Archive | Beauty & Makeup

Make Up Trend – Full Brows

Posted on 17 August 2007 by Vinegar Girl

“ไม่รับค๊า…ไม่ร้าบบบ..มันรับไม่ได้ค่ะ”
เอ่อ…อันนี้หมายถึงไม่รับโทรศัพท์เวลาชมภาพยนตร์นะคร้าบบบ..พี่น้อง!! sweat11.gif
ส่วนจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ อันนี้ต้องศึกษากันก่อนนะคะ แล้วอย่าลืมไปร่วมลงประชามติ ในวันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2550 นี้ กันนะค๊า ^_^

เปิดหัวเรื่องมาแบบเหงื่อตกเล็กน้อย แฮ่ๆ ขอชงเข้าเรื่องกันเลยค่ะ ลองไปดูแบบผมฮ็อตล่าสุดกันค่ะใน Celebs Hair Style – Braids และตามติดด้วย Sales Calendar กันค่ะ

ส่วนเรื่องของวันนี้ เราอาจจะ (อ่านร่าง ไม่ค่อยรู้เรื่อง) เริ่มเครียด ไม่ดีค่ะ เดี๋ยวผมร่วง เพราะฉะนั้นมีวิธีการ balance ความดกดำมาที่คิ้วแทนค่ะ! ไม่ใช่แล้น!! เอาใหม่ค่ะ! ตอนนี้เทรนด์ล่ามาแรง แซงทางโค้งบนรันเวย์ ยันเรด คาร์เพ็ด ต้องยกให้เรื่อง คิ้วหนาๆ ค่ะ

vinegargirl-c-brows.jpg

Brooke Shields น่าจะเป็นไอคอนที่เป็นแรงบันดาลใจให้กระแสคิ้วเข้มมาแรงอยู่ในขณะนี้ค่ะScarlett Johansson กับคิ้วสีเข้ม (ที่จงใจ) ให้ตัดกับผมบลอนด์สีใหม่ของเธออย่างรุนแรงค่ะ เพื่อเน้นคิ้ว และดวงตาให้โดดเด่นค่ะ

ขอบคุณภาพจาก style.com ด้วยค่ะ

vinegargirl-runway-brows.jpg

บนรันเวย์ก็โดดเด่นไม่แพ้กันค่ะ กับลุคคิ้วเต็มรูปแบบ ทั้ง Roberto Cavalli, Chanel และ Christian Dior ค่ะ

วิธีได้ลุคคิ้วเข้มๆ :ง่ายๆ เลยค่ะ เพียงเตรียมโนริสาหร่ายชนิดแผ่น จากนั้นแปะลงบนคิ้วเดิม เจี๊ยกกกกกก!! นั่นมันทำคิ้วแบบคุณพ่อชินจังแว้ว!! sweat-2.gif อ้ะ..ล้อเล่นค๊า

วิธีได้ลุคสวยคิ้วเข้ม แบบ Full Brows : ก่อนอื่นเราต้องลองไปดูวิธีทำคิ้วให้สวยที่เคยเขียนถึงไว้ก่อนค่ะ ลุคนี้สาวที่มีคิ้วหนาอยู่แล้วค่อนข้างได้เปรียบค่ะ เพียงแค่จัดแต่งคิ้วให้เป็นระเบียบ และรูปทรงของคิ้วให้เข้ากับรูปหน้าเรา เทคนิคจะให้สวยดูเป็นผู้หญิง คงต้องให้คิ้วดูโค้งเป็นมุมนิดนึงจะดูอ่อนหวานขึ้น กว่าแนวคิ้วที่เป็นเส้นตรงนะคะ หลังจากจัดแต่งคิ้วแล้ว จัดระเบียบขนคิ้วให้เรียงตัวสวย ด้วยมาสคาร่าแบบใสเท่านี้ก็พอแล้วค่ะ

สำหรับสาวที่ขนคิ้วบาง หรือขนคิ้วสีอ่อน อาจต้องใช้ดินสอวาดโครงคิ้วเพิ่มเติมให้ดูหนาขึ้นค่ะ โดยส่วนตัวจะชอบคิ้วที่ดูธรรมชาติ โดยการใช้แปรงหัวตัดสำหรับปัดคิ้ว + Brow Palatte คือสีสำหรับเขียนคิ้วชนิดฝุ่น (จริงๆ แล้วอาจใช้อายแชโดว์ชนิดฝุ่นแทนก็ได้นะคะ เพราะมีสีให้เลือกเยอะ และหาซื้อสะดวกกว่าค่ะ แต่ต้องเลือกสีแบบแมตต์นะคะ ไม่ควรให้สีที่ผสมชิมเมอร์ค่ะ เดี๋ยวคิ้วดูไม่ธรรมชาติ) และอาจปัดทับด้วยเจลปัดคิ้วแบบที่มีสีค่ะ เคยเห็น Stila ค่ะ และยังมี Bobbi BrownNatural Brow Shaper อีกยี่ห้อค่ะ ยังไงก็ยังอยากแนะนำให้เลือกสีของเมคอัพสำหรับคิ้ว ให้เข้ากับสีผมค่ะ เพราะจะได้ลุคสวยเป็นธรรมชาติกว่าค่ะ ^_^

Comments (8)

เคล็ดลับแก้ปัญหาเล็บเหลือง

Posted on 04 July 2007 by Vinegar Girl

สวัสดีค๊า..สาวๆ เป็นยังไงกันบ้างคะ? เดือนนี้นอกจากเข้าสู่หน้าฝนอย่างเป็นทางการแล้ว หลายคนต้องเตรียม(กระเป๋าตังค์) รับมรสุมเซลที่พัดกระหน่ำอยู่ทั่วทุกที่ด้วย มันช่าง(กระทบ)แรงเกิน(กระเป๋าตังค์) เราจะต้านทานเรยนะค๊า..คิกๆๆ sweat-2.gif ยังไงก็วางแผนก่อนช้อปเป็นการดีที่สุดค่ะ

ขอเกริ่นเรื่องส่วนตัวหน่อยนะคะ คือช่วงนี้เป็นแฟนคลับคลื่น 99.5 The Radio (พยายามจะอัพเดทพร้อมรูปภาพเหล่าดีเจ และตารางเวลาของดีเจแต่ละช่วงค่ะ พร้อมกับอัพเดทในวันที่เว็บไชต์ของเค้าเข้าได้นะคะ คือเคยฟังผ่าน website ด้วย แต่เดี๋ยวนี้บางทีเว็บไซต์เข้าไม่ได้เหมือนกันค่ะ แต่ link ไปก่อนนะคะ) ตอนแรกๆ อาจไม่ค่อยอินเท่าไหร่ แต่ทำไม๊..ทำไมตอนนี้เราถึงได้หลงรักเหนียวแน่นกับคลื่นนี้ ลอง click เข้าไปอ่านรายละเอียดของคลื่นนี้ได้ที่ MyAoddyzee ค่ะ เป็นผู้ที่ sms มาบอกให้เปิดฟัง ณ วันแรกที่คลื่นนี้กลับมาบนหน้าปัดวิทยุเลยค่ะ และขอบคุณภาพจากบล็อกของคุณ Aoddy ด้วยนะคะ

kviroj01.jpg

โดยส่วนตัวเห็นว่า The Radio มีเสน่ห์ตรงดีเจค่ะ นอกจากความเป็น มืออาชีพ (แบบที่คุณ Aoddy บอกแล้ว) ต้องบอกว่าความเก๋าของดีเจแต่ละคน+ ความรู้และข้อมูลแน่นเอี๊ยด..ที่เป็นความรู้ให้กับเราในแบบที่ฟังเพลินๆ สนุกๆ นะคะ ไม่ใช่แค่เปิดเพลงแล้วก็บอกชื่อเพลงเท่านั้นค่ะ แต่เราสามารถได้เรียนรู้เรื่องดนตรีไปพร้อมๆ กับเพลงเพราะๆ จริงๆ เค้ามีสโลแกนว่า “Next best thing to radio – สิ่งดีๆ มีได้บนหน้าปัดวิทยุ” แต่ vinegargirl ต้องขอแอบเรียกคลื่นนี้ว่า 99.5 The Radio The DJ ด้วยค่ะ ดูเหมือนว่ากลุ่มเป้าหมายที่ทางคลื่นตั้งไว้คือวัย 25 – 50 ปี แต่บอกได้เลยค่ะว่าฟังได้ทุกเพศทุกวัย ถือเป็นทางเลือกใหม่และเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนฟังวิทยุค่ะ ช่วงที่ vinegargirl เป็นแฟนประจำคือ

  • Jazz on The Radio โดยคุณเป็นเลิศ หทัยเทียม ในวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 20.00 น. – 23.00 น. ค่ะ
  • ช่วงของคุณวิโรจน์ ควันธรรม วันจันทร์-ศุกร์ 15.00 – 18.00 น (ที่พยายามจะฟัง online แต่ช่วงหลังๆ นี้ไม่สามารถเข้า web ได้แล้วค่ะ) เลยห่างหายจากช่วงนี้ไปเหมือนกัน
  • และทุกเช้าระหว่างไปทำงานต้องทำคือเปิดวิทยุเพื่อฟังพี่ซัน (<-ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวหรอกนะคะ แต่เรียกซะสนิทเชียว) คุณมาโนช พุฒตาล ในช่วง 8.00 – 11.00 น. จันทร์-ศุกร์ ค่ะ

คุณมาโนชจะเล่าเรื่องประกอบกับการเปิดเพลง บางทีก็หยิบกีต้าร์มาเล่นเองซะเลย (เวลาที่พูดถึงเพลงนั้นแล้วไม่มีแผ่น พี่ซันก็เล่นให้ฟังกันเลยค่ะ) ในสมัยเด็กๆ เคยได้เห็นพี่ซันเป็นพิธีกรรายการทีวีแต่แทบจะจำอะไรไม่ได้มาก (ทำเนียนๆ เหมือนเกิดไม่ค่อยทัน ฮ่าๆ fauxcul1.jpg ) ภาพที่จำได้เหมือนว่าจะเป็นคนพูดเรื่องที่เป็นข้อมูลๆ เป็นคนนิ่งๆ (หรือดูดิบๆ ((ในความหมายตัวเองคือแบบเป็นคนมีอุดมการณ์หน่ะค่ะ)) อันนี้ตามความเข้าใจจากที่เคยติดภาพจากเด็กๆนะคะ แต่พอได้ลองเปิดฟัง โอ้ววว!! จริงๆ พี่ซันเค้ามีมุข และมีเรื่องสนุกๆ มาเล่าให้ฟังตลอดเลยค่ะ เรียกว่าลบภาพลักษณ์เก่าสมัยบันเทิงคดีอย่างสิ้นเชิง บวกกับมุมมองที่ลึกซึ้งของเค้า บางทีฟังแล้วเราได้หยุดคิดอะไรมากขึ้น เรียกว่าเป็นความอิ่มเอิมใจในทุกเช้าเลยทีเดียวค่ะ บางครั้งถึงที่ทำงานแล้วไม่อยากลงจากรถ อยากฟังต่อ 555555 (นี่มันหาเรื่องอู้งานนี่! sweat1.gif) จริงๆ ที่เกริ่นมาซะยาว จะนำเรื่องที่พี่ซันเล่าให้ฟังมาเล่าต่อหน่ะค่ะ จะบอกว่าพี่ซันเป็นคนที่พูดเรื่องกระ_จ+สระอู๋ ออกอากาศได้น่ารักมากๆ

พี่ซันเค้าเล่าว่าสมัยเด็กๆ เนี่ยจะต้องมีพิธีขลิบในศานาอิสลามเรียกว่า “สุหนัด” ซึ่งความรู้สึกเหมือนจะโดนประหารชีวิตเลย พี่ซันเค้าเปรียบเทียบไว้หน่ะค่ะ ด้วยเพราะเค้าก็บอกต่อๆ กันมามากว่ามันเจ็บยังไง พอถึงวันที่จะต้องมีพิธี ผู้ใหญ่เค้าก็ให้เด็กๆ ลงไปเล่นน้ำที่แม่น้ำกันตามสบาย จากที่แต่ก่อนไม่ค่อยอยากให้เล่นน้ำนานๆ เพราะเป็นห่วง แต่พอถึงวันนั้นก็ปล่อยเลย เล่นกันเลย เพราะเค้าอยากให้ปิกะจู้ของเด็กๆหดๆ ผิวหนังเหี่ยวๆ เวลาที่ขลิบจะได้ทำได้ง่าย พี่ซันบอกว่าคล้ายๆ กับผู้หญิงเวลาไปทำเล็บ ก็ต้องเอามือแช่น้ำเพื่อให้เล็บนิ่ม ทำนองนั้นหล่ะค่ะ หลังจากพิธีผ่านไปยาชาก็ยังออกฤทธิ์อยู่ แต่ผู้ใหญ่เค้าต้องมีทานอาหารกันก่อน เลยทำให้ใช้เวลาอีกนานกว่าจะกลับบ้าน พอได้เวลากลับ ก็เป็นเวลาที่ยาชาหมดฤทธิ์พอดี พอลงเรือ สตาร์ทเครื่อง แรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์เรื่องมากระทับที่อวัยวะส่วนนั้น มันช่างเป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายได้… sweat-new_1.bmp

ฟังยังไม่ทันจบค่ะ ต้องขึ้นไปทำงานแล้ว แต่บอกได้คำเดียวว่าพี่ซันเค้าบรรยายได้เห็นภาพมากๆ 55555 จริงๆ ต้องฟังน้ำเสียงพี่ซันเองค่ะ แล้วจะทั้งดูน่าสงสารปนความตลก เพราะการบรรยายของแก (แต่จริงๆ แอบขำก๊ากเลยทีเดียว)

เรื่องของวันนี้ ก็เลยแอบเกี่ยวกับเรื่องที่พี่ซันเล่านิดส์นึง คือเกี่ยวกับการทำเล็บของสาวๆ ค่ะ เมื่อคราวที่แล้วอัพเดทเรื่องเทรนด์สีเหลืองไป แต่ถ้าเล็บเหลืองคงไม่ดีแน่ วันนี้มีวิธีแก้ปัญหาเล็บเหลืองมาฝากค่ะ

lime-02.jpgมะนาว เป็นฮีโร่ของเราอีกแล้วค่ะ นอกจากสารพัดประโยชน์จากมะนาว ที่เคยเขียนถึงไปแล้ว เวลาที่เราทาเล็บมากๆ โดยที่ไม่ค่อยได้พักเล็บ สาวๆ ก็จะประสบปัญหาเล็บเหลืองกันนะคะ (รวมถึงตัวเองด้วย!) วิธีที่ช่วยแก้ปัญหาได้แบบประหยัด ใช้สิ่งที่หาได้ง่ายจากในครัว หลังจากที่ทำน้ำจิ้ม หรือน้ำพริกแล้ว ก็นำเปลือกมะนาวมาทาถูๆ ที่เล็บเราค่ะ (หลังจากที่ล้างเล็บเสร็จเรียบร้อยแล้วนะคะ แฮ่ๆ) ทิ้งไว้ซักพักนึงแล้วล้างออก เท่านี้เองค่ะ แต่สูตรนี้จะได้ผลดี คือทำต่อเนื่องกันเป็นสัปดาห์นะคะ และเราอาจต้องใจแข็ง ไม่ทาเล็บอีกด้วย (ใครมาทักเราว่าเล็บเหลือง ก็บอกไปก่อนค่ะ ว่าอินเทรนด์รับวันจันทร์ ต้องสีเหลืองแบบศีรษะจรดปลายเล็บ!! <- ฟังขึ้นไหมคะเนี่ย?!?! sweat-2.gif

Comments (1)

Runway Make up Trend – Sophisticated Eyes

Posted on 18 June 2007 by Vinegar Girl

สวัสดีค๊า..ทุกๆ vinegargirl พร้อมประจำการรายงานตัวแล้วค๊า… ช่วงนี้สาวๆ หลายคน ถามมาถึงเรื่องการแต่งตา วันนี้เลยพยายามเก็บภาพเทรนด์การแต่งหน้าจากเบื้องหลังรันเวย์ มาให้สาวๆ ดูกันค่ะ ^_^

ขอบคุณภาพจาก style.com

makeup_trend_summer07_01.jpg

ซีซั่นนี้ยังคงเน้นดวงตาที่โดดเด่นมาต่อเนื่องนะคะ และนี่ก็คืออีกหนึ่งลุคจากหลายรันเวย์ ที่เน้นการเขียนขอบตาค่ะ แต่เพื่อไม่ได้ดูหนักไปและให้เหมาะกับช่วง Spring/Summer จึงเขียนขอบตาล่างแค่กึ่งกลางตาเท่านั้นค่ะ ส่วนขอบตาด้านบน สามารถ start กันได้ตั้งแต่หัวตาเลยค่ะ สำหรับสาวที่ไม่อยากดูเน้นมากเกินไป หรือกลัวหน้าจะดุไป ก็ลองเริ่มเขียนขอบตา ตั้งแต่ขอบตาดำด้านใน ด้านที่ชิดกับหัวตาก็ได้ค่ะ และตวัดหางขึ้นเล็กน้อย เพื่อความเปรี้ยว เฉี่ยวมากขึ้นค่ะ ถ้าใครอยากเน้นให้ดูคมเข้ม เซ็กซี่ ก็เกลี่ยอายแชโดว์โทนสีเทา หรือน้ำตาลที่รอยพับเปลือกตาก่อนจะเขียนอายไลเนอร์นะคะ (จะได้ลุคคล้ายๆ จากรันเวย์ของ Gucci ค่ะ)  ลุคนี้แนะนำ อายไลเนอร์แบบเจล ค่ะ (เช่น ยี่ห้อ Bobbi Brown หรือ Stila ค่ะ)

makeup_trend_summer07_02.jpg

ถ้าสาวคนไหน อยากได้ลุคที่ธรรมชาติหน่อย ต้องดูตัวอย่างจากรันเวย์ของ Dsquared2 ค่ะ โดยเขียนอายไลเนอร์เส้นบางๆ ที่ขอบตาบน และเน้นการปัดขนตา ส่วนขอบตาล่าง อาจใช้พู่กันแตะอายแชโดว์สีเข้ม เกลี่ยเป็นเส้นขอบตา แทนอายไลเนอร์ เพื่อเส้นที่ดูนุ่มกว่าค่ะ

Comments (1)

สูตรขัด พอกผิวจากธรรมชาติค่ะ

Posted on 08 June 2007 by Vinegar Girl

ต่อเนื่องมาจากเรื่องสปาในคราวที่แล้ว จริงๆ อยากแนะนำสาวๆ ว่า ถ้าคนที่มีเวลามากหน่อย สำหรับการเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว เราอาจค่อยๆ เริ่มทำเองได้ที่บ้านค่ะ และประหยัดตังค์กว่าเยอะด้วยค่ะ ส่วนใครที่ไม่ได้จะเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว ทำสูตรเหล่านี้ไปเรื่อยๆ รับรองค่ะว่า แววเจ้าสาวเปล่งประกายแน่ๆค่ะ อิอิ วันนี้เลยงัดสูตรจากก้นครัวมาอีกแล้วค่ะ จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

vinegargirl-h-b_04.jpgสูตรแรกนี้ ได้จากหนังสือ สวยด้วยสูตรลับ สมุนไพรสด Bauty Tip by Herbs โดย คุณเนตรดาว แสงโปร่งค่ะ

เป็นสูตรขัดผิวด้วยส้มค่ะ ในหนังสือให้ใช้ขัดหน้า แต่คิดว่าเราสามารถใช้กับลำตัวได้ด้วยค่ะ สูตรนี้ประกอบด้วย  ส้มเขียวหวาน (อย่างเดียวค่ะ)

วิธีทำ

  1. ก็นำส้มเขียวหวานมาล้างให้สะอาด แล้วปอกเปลือกออกค่ะ จากนั้นผ่าตามขวาง แล้วแคะเมล็ดออกให้หมดค่ะ
  2. ใช้ส่วนของเกร็ดส้มขัดเป็นวงกลมเบาๆ ในหนังสือบอกว่า ไม่ต้องใช้แรงกด พอให้ผิวส้มสัมผัสกับผิวหน้า เป็นอันว่าใช้ได้ค่ะ เพราะถ้ากดแรงๆ จะทำให้ผิวมีริ้วรอยได้ง่ายค่ะ
  3. ขัดเบาๆ ประมาณ 15 นาทีค่ะ แล้วทิ้งให้น้ำส้มที่อยู่บนใบหน้า หรือลำตัวแห้ง แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำเย็นจัดค่ะ

Tips & Trick

  • ให้ทำเป็นประจำ อาทิตย์ละ 1 ครั้งค่ะ เท่านี้ผิวก็จะผุดผ่อง เพราะส้มมีวิตามินซี ที่ช่วยฟื้นฟูสภาพผิว และช่วยให้เม็ดสี จุดด่างดำ ดูจางลงด้วยค่ะ
  • ส่วนเปลือดส้มนั้น สามารถหั่นเป็นเส้น แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง แล้วนำไปจุดเป็นยากันยุงได้ค่ะ

vinegargirl-h-b_02.jpg

สูตรขัดผิวด้วยมะขาม

สูตรนี้ทำเองบ่อยค่ะ ถ้าไม่ขี้เกียจนะคะ เพราะสูตรที่ง่ายมากๆ เลยค่ะ ใช้แค่ มะขามเปียก เท่านั้นค่ะ นอกจากบางครั้ง เราต้องการพิเศษ (เหมือนเพิ่มลูกชิ้น 40) ก็จะใช้ส่วนผสม เหมือน สูตรน้องผิวหมองคล้ำ ที่เคยให้ไว้ค่ะ  คือนำ ขมิ้นเล็กน้อย + มะขามเปียก ที่ดึงเอาเส้นใย และเมล็ดออกแล้วนะคะ ไม่งั้นเดี๋ยวบาดผิวสาวๆ หมดค่ะ  (ลองคลิ๊ก เข้าไปอ่านวิธีทำกันได้ค่ะ)

หลังจากอาบน้ำเสร็จ นำมะขามเปียก ที่ผสมไว้กับขมิ้นมาขัดๆ  โดยใช้ฝบวบ แล้วอาจพอกๆ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำเย็นค่ะ ทำเป็นประจำ สัปดาห์ละ 1 ครั้งเช่นกันค่ะ หลังจากล้างตัวเรียบร้อยแล้ว ให้ทาโลชั่นเพื่อบำรุงผิวเป็นขั้นตอนต่อไปค่ะ ผิวสาวๆ จะได้ทั้งใส ทั้งนุ่มนวลเลยค่ะ ^_^

vinegargirl-h-b_01.jpgสูตรพอกผิวกายด้วยโยเกิร์ต

จะว่าไป เหมือนเอาเรื่องเก่ามาเขียนใหม่ อย่าเพิ่งเบื่อกันซะก่อนนะคะ แค่อยากรวบรวมไว้ให้ครบ คือส่วนผสมที่ใช้สำหรับหน้า ก็สามารถใช้กับตัวได้ค่ะ เราอาจจะเคยได้ยิน อาบน้ำแร่ แช่น้ำนม และที่เคยเห็นมาก็ให้ชโลมน้ำนมสด น้ำจืดนะคะ หลังอาบน้ำ แล้วล้างออก

แต่ตัวเองชอบที่จะใช้โยเกิร์ตมากกว่าค่ะ เพราะเนื้อที่ข้นกว่า สามารถเกาะติดผิวได้ดีกว่า เลยให้ความรู้สึก (ไปเอง) ว่าบำรุงได้เต็มที่กว่าด้วยค่ะ แต่ข้อเสียคือ โยเกิร์ตจะมีกลิ่นที่แรงกว่าค่ะ เวลาล้างออก บางทียังมีกลิ่นติดผิวอยู่ เพราะฉะนั้นใครที่ไม่ชอบ ให้ลองใช้นมสดแทนดีกว่าค่ะ ถ้าวันไหนมีเวลาว่างเยอะ ก็ขัดด้วยมะขาม แล้วพอกต่อด้วยนม หรือโยเกิร์ตค่ะ (อาจต้องยืน เก้ๆ กังๆ ช่วงทิ้งส่วนผสมไว้บนตัว จนนมแข็ง เอ่อ! หมายถึง นม-โยเกิร์ตแข็งๆ ตัวหน่ะค่ะ fauxcul1.jpg คริๆ จะบอกว่าอาจจะเมื่อยแบบหวาบหวิวบ้างเล็กน้อยนะคะ)

ซึ่งสาวๆ สามารถปรับปรุงสูตรได้ตามแต่สภาพผิวเลยค่ะ โดยใช้โยเกิร์ตเป็นเบส หรือเป็นตัวพื้นฐานค่ะ เช่น

  • สาวผิวแห้ง ผสมกล้วยบด ลงในโยเกิร์ต พอกผิว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ช่วยให้ผิวนุ่มขึ้นมากๆ ค่ะ
  • สาวที่มีปัญหาสิว ให้ผสมมะเขือเทศบดลงไปด้วยค่ะ เพราะช่วยให้ผิวนุ่ม ช่วยผลัดเซลล์ผิว และ ช่วยให้สิวยุบตัวได้ค่ะ
  • เพื่อผิวที่ขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ให้ผสม แครอทปั่นละเอียด ลงไปด้วยค่ะ
  • ส่วนใครที่ถนัดเรื่องสมุนไพร ก็อาจจะผสม  ขมิ้นชัน และ ไพล (ใช้ได้ทั้งแบบสด และแห้งค่ะ มีแบบที่เป็นผงๆ ขายตามร้านขายยาแผนโบราณ หรือร้านสมุนไพรค่ะ) ขมิ้นชัน นี่เพื่อปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ และช่วยรักษาผิวที่เป็นผดผื่น หรือมีอาการแพ้ได้ค่ะ ส่วนไพลนี้ จะช่วยให้ผิวผุดผ่อง และช่วยให้สีผิวตามรอยพับต่างๆ ดูจางลงได้ค่ะ

Note : ส่วนผสมที่เป็นผัก ผลไม้  สาวๆ สามารถกะเอาตามใจชอบนะคะ แต่ขมิ้นชันแบบผงนี่ แนะนำว่าควรใช้ทีละน้อยค่ะ แค่ทีละ 1/4 ช้อนชา หรือเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย พยายามดูว่าไม่ให้สีเหลืองจนเกินไปนะคะ ส่วนไพล สีจะออกน้อยกว่าขมิ้นชัน จะไม่ค่อยเหลืองมาก แต่ก็ค่อยๆ เติมทีละน้อยเช่นกันค่ะ ^_^

แล้วอย่าลืม เข้าไปดู สูตรขัด-พอกผิวด้วยถั่วเหลืองนะคะ จะให้ผิวสวยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องไม่ละเลยผิวหน้าค่ะ หรือจะพอกไปพร้อมๆ กันเลยก็ได้ ถ้าไม่ลำบากไปนะคะ  5555 ลองเข้าไปดู สูตรพอกหน้า กันได้ค่ะ

งั้นวีคเอนด์นี้ เราก็ทำสปาง่ายๆ จากในครัวที่บ้านกันเลยนะคะ ^_^

ขอบคุณน้อง nene นะคะ ที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเข้ามาดังนี้ค่ะ

ขอแนะนำเรื่องสิวเสี้ยนนะคะ

1. นำไข่ขาวมาพอทาจมูกได้ (ก็ก่อนทอดไข่เจียวก็แบ่งไข่ขาวมานิดนึงก็ได้)
2. เตรียมสำลีบาง ๆ จิง ๆ (นำสำลีมาแยกให้มันโปร่ง ๆ)
3. นำไข่ขาวมาทาให้ทั่วจมูก (อย่าลืมล้างหน้าก่อนนะคะ)
4. วางสำลีลงไป โดยเฉพาะที่ซอกจมูก (เหมือนใช้บีโอเล เปาะแปะนะค่ะ)
5. แล้วรอแห้งประมาณ 5-10 นาทีมั้งค่ะ (หรือจนกว่าสำลีจะแข็ง)
6. ลอกออกแล้วก็ล้างหน้าค่ะ อย่าลืมดูที่สำลีนะคะ ว่ามีสิวเสี้ยนติดมาเยอะมั้ย

** แค่นี้ก็เรียบร้อย ไม่เคยทำเองหรอกนะค่ะ แต่ nene ทำให้เพื่อนบ่อย อาทิตย์ละครั้งก็พอ ธรรมชาติย่อมสร้างสิ่งป้องกันให้เสมอค่ะ **

โดยส่วนตัวเคยทำสูตรนี้บ่อยๆ ค่ะ แต่จะใช้กระดาษทิชชู แผ่นนุ่มสำหรับเช็ดหน้า มาแปะเพื่อเป็นตัวลอกแทนนะคะ (ยังไม่เคยใช้ สำลีเลยค่ะ ไม่แน่ใจว่ามันจะยุ่ยง่าย ไม่เป็นแผ่นเวลาเจอกับไข่ขาวรึเปล่า?)  สำหรับสูตรนี้ประหยัด และทำเองได้ง่ายด้วยค่ะ ขอบคุณน้อง nene อีกครั้งนะคะ

Comments (7)

FANCL Facial Washing Powder – Review

Posted on 14 May 2007 by Vinegar Girl

สวัสดีค๊า..สาวๆ ช่วงวันหยุดที่ผ่านมาเป็นยังไงกับบ้างค๊า..เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาอะฮั้นถือเป็นวัน 3 ซ. (ย่อมาจากซวยซ้ำซ้อน) ของตัวเองเลยค๊า..เพราะเจอไปถึง 3 เด้งในวันเดียว (อารมณ์ตรง เด้งแรก คือเด้งหน้าค่ะ นั่งอยู่ในรถจอดอยู่นิ่งๆ กำลังปัดขนตาอยู่ดีๆ แล้วก็มีรถมาจิ้มท้ายให้เด้ง(ไป)หน้าจิ้มตาตัวเองสิคะ! แถมไม่มีขอโทษแล้วยังทำให้รู้สึกว่า ต้องคลานเข่าขอขมาให้รอประกัน จนสับสนว่าใครเป็นคนชนกันแน่เนี่ย! -*- เด้งที่ 2 มันต่อเนื่องค่ะ คือต้องรีบไปช่วยเรื่องประชุมกับเพื่อน แต่ในช่วงที่พันละวันกับรถอยู่นั้น ก็จำไม่ได้ค่ะว่าต้องไปที่ตึกไหน ชั้นอะไร คนที่นัดกันไว้ก็เล่นปิดเสียงมือถือตลอดเวลา (แล้วเธอก็ไม่คิดจะหยิบโทร. มาดู หรือโทรหาก่อนถึงเวลาประชุมเลยซักกะติด๊ดดด..) ดิชั้นก็ต้องวิ่งหาตึกเอาเองค่ะ (ซึ่งมีทั้งหมด 3 ตึกๆ ละ 20 ชั้น) กว่าจะเจอเล่นเอาเยินเหมือนไปออกรบมายังไงอย่างงั้น โอ้ววว..พอเสร็จธุระ ว่าจะไปเดินเล่นแก้เครียด แต่กลับเครียดยิ่งกว่าเดิมค่ะ เพราะสร้อยข้อมือเส้นโปรดที่ใส่มานั้น เกิดหล่นหายโดยไม่รู้ตัว!! เอากันเข้าไปค่ะ ท่านผู้ชม!! 55555 เพราะฉะนั้นใครที่กำลังเครียด หรือว่ารู้สึกแย่กับตัวเองอยู่ ไม่ต้องเครียดไปนะคะ ทุกปัญหามีทางออกค่ะ ปัญหาไหนแก้ไม่ได้แล้วก็ต้องทำใจค่ะ อย่างตัวเองจะต้องคิดไว้ก่อนว่า คิดมากเดี๋ยวหน้าไม่สวยค่ะ อิอิ ^_^

เรามาฟังเรื่องน่ายินดีกันบ้างค่ะ ขอแสดงความยินดีกับ น้องโอปอล นะคะ ที่ได้เป็น Medical Technologist แล้วค่ะ ยินดีด้วยค๊า…teeth_smiley.gif และขอต้อนรับน้องปอด้วยค๊า.. และเรื่องที่ติดค้างกันไว้กับ น้อง Pato ใจเย็นๆ อีกนิดนึงนะคะ เดี๋ยวจะรีบหาข้อมูลมาใส่ไว้ในบล็อกด้วยค่ะ

ส่วนเรื่องของวันนี้ขอยกให้เรื่องของ NooNui กันก่อนนะคะ สำหรับ cleanser ค่ะ (บ่นมาซะยาวเลย สงสัยว่าต้องอ่านกันตาลายแน่ๆ เลยค่ะ topic วันนี้ แฮ่ๆ ) เนื่องจากน้อง NooNui อยากให้แนะนำ cleanser ว่ายี่ห้อไหนใช้ดีค่ะ จริงๆ โดยส่วนตัวเนี่ย ใช้ได้ทุกชนิด ทุกยี่ห้อ ไม่จำกัดราคาค่ะ เพราะหน้าทนทานต่อการแพ้ค่ะ อิอิ วันนี้เลยขอแนะนำยี่ห้อที่ช่วงนี้สาวๆ คงคุ้นหน้าคุ้นตากันดี จากโฆษณาทีวี และตามหน้าแมกกาซีนนะคะ นั่นคือ
fancl_facialwashingpowder-0.jpg
Facial Washing Powder จาก FANCL
ราคา : 600 บาท
ขนาด : 50g

คุณสมบัติ :

  • ผงแป้งล้างหน้า สามารถสร้างฟองครีม แบบหนานุ่ม ล้างหน้าได้อย่างสะอาดหมดจด
  • Perfect Cleansing Sensor หน้าที่พิเศษช่วย ขจัดเฉพาะสิ่งสกปรก ความมันส่วนเกิน และเซลล์ผิวเก่า
  • ช่วยปกป้อง ชั้นความชุ่มชื่นของผิว Moisture Layer ไม่ให้ถูกชำระล้างออกไป ผิวจึงนุ่มนวล ไม่แห้งตึงหลังล้างหน้า
  • ช่วยเสริมประสิทธิภาพ การบำรุงผิวหลังล้างหน้า ทำให้สารบำรุงผิว ซึมซาบลึกสู่ชั้นผิว ได้ดีกว่าการล้างหน้า ในแบบอื่น ๆ เมื่อล้างซ้ำสองครั้ง สามารถล้างคราบเครื่องสำอางบาง ๆ ได้
  • มีส่วนประกอบของ Amino-acid based Cleansing คือสารเคมีที่มีคุณสมบัติเดียวกับชั้นผิวของคนเรา ที่อ่อนโยนและช่วยทำความสะอาดผิว และให้ประสิทธภาพที่สูงกว่าเมื่ออยู่ในรูปของผงแป้ง

Review : เห็นราคากับขนาดขวดตอนแรก ก็รู้สึกตกใจนิดหน่อยค่ะ เพราะไม่ค่อยทุ่มทุนสร้าง cleanser ที่มีราคาค่อนข้างแพงค่ะ แต่ด้วยความอยากรู้อยากลอง เลยทำให้ตัดสินใจซื้อ Facial Washing Powder ตัวนี้มาค่ะ ในตอนแรกที่ซื้อมาขั้นตอนแลดูเยอะค่ะ B.A. อธิบายมาถึงบ้านลืมหมดค่ะ เลยต้องเข้าไปดูตัวอย่างขั้นตอนการใช้ใน web แทนค่ะ (มีตัวอย่างที่เป็นคนจริงๆ กับภาพ animation ในส่วนล่างสุดของหน้าที่ให้ไว้นะคะ) ขั้นตอนเค้าคือต้องโรยผงแป้ง แล้วใช้ลูกบอลที่เค้าให้มา (หรือใช้พัฟ ที่ต้องซื้อแยกนะคะ แต่เพื่อประสิทธิภาพที่ดีขั้นเมื่อใช้คู่กัน..เค้าว่าอย่างนั้น) แล้วเราก็ต้องบีบๆๆ พัฟให้เกิดฟอง แล้วต้องพักฟองที่หยาบๆ (แลดูเหมือนฟองเวลาล้างจาน แต่เสียงเวลาปั๊มฟองเหมือนซักผ้าหน่ะค่ะ แฮ่ๆ sweat-21.gif นี่เราล้างหน้าอยู่แน่หรือนี่!?!? ) นำฟองไปพักที่มือนึง ทำสลับกันไปมา จนกว่าจะเป็นเนื้อครีมละเอียดๆค่ะ ครั้งแรกที่เราทำเวลาที่เริ่มเห็นฟองเปลี่ยนเป็นครีมเนื้อละเอียด มันช่างเป็น moment ที่มีความหวังเกินบรรยายค่ะ..ว่าเราจะได้เริ่มได้ล้างซักที! 555 อ้ะ! ล้อเล่นน.. เราจะรู้สึกว่าอยากกินฟองนั้น เพราะมันช่างเหมือนวิปครีมเสียนี่กระไร!?! ไม่ใช่แล้น! แล้วเราก็ต้องล้างตามขั้นตอนการถูพัฟลงบนหน้าให้ถูกวิธีด้วยค่ะ

พอล้างเสร็จ แว้บแรกที่มองกระจก บอกได้เลยค่ะว่าหน้าดูใสขึ้นจริงๆ และรู้สึกสะอาดๆ ดี แต่หลังล้างหน้าด้วย Washing Powder ในครั้งแรกนี่ รู้สึกหน้าตึงๆ นิดหน่อย ไม่ทราบว่าเพราะไม่ชินรึเปล่า..เพราะที่ผ่านๆ มาใช้โฟมแบบไม่มีฟองหน่ะค่ะ มันจะได้อารมณ์ล้างหน้าแบบไม่ได้ล้าง 555 งงอ่ะป่าวคะ แบบล้างแล้วหน้ายังเหมือนมันๆ ลื่นๆ อยู่ แต่พอเปลี่ยนมาเป็นฟังก์เคลตัวนี้แล้ว มันจะไม่รู้สึกมันๆ ที่ผิวแล้วหน่ะค่ะ แต่ไม่ทราบว่าคิดไปเองรึเปล่า รู้สึกว่าหน้าก็นุ่มๆ ดีค่ะ และรู้สึกว่าเวลาทาโลชั่นแบบที่เป็นน้ำหลังการล้างหน้า ก็ซึมซาบได้ทั่วทั้งใบหน้าได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

หลังจากล้างหน้าด้วย Facial Washing Powder ผ่านไป 1 เดือนก็รู้สึกว่าสิวอุดตันที่บริเวณคางลดลงค่ะ จนตอนนี้เริ่มติด(ใจ) ค่ะ ถ้าวันไหนไม่ได้ล้างด้วยเจ้าตัวเนี้ย ก็จะ(คิดไปเอง)ว่าหน้าไม่ใส และไม่สะอาดเท่าไหร่ (ทั้งๆ ที่จริงๆ ก็ไม่แน่ใจว่าจริงรึเปล่า เพราะอันนี้ใช้ความรู้สึก และการสังเกตของตัวเองวัดเอาหน่ะค่ะ) เพราะจริงๆ โดยส่วนตัวไม่ค่อยสังเกตผลหลังการใช้ของ cleanserเหมือนพวก skincare หน่ะค่ะ คือรู้สึกว่าก็แค่ล้างหน้า แต่ Facial Washing Powder ตัวนี้สามารถทำให้รู้สึกได้ค่ะ ว่าหน้าใสขึ้นเล็กน้อย – ปานกลาง รู้สึกว่าหน้าสะอาดและพร้อมสำหรับขั้นตอนการบำรุงต่อไปค่ะ cute_2.png ส่วนเรื่องราคากับความคุ้มค่า ก็คิดว่าพอได้นะคะ เพราะขวดนึง สาวๆ สามารถใช้ได้ประมาณ 2 เดือน (แต่ที่ตัวเองใช้นี่มากกว่า 2 เดือนค่ะ สงสัยช่วงแรกๆ ประหยัดผงแป้งไปหน่อย อิอิ) ก็ควรเก็บขวดผงแป้งไว้ในที่แห้งๆ หน่อยหน่ะค่ะ ถ้าเอาไว้ในห้องน้ำ อาจทำให้ผงแป้งชื้นๆ แล้วมีเศษผงแป้งชื้นๆ ติด อุดตันที่ปากขวด อาจทำให้เทยาก หรืออาจทำให้ความสดใหม่ลดลงเร็วขึ้น เพราะฝาปิดไม่ได้สนิทค่ะ อ้อ! ลืมบอกว่าสิ่งที่คุ้มค่ามากๆ คือเครื่องสำอางของฟังก์เคลเค้าไม่ผสมสารกันเสียค่ะ เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ vinegargirl เองรู้สึกว่าได้ล้างหน้าให้สะอาดหมดจด ปลอดภัยจริงๆ เลยค่ะ

จุดด้อยของเค้า ก็คงเป็นอย่างที่บอกหน่ะค่ะ สาวๆ อาจต้องขยันกันสักนิด อย่างตัวเองก็ต้องตื่นเช้าหน่อยเพื่อการนี้โดยเฉพาะค่ะ! โอ้วว..แลดูเหมือนอลังการ คือจริงๆโดยส่วนตัวเนี่ย เป็นคนที่ขี้เกียจสุดๆค่ะ ขนาดที่ไม่ค่อยใช้ครีมนวดผม เพราะขี้เกียจนวดแล้วล้างอีกครั้ง แฮ่ๆ sweat-21.gif ทุกๆ อย่างจะรีบๆค่ะ ไม่เน้น แต่เพื่อสิ่งนี้ก็เลยต้องมีเวลาปล้ำ เอ้ย! ปั๊มกะเค้าหน่อย ซึ่งตอนแรกๆ อาจจะรู้สึกเสียเวลาหน่อยค่ะ ทำๆไปเรื่อยๆ ก็จะเริ่มชิน แต่บางวันที่ขี้เกียจจริงๆ ก็ไม่ได้ใช้ค่ะ แต่ตอนนี้แก้ปัญหาด้วยการซื้อแบบ Liquid มาใช้ค่ะ แบบนี้ถ้าใช้กับพัฟนี่ หยดเพียงนิดก็ให้ฟองราวกับซักผ้าได้เป็นกาละมังเลยค่ะ แฮ่ๆ หรือบางทีขี้เกียจมากๆ ก็ใช้มืออย่างเดียวก็เกิดฟองได้ง่ายกว่าค่ะ

ส่วนขั้นตอนสำคัญของการใช้ Facial Washing Powder ให้เกิดฟอง
ถ้าใช้มือ (อูยยยย..สยิวคำพูดตัวเอง อิอิ) จะไม่ค่อยเกิดฟองได้ดีหน่ะค่ะ หรือว่าข้าพเจ้าไม่มีความสามารถก็ไม่ทราบ แต่แนะนำว่าให้ใช้ลูกบอลที่เค้าให้มา หรือใช้คู่กับพัฟดีที่สุดค่ะ สำหรับ powder ถ้าสาวๆ ที่อยากประหยัดเวลาก็ลองแบบ liquid ได้นะคะ แต่ถ้าให้แนะนำ สาวๆ ควรลองแบบ original คือแบบผงแป้งกันก่อนค่ะ teeth_smiley.gif

คะแนน 4star1.jpg

Note: ถ้าสาวๆ หรือหนุ่มๆ คนไหนอยากทดลองใช้ดู (เมื่อเดือนที่ผ่านมา เค้ามีแจก sample ด้วยนะคะ แต่ไม่แน่ใจว่า ตัวอย่างทดลองของ Facial Wasing Powder อันนี้หมดไปรึยัง?) ลองไปเช็คดูได้ค่ะ ที่เคาน์เตอร์ หรือสามารถสั่งซื้อทาง FANCL Call Center ด้วยนะคะ

สำหรับสาวๆ คนไหนที่มี cleanser ดีๆ อยากแนะนำ รบกวนลองบอกกันเข้ามาหน่อยนะค๊า.. appre.gif

Comments (15)

วิธีแต่งตาแบบง่ายๆ แต่เซ็กซี่ค่ะ

Posted on 11 May 2007 by Vinegar Girl

ต้องขอโทษด้วยอีกครั้งค่ะ ช่วงนี้งานยุ่งทู้กวันค่ะ เลยอัพบล็อกไม่ค่อยสม่ำเสมอเท่าไหร่ อย่าเพิ่งงอนกันนะคะ สำหรับน้องๆ ที่ถามคำถาม และฝากให้หาข้อมูลกันมานั้น อดใจรอซักแป็บนะคะ จะรีบจัดให้โดยด่วนเลยค่ะ ^_^

สำหรับเทรนด์เมคอัพที่ให้ดวงตาเซ็กซี่แบบ Doe eyes ในคราวที่แล้ว หลายๆ คนบ่นว่ายากไปหน่อย วันนี้เลยนำเสนอการแต่งตาแบบง่ายๆ และรวดเร็วทันใจ ใช้เวลาไม่นาน แต่ยังให้ความเซ็กซี่ ดูชวนฝันกับดวงตาคู่สวยของสาวๆ นะคะ

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก elle  

howto-makeup-sexy-eyes_01.jpg

เทคนิคสำหรับดวงตาเซ็กซี่บาดใจแบบนี้ อยู่ที่การมิกซ์เทกซ์เจอร์กันระหว่าง อายแชโดว์เนื้อชิมเมอร์ ที่ทาทั่วเปลือกตา และเน้นขอบตาด้วยเนื้อเมทัลลิคค่ะ

วิธีแต่งตาแบบนี้

Step 1 : เลือกอายแชโดว์สีบรอนซ์ หรือทอง เกลี่ยให้ทั่วเปลือกตาค่ะ ถ้าต้องการความรวดเร็วยิ่งขึ้น ลองเลือกอายแชโดว์แบบที่เป็นเนื้อมูสหรือครีมก็จะเกลี่ยได้ง่ายยิ่งขึ้นค่ะ และยังให้เนื้อสีที่ชัดเจน ติดทนนานยิ่งขึ้นค่ะ

Step 2 : ทำแปรงเขียนขอบตาของคุณให้ชื้นๆ แล้วจุ่มลงไปในอายแชโดว์เนื้อเมทัลลิค แปรงที่ค่อนข้างชื้น หรือเปียกหมาดๆ นั้นจะทำให้สีของอายแชโดว์เข้มขึ้น จนใช้เขียนเปรียบเสมือนอายไลเนอร์ได้เลยทีเดียวค่ะ แต่ลุคนี้เราไม่ต้องการเส้นที่ดูคมชัดมากเกินไปของอายไลเนอร์นะคะ  
Note : โดยส่วนตัวยังไม่เคยลองทำแปรงให้เปียกหมาดๆ แล้วจุ่มในอายแชโดว์ เพื่อใช้เขียนเป็นไลเนอร์นะคะ อ้ะๆ แต่ถ้าใครที่อยากสวยแบบชัวร์ๆ vinegargirl เคยเห็นผลิ๖ภัณฑ์ของ Make Up Store ค่ะ เป็นน้ำยาที่ช่วยแปลงอายแชโดว์สีโปรดให้เป็นอายไลเนอร์ค่ะ (Make Up Store เมคอัพแบรนด์นี้จากสวีเดนค่ะ ใครสนใจลองไปเช็ค & อัพเดทได้ค่ะเคาน์เตอร์ที่ Zen ค่ะ) 

howto-makeup-sexy-eyes_02.jpg

Step 3 : เพื่อเพิ่มมิติให้กับดวงตา ใช้อายแชโดว์สีเข้ม (อาจเป็นน้ำตาลทอง) แต้มในส่วนของรอยพับบนเปลือกตา ให้เน้นที่หางตาก่อนนะคะ แล้วค่อยๆ เกลี่ยให้กลมกลืนกระจายมาประมาณกลางลูกตา   คิดภาพตามง่ายๆ นะคะ ให้เกลี่ยให้กลมกลืนคล้ายๆ รูปสามเหลี่ยมค่ะ แต่จะเป็นสามเหลี่ยมไม่สมประกอบ เพราะด้านที่ชิดขนตา มุมมันจะหายไปเหมือนพับครึ่งอยู่ค่ะ และเป็นสามเหลี่ยมแบบนอนด้วยค่ะ โดยยอดแหลมของสามเหลี่ยมอยู่ประมาณลูกตาดำ แล้วฐานของสามเหลี่ยมคือแนวหางตาค่ะ ( เอ่อ…สาวๆ บอกยิ่งพยายามอธิบาย ยิ่งทำให้งง!?!? อ่านของตัวเองก็เริ่มงง ด้วยเหมือนกันค่ะ ลองดูภาพประกอบนะคะ แฮ่ๆ sweat-21.gif ) หลังจากนั้นดัดและปัดขนตา เท่านี้เป็นอันเสร็จค่ะ

สาวๆ ลองฝึกฝีมือกันดูนะคะ คิดว่าไม่น่าจะยากเกินไปสำหรับสาวๆ คนเก่งของเรา ได้ผลยังไงอย่าลืมมาบอกกันด้วยนะค๊า  ^_^

Comments (7)

Summer 2007 Make Up Trend – DOE EYES

Posted on 02 May 2007 by Vinegar Girl

เป็นยังไงกันบ้างคะสาวๆ หลังจากที่อัพเดทเรื่องราวของ gadget กันไปพอหอมปากหอมคอ อะฮั้นเลยถือโอกาสอู้งานเรยยย..อ้ะ! ล้อเล่นค๊า.. teeth_smiley.gif 

เมื่อวานเป็นวันแรงงาน เลยต้องหยุดพักผ่อน ถือโอกาสไปเดินช้อปปิ้งที่เซ็นทรัลแถวบ้านค่ะ ระหว่างนั้นเองได้ยินเสียงแว่วๆ มาจากลานจัดงานชั้นล่าง “หอยได้แก้ว” ทำเอาชะงักงัน ต้องหยุดยืนฟังค่ะ ว่าเค้าเล่นอะไรกัน เป็นงานของออฟฟิศ ดีโป้ค่ะ แต่เหมือนเกมที่เค้าเล่นกันจะไม่ค่อยเกี่ยวกับเครื่องใช้สำนักงานเท่าไหร่ แฮ่ๆ เค้าให้ใช้คำว่า “หอย” แทนลงไปในสัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตในภาษิตไทยค่ะ มีน้องๆ จนถึงผู้ใหญ่ร่วมเล่นเกมนี้กันมากมาย มีทั้ง “อย่าจับหอยสองมือ,  ชี้โพรงให้หอย, หอยขึ้นวอ, น้ำลดหอยผุด (<– อันนี้รู้สึกว่าไม่ได้แทนที่ด้วยสิ่งมีชีวิต แต่ฟังแล้วได้ใจดีค่ะ), หนีหอยปะหอย” แต่ที่ประทับใจอะฮั้นแบบฮาแตก นั่นก็คือ
“อย่าแหวกหญ้า ให้หอยตื่น!!”  ดีนะคะ ที่ไม่ค่อยมีคนใช้คำนี้แทนด้วยสิ่งของ ไม่งั้นคงมี “อย่าเหยียบ…สองแคม” คริๆๆ fauxcul.jpg

ส่วนเรื่องของวันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับหอยเลยค๊า..แต่ถ้าเปรียบเทียบเป็นสิ่งมีชีวิต ต้องบอกว่าเป็นเทรนด์การเมคอัพนี้ทำให้สาวๆ ตาสวยเหมือนกวางกันเลยทีเดียว หวังว่าคงจะถูกใจน้องอัง นะค๊า ^_^

ขอบคุณภาพ จาก elle ค่ะ

vinegargirl-makeup-summer-01.jpg

เพราะการแต่งตาแบบนี้ ช่วยให้ผู้หญิงเราดูเซ็กซี่ สวยเข้ม น่าค้นหาขึ้นด้วยค่ะ (ในแนวเดียวกับ smoky eyes ค่ะ ) สำหรับซีซั่นนี้ เพิ่มลูกเล่นที่สีอ่อนลง แอบเพิ่มเฉดสว่างที่ชั้นรอยพับบนเปลือกตาค่ะ และที่สำคัญ liner ที่ทำให้ลุคนี้ดูเฉี่ยวขึ้นค่ะ

vinegargirl-makeup-summer-02.jpg

วิธีแต่งตาแบบนี้จากรันเวย์ของ Alberta Ferretti ค่ะ
Makeup Artist : Tom Pecheux

  1. ก่อนอื่นเราต้องลงรองพื้นที่ด้านหัวตาข้างจมูก และเกลี่ยขึ้นไปช่วงหน้าผากค่ะ Tom Pecheux เมคอัพอาร์ทิสต์ เลือกใช้ M.A.C’s Studio Fix Fluid และเน้นโครงหน้าให้ชัดจนยิ่งขึ้น ด้วยการปัดไฮไลท์ บริเวณสันจมูก และโหนกแก้มค่ะ
  2. การแต่งตาแบบนี้ใช้ลูกเล่นที่การเล่นเลเยอร์ของหลายเทกซ์เจอร์ด้วยค่ะ โดยเริ่มที่เกลี่ยอายแชโดว์แบบครีม (หรือมูส) ที่บริเวณเปลือกตา Tom Pecheux ใชสี frosted golden peach เกลี่ยให้ทั่วทั้งเปลือกตาเลยนะคะ และค่อยๆ ไล่ไปจนถึงแนวกระดูกตาใต้คิ้วค่ะ
  3. จากนั้นค่อยลงอายแชโดว์แบบฝุ่นสีน้ำตาลไปยังบริเวณรอยพับเปลือกตาค่ะ (ให้อยู่เหนือรอยพับขึ้นไปนะคะ) ควรค่อยๆ ลงทีละนิดนะคะ จะช่วยควบคุมสีได้ และจะได้ไม่เข้มจนเกินไปค่ะ ค่อยๆ เกลี่ยสีให้กระจายขึ้นไปแบบฟุ้งๆค่ะ
  4. ขั้นตอนสำคัญคือ เขียน อายไลเนอร์ที่ขอบตาบน ลากหางตาให้ยาวและตวัดปลายนิดนึงค่ะ ส่วนขอบตาล่าง เขียนอายไลเนอร์ถึงแค่กึ่งกลางตาก็พอค่ะ จากนั้นปัดด้วยมาสคาร่าค่ะ
  5. จากนั้นปัดแก้ม และทาปากค่ะ ควรเลือกเฉดสีชมพู หรือสีเบจนะคะ

Comments (6)

Metallic Eyes

Posted on 26 April 2007 by Vinegar Girl

ขอต้อนรับสมาชิกใหม่ด้วยค่ะ น้อง Pato และ คุณ Ae ค๊า.. ^_^ สำหรับคำถามนั้นจะตอบผ่านทาง comments ในเรื่องนั้น และส่งให้ทาง email ด้วยนะค๊า… ^_^ (ของคุณ Ae รอนิดนึงนะคะ เดี๋ยวหาข้อมูลให้เพิ่มเล็กน้อย แล้วเดี๋ยวตอบให้นะคะ)

ส่วนที่เป็นปัญหาคาใจของสาวๆ เรื่องสายรัดรองเท้าที่คุณ BlowingBubbles และ น้อง mae”da ถามถึงจากเรื่องของเมื่อวาน ขอยกมาถามความคิดเห็นของสาวๆ คนอื่นๆด้วยค่ะ ว่าใครเคยลองมีไอเดียแก้ปัญหารองเท้ารัดส้นที่เป็นสายคาด ใส่ไปซักพัก (พอหนัง หรืออิลาสติคเริ่มยืดแล้วก็ใส่ไม่สวยแล้วยังสร้างความรำคาญใจด้วยหน่ะค่ะ) ลองดูตัวอย่างแบบรองเท้าของ Jil Sander และ Tuleh ด้านล่างกันนะคะ

ช่วงนี้มีเทรนด์ติดค้างที่ต้องอัพเดทให้สาวๆ เยอะเชียวค่ะ ยังไงก็อย่าเพิ่งเบื่อนะคะ สำหรับใครที่ไม่ค่อยชอบตามเทรนด์นะคะ ก็ถือว่าประดับความรู้นะค๊า…

ขอบคุณภาพจาก style และ elle ค่ะ

vinegargirl-metallic-eye-01.jpg

ซีซั่นนี้เมทัลลิคมาแรงจริงๆ ค่ะ ไม่ว่าจะอยู่ในเรื่องของแฟชั่นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ และยังแรงมาถึงเรื่องเมคอัพอีกด้วยค่ะ สำหรับสาวๆ ที่อยากดูทันสมัย ใช้อายแชโดว์สีเดียวก็ได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นทอง เงิน หรือสีเทาแบบเมทัลลิค ทาให้ทั่วเปลือกตาได้เลยค่ะ หรือถ้าใครไม่อยากเจิดจ้าทั้งเปลือกตา แนะนำเป็นอายไลเนอร์เลยค่ะ ที่สำคัญคืออย่าลืมปัดขนตาด้วยนะคะ รับรองว่าได้ลุคทันสมัยแน่นอนค่ะ
อย่างลุคจาก Chanel นี่ใช้การมิกซ์ค่ะ คือระบายเปลือกตาบนด้วยอายแชโดว์ แล้วเน้นที่ขอบตาล่างด้วยอายไลเนอร์ แถมใช้คู่สีตรงข้ามอีกด้วยค่ะ คือสีเงิน กับสีทอง (จริงๆ แนะนำเป็นทองแดง กับเทาเข้มก็ได้นะคะ ถ้ากลัวใครแซวว่าตาเงินตาทอง คริๆ)

Tips & Trick : เนื่องด้วยตาเราเมทัลลิคแล้ว ผิวหน้าควรจะดูแมต (matt) หรือให้ดูธรรมชาติไว้ค่ะ และริมฝีปากต้องหลีกเลี่ยงลิปกลอส หรือชิมเมอร์นะคะ เพราะจะยิ่งทำให้หน้าดูแวววาวเกินไปค่ะ

Comments (4)

สูตรมาส์กหน้าเพื่อผิวขาวกระจ่างใสค่ะ

Posted on 17 April 2007 by Vinegar Girl

ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีปีใหม่ไทยย้อนหลังสำหรับสาวๆ ที่เข้ามาทักทายช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมานะคะ ขอบคุณน้อง Fon  BlowingBubbles  mink  Pui_n*  bess*  BySean  Opal  White Fox และ primpite ค่ะ และขอบคุณมากๆ นะคะสำหรับน้อง Opal ที่เข้ามาความกระจ่างแจ้งเรื่องคอลเล็คชั่นของสการ์เล็ตด้วยค่ะ

คิดว่าได้หยุดหลายวันแล้วจะมีเวลาได้อัพเดท พร้อมทั้งเตรียมเรื่องที่จะอัพเดทไว้ทั้งอาทิตย์ แต่กลับกลายเป็นต้องเดินสายเยี่ยมญาติ (แค่วันเดียวค่ะ) แต่วันที่เหลือไปเที่ยวซะงั้น อิอิ วันนี้เลยนำสูตรพอกหน้าเพื่อผิวขาวมาฝากสาวๆ เป็นการแก้ตัวค่ะ หลังจากที่หลายๆ สาว โหมกระหน่ำเล่นน้ำ และไปเที่ยวช่วงสงกรานต์ ผิวหน้าต้องเผชิญแดดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เรามาฟื้นฟูผิวหน้าที่หมองคล้ำกันค่ะ

ขอขอบคุณสูตรพอกหน้า Whitening Mask นี้จากหนังสือ Feeling Good ของคุณพาย ภัทรียา ณ นคร ค่ะ (ได้ทำการปรับเปลียนภาษาให้เป็นแบบ vinegargirl ค่ะ) ตอนนี้ได้ข่าวว่าคุณพายจะนั่งแท่นเป็นบรรณาธิการหนังสือ
Glitz & Glam ยังไงแฟนๆของคุณพายก็ติดตามกันนะคะ และ vinegargirl เองก็ไม่พลาดอย่างแน่นอนค่ะ

vinegargirl-01.jpg Whitening Mask

น้ำมะนาว 1 ลูก
น้ำมะนาวฝรั่ง (lemon) 1 ลูก
น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
โยเกิร์ตประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ

นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมกันค่ะ แล้วพอกและอาจนวดเบาๆที่ใบหน้าค่ะ สูตรนี้ทำสัปดาห์ละครั้งค่ะ จะช่วยทำให้หน้าของสาวๆ ดูกระจ่างใสขึ้นแบบเป็นธรรมชาติค่ะ

โดยส่วนตัวคิดว่า สูตรนี้ไม่ควรทำบ่อยเกินกว่าสัปดาห์ละ 1 ครั้งอย่างที่เขียนไว้ในหนังสือนะคะ เพราะน้ำมะนาวมีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ อาจทำให้ผิวหน้าแห้ง หรือระคายเคืองได้ค่ะ สาวๆ ก็อย่าเพิ่งใจร้อนอยากหน้าขาวเร็วๆนะคะ สูตรธรรมชาติแบบนี้ ต้องใจเย็นๆค่ะ ค่อยๆ ทำสม่ำเสมอก็น่าจะเห็นผลค่ะ

Comments (4)

แนะนำอายครีมใหม่ๆสำหรับสาวขอบตาคล้ำค่ะ

Posted on 19 March 2007 by Vinegar Girl

จากที่น้องใหม่ใน vinegargirl ของเราขอมาค่ะ น้อง BoonGi ที่อยากได้อายครีมมาช่วยขจัดใต้ตาหมีแพนด้า วีนิการ์เกิร์ล เลยไปค้นหาอายครีมใหม่ๆ ที่ดูน่าใช้มาแนะนำค่ะ ถ้าสาวๆคนไหนที่ได้ลองแล้วดี ช่วยกัน comment มาบอกด้วยนะคะ [อายครีมที่นำมาอัพเดทกันคราวนี้ ยังไม่เคยลองใช้เช่นกันค่ะ กำลังเลือกนางงาม (อายครีม) ชนะเลิศ ไว้ยามเงินเดือนออกสิ้นเดือนนี้ค่ะ] ไว้ถ้าลองอะไรแล้วจะรีวิวให้อ่านกันอีกทีนะคะ

vinegargirl-eyecream.jpg

  1. Resteye Gel จาก FANCL ค่ะ  อายเจลตัวนี้ช่วยเรื่องความหมองคล้ำ โดยสารสกัดจากอัลมอนด์ที่ช่วยการไหลเวียนของเลือด และ สารสกัดจาก Coicis Semen แก้ไขการคั่งค้างของน้ำอันเป็นสาเหตุของการบวมรอบดวงตา ของ Fancl นี้เค้ามีจุดเด่นคือ เป็นเครื่องสำอางที่ไม่ผสมสารกันเสียค่ะ คิดว่าน่าจะอ่อนโยนต่อผิวมากๆค่ะ  (ขนาด 8g ราคา 750 บาท)
  2. SISLEYA Eye and Lip Contour Cream จาก Sisley ค่ะ มีสารสกัดจากธรรมชาติ อย่าง Matricaria, Licorice, Wheat proteins, Vitamins E, B5 และ F ที่ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวที่อ่อนโยนรอบดวงตา ช่วยลดริ้วรอย อาการบวม และความหมองคล้ำรอบดวงตาค่ะ ครีมตัวนี้ใช้ได้ทั้งรอบดวงตา และริมฝีปากเลยค่ะ (สามารถสอบถามราคาได้ที่เคาน์เตอร์ค่ะ)
  3. All About Eyes Rich จาก Clinique ตัวนี้ใหม่ล่ามาแรงค่ะ (ที่ว่ามาแรงนี่เห็นได้มากจาก ad ตามหน้า magazine นะคะ แฮ่ๆ) คุณสมบัติที่โฆษณา ดูเหมือนจะตอบโจทย์ได้ครบวงจรค่ะ ไม่ว่าจะออกแบบมาเพื่อรับมือกับปัญหาขอบตาคล้ำ และถุงใต้ตาโดยเฉพาะ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยในระยะยาว เนื้อครีมเข้มข้นให้ความชุ่มชื่นผิวในระดับสูง ด้วยส่วนผสม Sodium Hyaluronate มีส่วนผสมของสารแอนตี้ออกซิแดนต์ จาก vitamin C, E และสารสกัดจากชาเขียว ปลอดภัยต่อผู้ใส่คอนแทคเลนส์ และไม่มีน้ำหอมค่ะ (ขนาด 15ml ราคา 1,400 บาท)
  4. Dark Shadows จาก Philosophy มีส่วนผสมของ silicone-based ช่วยขจัดความหมองคล้ำผิวบริเวณใต้ตาและริมฝีปากด้านบนค่ะ และยังช่วยลดอาการบวม และถุงใต้ตาอีกด้วยค่ะ ตัวนี้ใช้ได้กับรอบดวงตา และริมฝีปากบนค่ะ  (สามารถสอบถามราคาได้ที่เคาน์เตอร์ค่ะ)

ทั้งนี้อาการใต้ตาคล้ำน่าจะมาจากหลายสาเหตุค่ะ เช่น กรรมพันธุ์ หรือ นอนดึก  ยังไงสาวๆ ก็ต้องดูแลสุขภาพและพยายามพักผ่อนให้เพียงพอด้วยนะคะ เพื่อช่วยให้รอยคล้ำนั้นจางลงไปด้วยค่ะ

โดยส่วนตัวเป็นคนที่ใต้ตาคล้ำมาก เพราะผิวหนังบริเวณรอบดวงตาบางมากค่ะ เห็นเส้นเลือดใหญ่ชัดเจนบริเวณใต้ตาพอดิบพอดี เลยยิ่งดูหลินฮุ้ยกันไปใหญ่ พอไม่ได้นอนนี่ยิ่งเป็นย่าทวดของหลินฮุ้ยเลยค่ะ เพราะฉะนั้นในประสบการณ์ตัวเองยังไม่มีอายครีมตัวไหนที่เอาอยู่ (อันนี้เพราะปัญหาเฉพาะตัว..ที่แก้ไม่ได้นะคะ) เลยไม่กล้าอยากรีวิว แต่ขอพูดถึงที่เคยใช้มาหน่อยนะคะ

ส่วนยี่ห้อที่ใช้ล่าสุดมี A Perfect World for eyes จาก Origin ตัวนี้น่าจะพอใช้ได้สำหรับผู้ที่ยังไม่แพนด้าเต็มตัว ถ้าเป็นสาวๆ ที่ยังไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องริ้วรอย และความหมองคล้ำมากๆ นะคะ เนื้อครีมให้ความรู้สึกเป็น silicone ค่ะ คือทาแล้วลื่นๆ ซึมซาบเร็วไม่เหนียวเหนอะหนะ แต่คิดว่าไม่ค่อยช่วยเรื่องความคล้ำและริ้วรอยที่ชัดเจนนะคะ เรียกว่าสำหรับ beginner ละกันนะคะ

Clarins ใช้ Extra-Firming Eye Contour Serum คิดว่าพอใช้ได้ แต่ยังไม่ถึงขนาดกับว้าววว! หรือเห็นผลชัดเจนตั้งแต่แรกหน่ะค่ะ แต่คิดว่าช่วยแก้ปัญหาได้บ้าง ถ้าใช้ติดต่อกันหลายเดือน (หรือว่าเราเริ่มนอนเยอะขึ้นก็ไม่รู้ แฮ่ๆ) อันนี้น่าจะเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาแบบขั้น intermediate ค่ะ แบบปานกลางๆค่ะ ^_^

Comments (18)

Estee Projectionist High Definition Volume Mascara – Review

Posted on 14 March 2007 by Vinegar Girl

ขอตอบ comments ของเรื่องมินิเดรสกันก่อนนะคะ สำหรับสาวๆ ที่อยู่ในเมืองหนาวๆ อยู่ อย่างน้องเบส และน้องโอปอลเนี่ย ไม่ต้องรอให้ร้อนถึงใสมินิเดรสก็ได้ค่ะ เพียงแต่จับคู่กับเลกกิ้งส์ หรือสกินนี่ยีนส์ตัวเก่ง ก็ช่วยให้เป็น ’60s นิวลุคได้ค่ะ ^_^

ส่วนวันนี้เรามารีวิวมาสคาร่าจากเอสเต้ ลอเดอร์ รุ่น Projectionist High Definition Volume ค่ะ (โอ้ววว..ชื่ออลังการยาวได้ใจมากค่ะ) ขอขอบคุณนางแบบ และสัมภาษณ์จากน้องบัว สาวสวยที่ออฟฟิศอีกครั้งนะคะ ที่ได้นางแบบรับเชิญและผู้ที่ test เพราะพอดีน้องบัวจะซื้อมาสคาร่าใหม่ เพื่อสวยใสในวันพิเศษค่ะ ข้อมูลที่ได้มานี่ถามจากความรู้สึกก่อนและหลังทดลองของน้องบัวทั้งหมดค่ะ น้องบัวลังเลว่าจะซื้อรุ่นไหนดี เลยชวนกันไป test ที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอางโดยมีน้องแนนเป็นพยานด้วยค่ะ ส่วน vinegargirl วันนั้นพอดีปัดมาสคาร่ามาจากบ้านแล้ว เลยไม่ได้ test ด้วยตัวเองซึ่งเสียดายมากๆค่ะ T_T

น้องบัวเราเสียสละขนตาเพื่อ test ขนตาข้างหนึ่งด้วยมาสคาร่าของคลีนิครุ่นเมื่อวาน และอีกข้างด้วยเอสเต้รุ่นนี้ เย็นวันนั้นเลยต้องเดินกลับบ้านแบบตัวเอียงๆ เพราะขนตา 2 ข้างหนาและยาวไม่เท่ากัน! แฮ่ๆ fauxcul2.jpg (อ้ะ..ล้อเล่นนน..ขนตาไม่ใช่น้ำในหูไม่เท่ากัน!)

ขอแอบให้รายละเอียดของน้องบัวหน่อยนะคะ น้องบัวจะเป็นสาวที่มีดีเทลกับขนตามากๆ เวลาดัดขนตานี่จะต้องเด้งเนียนๆ แบบธรรมชาติ ไม่มีวันไหนที่น้องบัวมาทำงานแบบขนตาหักเด็ดขาดค่ะ โดยส่วนตัวของน้องบัวจะชอบขนตาที่ดูเป็นธรรมชาติค่ะ (สังเกตแล้วน้องไม่ชอบปัดขนตาให้ดูเหมือนใส่ขนตาปลอมนะคะ) เพราะฉะนั้นสาวๆที่ชอบแบบคม ชัด ลึกหล่ะก็ ไม่ต้องคิดมากค่ะ สำหรับคลีนิครุ่นเมื่อวาน เพราะสวยเด่นเป็นสง่ามาแต่ไกลแน่นอนค่ะ

w-esteelauder-projectionist.jpg Estee Lauder : Projectionist High Definition Volume Mascara
ราคา : 900 บาท

คุณสมบัติ :
มาสคาร่า นวัตกรรมพิเศษ VolumAire เทคโนโลยีก้าวล้ำ มีส่วนผสมของสารโพลีเมอร์พิเศษที่มีลักษณะกลมกลวง ทำหน้าที่เหมือนบอลลูนอากาศ ทำให้ขนตาหนาโดยไม่ทำให้ขนตาหนักลง นอกจากนี้ยังมีแปรงพิเศษที่ออกแบบมาให้แปรงขนตาได้ โดยไม่จับเป็นก้อนค่ะ

Review : เนื้อครีมลื่น ปัดง่ายมากๆค่ะ แบบที่ไม่ต้องตั้งใจมาก ก็ปัดออกมาได้สวยค่ะ เวลาปัดซ้ำไม่เป็นก้อนค่ะ รู้สึกเบาที่ขนตาค่ะ มาสคาร่าตัวนี้ช่วยให้ขนตาเรียงเส้นสวยมากๆค่ะ ไม่เป็นก้อนเลยจริงๆค่ะ ขอเน้นค่ะ สามารถใช้ทุกส่วนของแปรงปัด แล้วออกมาสวยค่ะ ไม่ต้องมาเลือกมุมค่ะ

ส่วนที่เด่นๆ เลยคือ ช่วงโคนขนตาจะไม่รวมตัวเป็นก้อนเวลาปัดค่ะ เวลาปัดซ้ำก็จะแยกเส้นชัดเจน (พิมพ์ไปพิมพ์มานี่ เหมือนกินก๋วยเตี๋ยวเลยค่ะ มีแยกเส้น แยกน้ำด้วยอ่ะป่าวเนี่ย!) แฮ่ๆ เข้าเรื่องต่อค่ะ มาสคาร่าตัวนี้ถ้าปัดพลาด คือเป็นก้อนเล็กๆ ที่ปลายขนตา สาวๆ สามารถใช้หวี หรือทิชชูสะกิด หรือเขี่ยเบาๆ ก็ออกค่ะ ถ้าต้องการดัดขนตาหลังจากปัดมาสคาร่าแล้ว ก็สามารถทำได้ค่ะ เพราะตัวมาสคาร่าได้แห้งไปกับเส้นขนตา ไม่รู้สึกหนึบๆ เวลาหนีบที่ดัดขนตาลงไปค่ะ และที่สำคัญอย่างที่บอกค่ะ ว่าหลังดัดแล้วก็ไม่ทำให้ขนตาจับกันเป็นแพ ไม่จับเป็นกระจุกค่ะ

estee_projectionist-test-02.jpg

Projetionist ตัวนี้เท่าที่น้องบัวปัดแบบครั้งเดียว จะให้ความยาวที่เด่นขึ้นมา แต่ความหนายังไม่ได้ค่ะ แต่น้องบัวชอบแบบดูเหมือนขนตาธรรมชาติที่ดูยาวสวย จึงพอใจกับการปัดแค่ครั้งเดียวค่ะ เลยไม่แน่ใจว่าถ้าปัดซ้ำ จะช่วยให้ดูหนาขึ้นได้เยอะแค่ไหนค่ะ ตัวนี้ล้างออกง่ายค่ะ

แต่สิ่งที่ตามมาคือ ถ้าร้องไห้ หรือเวลาทานส้มตำปูปลาร้าแล้วน้ำตาเล็ด ต้องระวังนิ้ดส์นึงค่ะ เพราะก็เลอะได้เวลาโดนน้ำค่ะ เวลาเลอะนี่ทำให้สาวๆ กลายเป็นหมีแพนด้าได้เลยค่ะ ไม่มาแบบเป็นเกล็ดๆร่วงๆนะคะ มาเป็นคราบเลยค่ะ แต่ถ้าอยู่ในเวลาปกติ ผ่านไปทั้งวันโดยไม่โดนน้ำแบบไหลมาเทมานี่ ปลอดภัยจากขอบตาแพนด้าแน่นอนค่ะ และที่เท่าที่น้องบัวสังเกต คือ ปัดตั้งแต่เช้า ช่วงเย็นผ่านไป ขนตาก็ยังตกลงมาเหมือนกันค่ะ ไม่เด้งงอนงามเหมือนตอนที่ดัดขนตาใหม่ๆค่ะ (รูปอาจไม่ค่อยชัดเท่าไหร่นะคะ)

มาดูคะแนนกันนะคะ คะแนนเต็ม 5 ดาวเช่นเคยค่ะ

ความยาว 4star1.jpg
ความหนา 3star.jpg
ไม่จับเป็นก้อน และขนตาไม่เกาะกันเป็นกระจุก 4star1.jpg
ล้างออกง่าย 3-half_star.jpg

Tips & Trick
ในการเลือกซื้อมาสคาร่านั้นคือถ้าได้ทดลอง ก็น่าจะดีกว่าค่ะ เพราะมาสคาร่าบางยี่ห้อ ราคาก็ค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นการได้ทดลอง น่าจะทำให้เราได้รุ่นที่ถูกใจจริงๆค่ะ ส่วนวิธีนั้นคือกล้าๆ เข้าไว้ค่ะ ถ้ารู้สึกไม่อยากโดน B.A. ข่มขืนด้วยสายตา ก็ต้องพาเพื่อนไปด้วยค่ะ ไปกันเป็นกลุ่มๆ ก็ยิ่งดี เพิ่มความกล้า และมั่นใจค่ะ แต่ส่วนที่สำคัญคือ ต้องขอแปรงที่ใช้สำหรับ test จาก B.A. ด้วยนะคะ (ไม่ได้ใช้แปรงในหลอดตัว tester บรรเลงจงบนขนตาเลยนะคะ) เพื่อสุขภาพดวงตาของเราเอง สำหรับบางยี่ห้อและบางรุ่นที่ เค้าไม่ได้ลงทุนทำแปรงสำหรับ tester (หรือ B.A. ปฏิเสธว่าไม่มีแปรง tester) เราก็ต้องรบกวนให้ B.A. ทำความสะอาดแปรงก่อนค่ะ ^_^

Comments (2)

Clinique Defining Power Mascara – Review

Posted on 13 March 2007 by Vinegar Girl

แท่น แทน แท๊น…กลับมาอีกครั้งค่ะ กับการรีวิวผลิตภัณฑ์ความงามค่ะ (แอบกระซิบว่า..เดี๋ยวจะมีหลายๆตัวตามมาอีกระลอกใหญ่เลยค่ะ) เนื่องด้วย topic ที่แนะนำมาสคาร่าใหม่ เป็นที่สนใจของสาวๆ อย่างมาก แถมมาสคาร่าเป็นชิ้นโปรดของสาวๆ ด้วยแล้ว vinegargirl ต้องไม่พลาดแน่ๆค่ะ ครั้งนี้เราไป test ที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอางกันค่ะ

clinique-defining-power-mas.jpg

และที่พิเศษสุดๆคือคราวนี้เราได้นางแบบรับเชิญ น้องบัว : web designer และถนัดวาดการ์ตูน+ animate มือโปร สาวสวยของเราใน office วันนี้จะขอเปลี่ยนจากการขยับข้อมือขึ้นๆลงๆ (ในการคลิกเม้าส์) มาเป็นขยับข้อมือขึ้นๆลงๆ (ในการปัดมาสคาร่า) แทนค๊า… แหมคุณๆขา คิดอะไรกันไปไหน น้องนุ่งในออฟฟิศค่ะ อะฮั้นไม่กล้าทำทะเล้นใส่หรอกค๊า…คิกๆ ๆ herher-1.gif น้องบัวของเราต้องการซื้อมาสคาร่าใหม่ค่ะ ลองมาดูกันเลยค่ะว่าเธอจะซื้อยี่ห้อไหนค่ะ

Clinique Defining Power Mascara
ราคา: 850 บาท
ขนาด: 6 กรัม

คุณสมบัติ :
มีด้ามแปรงที่เป็นทั้งหวี และแปรงในด้ามเดียวกัน ซึ่งได้รับการออกแบบเป็นพิเศษสำหรับขนตาของสาวเอเชียที่ส่วนใหญ่ มีลักษณะสั้นและตรง Defining Power Mascara จะช่วยเพิ่มความหนาของขนตา และให้ขนตาเรียงตัวสวย ไม่ติดกันเป็นก้อน และไม่หลุดลอกเป็นเกล็ด พร้อมสร้างความคมเข้มให้ขนตาแต่ละเส้นด้วยเนื้อสีเข้มข้น ทำให้ดวงตาสวยงามโดดเด่นขึ้นอย่างที่คุณคาดไม่ถึง

Review : เนื้อครีมไม่แห้งค่ะ ลื่นเหมือนกัน แต่ปัดค่อนข้างยากค่ะ คือน้องบัวบอกว่าต้องตั้งใจปัดมากๆ ต้องมีการควบคุมข้อมือให้ดีค่ะ เพราะด้านหนึ่งที่เป็นแปรง และอีกด้านที่เป็นหวี ถ้าสะบัดข้อมือไม่ดี เดี๋ยวหวีทิ่มตา (แฮ่ๆ อันนี้พูดเล่นค่ะ คงไม่ถึงขนาดหวีทิ่มตาได้อ่ะนะคะ ) แต่ที่สำคัญคือ ต้องตั้งใจและใช้สมาธิสูงค่ะ เพราะว่าถ้าปัดไม่ดี อาจทำให้ขนตาเป็นก้อนได้ค่ะ แต่ครั้งแรกที่น้องบัวปัดจะยังเห็นไม่ชัด B.A. เธอทนไม่ไหว เลยทำการปัดให้ค่ะ มันก็เด้งขึ้นมาทันตาเห็นค่ะ แต่ไม่ค่อยสวยเรียงเส้นเท่าไหร่ค่ะ ออกแนวเป็นกระจุกมากกว่า (มีเกาะกัน โย้ไปเย้มาด้วยค่ะ ไม่แน่ใจว่า B.A. ปัดไม่ถนัดหรืออย่างไร)

clinique-defining-mascara-tes.jpg

หลังจากหลายชั่วโมงผ่านไป ขนตายังคงความเด้ง งอนขึ้นไปอยู่ได้ทั้งวันค่ะ สัมภาษณ์น้องบัวว่ารู้สึกหนักที่ขนตาไหม? น้องบัวบอกว่าหนักเหมือนกันค่ะ แต่ขนตาไม่ตกลงมานะคะ คือก็ยังคงเด้ง และเป็นกระจุกอยู่ค่ะ แต่พอผ่านไปหลายชั่วโมง ตกเย็นๆ จะเห็นเป็นเศษมาสคาร่าเป็นผงๆหล่นอยู่บริเวณรอบดวงตาค่ะเนื่องจากรุ่นนี้เป็นรุ่นกันน้ำ (ออก) ((ไม่ใช่นาฬิกา~!!)) ค่ะรุ่นกันน้ำค่ะ จึงทำให้ล้างยากบ้างพอสมควรค่ะ ไม่ทราบเพราะว่า B.A. ปัดมาให้เป็นกระจุกโดยเฉพาะโคนขนตารึเปล่า? น้องบัวเราเลยต้องยิ่งพยายามล้างส่วนหนาแน่นตรงโคนขนตาค่ะ

สรุปนะคะ : จากที่เห็นตัวอย่างจากน้องบัวแล้ว vinegargirl ขอสรุปว่า Clinique Defining Power มาสคาร่ารุ่นนี้ เหมาะกับสาวๆที่ขนตาสั้น และมีลักษณะทิ่มตรงค่ะ เพราะจะช่วยให้ดวงตาดูกลมโตขึ้นอย่างมากเมื่อปัดแล้ว แต่อาจต้องทำใจเรื่องการจับตัวเป็นก้อนอยู่บ้างค่ะ ถ้าใครที่มีความตั้งใจสูงในการปัดมาสคาร่าแต่ละครั้ง หรือสาวๆ ที่ค่อนข้างเทิร์นโปรในการปัดมาสคาร่าแล้ว รุ่นนี้ก็น่าจะเหมาะค่ะ คือสำหรับคนที่ชอบให้ขนตาดูเด้งไว้ก่อน ดูเด่นชัดมาแต่ไกล แต่ไม่ค่อยกังวลใจกับปัญหามาสคาร่าเป็นก้อนก็เลือกตัวนี้ได้เลยค่ะ

มาดูคะแนนกันค่ะ คะแนนเต็มที่ 5 ดาวนะคะ

ความยาว 4star.jpg
ความหนา 3-half_star.jpg
ไม่จับเป็นก้อน และขนตาไม่เกาะกันเป็นกระจุก 2-half_star.jpg
ล้างออกง่าย 2-half_star.jpg

สาวๆที่ลอง test แล้วเป็นยังไงช่วยบอกกันด้วยนะค๊า ไว้พรุ่งนี้เรามารีวิวมาสคาร่ากันต่อนะค๊า ^_^

Comments (3)