดีมากๆ เลยค่ะ (เพราะปกติใส่คอนแทคเลนส์ แล้วบริเวณรอบดวงตาจะเลอะง่าย อาจเป็นเพราะต้องหยอดน้ำตาเทียมบ่อย) แต่ใช้อายไลเนอร์ตัวนี้ ไม่เคยต้องกังวลเลยค่ะ บางครั้งตอนเย็นต้องออกไปงานต่อ ก็สามารถล้างหน้าได้ + แต่งหน้าใหม่ได้เลยค่ะ แต่อายไลเนอร์ยังอยู่ (ถ้าไม่ฟอกโฟมล้างหน้า ถู หรือ ขยี้ที่รอบดวงตาเวลาล้างหน้านะคะ) เวลาล้างออกจริงๆ ง่ายมากเลยค่ะ แนะนำว่าใช้น้ำยา หรือเจลล้างเครื่องสำอางรอบดวงตาชุบสำลีแปะไว้สักครู่ แล้วลูบออกได้ง่ายได้ บางทีถ้าล้างหน้า เราก็จะสามารถลอกออกได้เลยค่ะ (ต้องใช้คำนี้ค่ะ เพราะบางทีเวลาล้างหน้าธรรมดา แล้วพยายามถูเบาๆตรงอายไลเนอร์..เค้าสามารถลอกออกมาเป็นเส้นได้เลยค่ะ อันนี้ไม่มีเลอะเทอะรอบดวงตา เป็นหมีแพนด้าแน่นอนค่ะ) ขอแอบกระซิบอีกนิดหน่อย ว่าใช้เจลล้างเครื่องสำอางรอบดวงตาจะเวิร์คกว่าค่ะ เพราะไม่ใช่แบบน้ำมัน (ยี่ห้อที่ใช้ดีก็คือ ของ Talika ค่ะ ^_^) สรุปว่าไม่เป็นหมีแพนด้าระหว่างวันแน่นอนค่ะ

แต่ข้อด้อย ของอายไลเนอร์ตัวนี้ก็มีค่ะ ตรงที่เป็น polymer เช่นกันค่ะ เพราะถ้าเขียนบนผิวรอบดวงตาเราเนี่ยเจ๋งมากๆ แต่พอดีเรามีขนตาด้วยสิคะ และยิ่งถ้าเป็นคนที่ขนตางอนเด้งเช้งวับละก็ ค่อนข้างมีปัญหาค่ะ ตรงที่ปลายพู่กันจะโดนส่วนของขนตาด้วย ทำให้ใยโพลีเมอร์จับที่ขนตาด้วย โดยเฉพาะช่วงโคนขนตา ทีนี้เวลาเขียนอายไลเนอร์สวยแล้ว จะปัดขนตาให้เรียงเส้นสวย อาจทำได้ยากมาก ถ้าโคนขนตาโดนจับด้วยอายไลเนอร์ เพราะมันจะไม่สามารถแผ่กระจายได้เรียงเส้นแล้วค่ะ และภาคต่อหลังจากนั้น คือเวลาล้างออกเนี่ยหล่ะค่ะ ถ้ามันกระจุกตรงโคนขนตาเยอะ อันนี้ต้องอาศัยความใจเย็นในการล้างเครื่องสำอางเข้าช่วยค่ะ บางทีกลับมาเหนื่อยๆ อยากรีบนอน ก็จะรูดๆ (เอ่อ..หมายถึงเส้นขนตานะเคอะ มิใช่รูดๆๆ อย่างอื่น อิอิ) พอรูดๆๆ มากๆเข้า มันก็หลุดหน่ะสิคะ! ขนตาค่ะ ขนตาหลุดค่ะ อีกสิ่งหนึ่งคือ ตัวเนื้ออายไลเนอร์เวลาเขียนเสร็จ พื้นผิวจะมีความมันวาวเล็กน้อยค่ะ ถ้าคนที่ต้องการขอบตาแบบที่ดูเป็นธรรมชาติหน่อย คิดว่าไม่น่าจะเหมาะค่ะ เพราะอันนี้จะเห็นเด่นชัดขึ้นมาเล็กน้อยค่ะ ถ้าจะให้ดูเป็นธรรมชาติเหมือนไม่ได้เขียนขอบตา อาจต้องใช้อายไลเนอร์แบบดินสอ หรือแบบเจลจะดีกว่าค่ะ

เขียนมาซะยาวเหยียด อ่านกันเหงือกแห้งเลยสิคะเนี่ย! จริงๆ อยากจะบรรยายละเอียดกว่านี้ แต่กลัวเห็นเรื่องวันนี้แล้วจะกลัวจนเล็บเหลืองกันซะก่อน เอาเป็นว่า ถ้าใครอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม แบบให้บรรยายจนเห็นภาพ บอกได้ค่ะ เดี๋ยวจัดให้นะคะ ^_^

วันนี้ขอจบแต่เพียงเท่านี้ค่ะ ราตรีสวัสดิ์ (รู้ว่าคุณผู้อ่าน ต้องอ่านตั้งแต่เช้ายันเย็นแน่ๆ สำหรับรีวิวเรื่องนี้ แฮ่ๆ sweat-2.gif )

Comments (2)

Stila – illuminating tinted moisturizer spf 15 – Review

Posted on 28 September 2006 by Vinegar Girl

แต่น แตน แต๊นนนนน….
ท่านผู้อ่านโปรดทราบ ช่วงนี้ฝนตกหนักทู้ก-กวัน
ต้องระวังสุขภาพกันหน่อยนะคะ
ควรกางร่ม หรือ ใส่เสื้อกันฝน จะได้ปลอดภัย (จากการเปียกฝน)
สำหรับใครที่ไม่ชอบกางร่ม หรือ ใส่เสื้อกันฝน ก็อาจ”ชื้นแฉะ”
และ “เลอะเทอะ” กันได้นะคะ!! เสี่ยงต่อสุขภาพมากๆค่ะ…ไม่ดีค่ะ ไม่ดี!
เอ่อ..ทั้งหมดที่พูดมา หมายถึงเรื่องฝนอย่างเดียวจริงๆค่ะ เหอๆๆ herher-11.gif

หายไปนานสำหรับการรีวิว วันนี้จัดให้แล้วค๊า…. Teeth_Smiley3.gif
สำหรับ แท่งเดียว ที่ทำให้เสียว อุ้ย! ที่ทำให้สวยเสร็จครบวงจร!!
แหม..พิมพ์ผิดค่ะ ไม่ต้องตกใจค่ะ fauxcul4.jpg
ยังอยู่ในเรื่องความสวยความงามเช่นเดิมค่ะ กับ

stila-illuminating-tinted-0.jpg

อูยยยย…. แท่งใหญ่และยาวไปหน่อยมั้ยคะเนี่ย! เอ่อ…หมายถึงรูปหน่ะค่ะ แฮ่ๆ..ใช้คำนามที่เป็นประธานผิดไปหน่อย อิอิ fauxcul4.jpg กับ (อีกทีค่ะ)
illuminating tinted moisturizer spf 15
จาก Stila ค่ะ
ขนาด 50 ml
ราคา 1,350 บาท

กับสรรพคุณที่เค้าบอกมาว่า เป็นสิ่งที่รวมความชอบของสาวๆ ไว้ในแท่ง..อุ้ย! หลอดนี้หลอดเดียว!! ว้าววว…ฟังแล้วน่าตื่นตาตื่นใจจริงๆค่ะ!!

  • ไม่ว่าจะเป็นชิมเมอร์ในปริมาณที่พอเหมาะ
  • เนื้อมอยซ์เจอร์ที่ทำให้ผิวสาวๆ ดูสวยสมบูรณ์แบบได้ตลอดวัน
  • แถมยังมีสารกันแดด spf 15 อีกด้วย

จะสวยด้วยหลอดนี้เดี่ยวๆ หรือใช้ก่อนทารองพื้นก็ได้ค่ะ แหมสรรพคุณช่างครบวงจรจริงๆค่ะ แบบนี้มีรึที่ vinegargirl จะพลาด!

stl-illu-t-m-15.jpg

Review : เนื้อครีมค่อนข้างเข้มข้น ไม่ได้เป็นเนื้อมอยซ์เจอร์แบบเหลวนะคะ ครีมค่อนข้างเกาะตัวกันมากๆ สำหรับเรื่องกลิ่นก็โอเคค่ะ คือไม่ได้มีกลิ่นเครื่องสำอางรุนแรงมาก และไม่ใช่กลิ่นเดียวกับแป้งของ stila (ที่เคยบอกว่า กลิ่นเหมือนน้ำนมข้าว ที่บางคนรู้สึกหื่นๆ เอ้ย!หืนๆ หน่ะค่ะ อิอิ fauxcul4.jpg )

สำหรับชิมเมอร์ที่เราจะได้เห็นในเนื้อมอยซ์เจอร์ illuminating tinted moisturizer จาก Stila อันนี้ไม่ได้โดดเด่น เป็นประกายวิบวับมากมายนะคะ ซึ่งตัวเองก็คิดว่าพอเหมาะแล้วค่ะ ไม่งั้นสาวๆ คงหน้าวิบวับ เหมือน(กระจก)พระอุโบสถ ไปเรียน หรือทำงานกันตอนกลางวัน มันจะไม่งามค่ะ (แฮ่ๆ พูดไปนู่น! shy.gif )

พอทาลงไปที่ผิวเนื้อมอยซ์เจอร์จะให้ความรู้สึกเคลือบลงบนผิว ทำให้ผิวมีความนุ่ม รู้สึกเรียบเนียนในการแต่งหน้า มีความมันอยู่บ้างเล็กน้อย ไม่มากนะคะ (ก็เพราะเป็นมอยซ์เจอร์นี่คะ แฮ่ๆ) เนื้อมอยซ์เจอร์มีสีออกเนื้ออ่อนๆ ค่ะ เมื่อทาลงไปก็ทำให้หน้าดูสดใสขึ้นค่ะ ด้วยชิมเมอร์เนื้อละเอียดที่ช่วยสะท้อนแสง นั่นเองค่ะที่ให้หน้าดูสดใส สิ่งที่ดีโดดเด่นคือมีสารกันแดดในตัวด้วย ซึ่งทำให้สาวๆ ที่ไม่มีเวลา (หรือขี้เกียจอย่างดิชั้น) ที่จะทำอะไรหลายๆ ขั้นตอน เจ้าหลอดนี้ สามารถตอบโจทย์ได้ค่ะ
ถ้าให้เปรียบเทียบกับ รองพื้น VS illuminating tinted moisturizer spf 15 นี้ขอให้คำจำกัดความเว่าเป็น มอยซ์เจอร์กันแดดแบบมีสี ที่ช่วยให้หน้าดูสดใส ในคราวเดียว ค่ะ คุณสมบัติในการอำพราง และการปกปิดยังไม่สามารถทำได้เหมือนรองพื้นค่ะ

MakeUp Base VS illuminating tinted moisturizer spf 15 น้องหงษ์ของเรา เข้ามาถามหลังไมค์ว่ามันช่วยให้หน้ากระจ่าง ต่างกันอย่างไร? อืม…ขอตอบแบบทื่อๆ เหมือนเมื่อกี้อ่ะค่ะ… ก็คือ makeup เบสจะส่งพลังให้หน้ากระจ่างใส หรือบางยี่ห้อ ก็ทำให้หน้าดูขาวใสขึ้น ได้มากกว่าตัวนี้ค่ะ เพราะ makeup base เป็นการใช้สีกับปัญหาของผิว เนื้อ makeup base จึงมีสีต่างๆให้เลือกมากมาย เช่น ขาว ชมพู ม่วง หรือ เขียว หรือ makeup base บางตัว อย่าง strobe cream ของ M.A.C. ก็ให้การกระจายแสงที่มากกว่าตัวนี้ค่ะ

ตัวนี้จะเป็นอะไรที่รวมมิตรนี้ดดดส์นึงค่ะ เพราะฉะนั้นดูแล้วคุณสมบัติแต่ละอย่างจะมีพอประมาณ ไม่ได้โดดเด่นไปด้านใดด้านนึง เหมือนกับ makeup base หรือ รองพื้น ค่ะ แต่เหมาะสำหรับ สาวๆ ที่รักความสะดวกสบายง่ายๆ ที่อยากจะใช้แท่ง เอ้ย! หลอดเดียวอยู่ค่ะ!! อิอิ fauxcul4.jpg

Comments (5)