Categorized | Health

นักสะสมอาหารในตู้เย็น โปรดฟังทางนี้ค่ะ

Posted on 29 November 2007 by Vinegar Girl

สวัสดีค๊า..สาวๆ วีคเอนด์นี้มีมิดไนท์เซลกันอีกแล้วนะคะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าจะรีบขึ้นให้ดูค่ะว่ามีเซลอะไรที่ไหนกันบ้าง (วันนี้แอบบอกไว้ก่อน ให้เตรียมสตางค์ไว้ค่ะแฮ่ๆ )

วันนี้อยากคุยเรื่องสุขภาพกันบ้างค่ะ เพราะเรื่องที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังวันนี้ ตรงกับชีวิตตัวเองมากๆ เลยค่ะ เพราะทุกวันนี้เหมือนตัวเองมีชีวิตเร่งรีบ (หรือขี้เกียจ) ทุกวันค่ะ เลยต้องพึ่งพาอะไรๆ ที่สำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่กินประจำ ยามเงินหมด (ไปกะการช้อป.. อ้ะ..ล้อเล่นนนน) แถมทานอาหารกลางวันหน้าคอมพิวเตอร์เป็นประจำ (เนื่องจากนั่งโหลดรูป X  ดูไปด้วย ไม่ใช่แล้นค่ะ!! รูป X ที่ว่านี่หมายถึง x, m, l ขนาดเสื้อผ้าค่ะ รูปแฟชั่นๆ ค๊า..อย่าเพิ่งคิดไปไกลค่ะ อิอิ fauxcul2.jpg  )  โดยส่วนตัวเป็นคนชอบสะสมอาหารในตู้เย็น จนคุณแม่ และคุณแม่บ้านที่ทำงานต้องนั่งจัดสรร พื้นที่ในตู้เย็นจนเบื่อค่ะ พอไม่มีเวลา ก็รื้อๆของกินในตู้เย็นมาอุ่นไมโครเวฟรับประทาน (แลดูเลี้ยงง่ายมั้ยคะ แฮ่ๆ)

แต่เมื่อเดือนก่อนได้อ่านนิตสาร COSMOPOLITAN ของประเทศไทยเราเนี่ยค่ะ ฉบับเดือน ตุลาคม 2007 ในส่วนของ Health Special เป็นบทความดีมากกกกกค่ะ เป็นการสำรวจข้อมูลที่ทำโดย คอสโมฯ  เรื่อง
อาหารเหลือในตู้เย็น (Leftover Foods) อาจกลายเป็นยาพิษที่ฆ่าคุณได้?
เรื่องโดย ดร. เปี่ยมสุข เมนะเศวต  
สัมภาษณ์โดยคุณ เชอร์ลี่ย์ สุวรรณทรรภ และคุณวิภาพร หมู่ศิริเลิศ

อ่านหัวข้อแล้วสยิว เอ้ย! สยองเล็กน้อยค่ะ เลยอยากหยิบยกข้อมูลบางส่วนจากคอสโมฯ มาบอกเล่าแบบ vinegargirl ให้สาวๆ ได้อ่านกันวันนี้ค่ะ แต่ถ้าสาวๆ อยากอ่านทั้งหมด ซึ่งมี 40 ข้อ ก็สามารถสั่งซื้อนิตสารย้อนหลังได้จากคอสโมฯนะค๊า

vinegargirl-h-lf-01.jpg

  1. ก่อนอื่นข้อมูลในนิตสารบอกว่า การตั้งอุณหภูมิในตู้เย็น สำหรับช่องแข็ง ควรตั้งที่ ลบ 18 องศาเซลเซียส จะดีที่สุดค่ะ แต่โดยทั่วไปที่เราตั้งกันจะอยู่ที่ ลบ 10 องศาเซลเซียสค่ะ ส่วนตู้เย็น ควรตั้งที่ ลบ 10 องศาเซลเซียส จะดีที่สุดค่ะ แต่โดยทั่วไปมักตั้งกันที่ 12 องศาเซลเซียสค่ะ (โอ้ว…อย่างนี้ คิดว่าตู้เย็นที่ทำงานผ่านโลดค่ะ เพราะเย็นระดับนกแพนกวินยังหนาวววว…บรึ๋ย  ถ้าหยิบของในตู้เย็นนานหน่อย ต้องระวังเซลที่นิ้วมือตายได้เลยค่ะ!! ฮ่าๆ อันนี้เวอร์แล้น..ไม่ใช่ยอดเขาเอเวอร์เรสต์!! อิอิ)
  2. ในนิตยสารเค้าบอกไว้ด้วยค่ะ สำหรับวิธีคำนวนจำนวนแบคทีเรียใน 1 วันถ้าทิ้งอาหารไว้ในตู้เย็นจะเป็นเท่าไหร่ แต่ไม่ค่อยเก่งเลข คิดไปแล้วเหนื่อยค่ะ สรุปว่า อย่าเก็บไว้นานดีที่สุดค่ะ 5555 แต่สำหรับจุลินทรีย์นั้น จะหยุดการเติบโตเมื่ออยู่ในช่องแข็งเท่านั้นนะคะ ถ้าเราหยิบอาหารออกมาจากตู้เย็นก็จะเจริญเติบโตกันต่อไป แต่เมื่อใส่กลับไปในตู้เย็นใหม่ ก็หยุดโต แต่จำนวนที่โตไปแล้วนี่ไม่ลดลงนะคะ บรึ๋ยสส์!
  3. ไม่ควรเก็บอาหารไว้ในกล่องโฟมค่ะ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ที่ผ่านความร้อนมา หรืออาหารที่มีความเป็นกรดต่ำ ควรย้ายไว้ในกล่องพลาสติตกันอากาศ หรือถุงซิปล็อคและแช่ช่องแข็งไว้ค่ะ ถ้าเราต้องการเก็บไว้ทานอีกครั้งค่ะ
  4. การเปิดตู้เย็นบ่อยๆ นี่นอกจากทำให้เปลืองไฟแล้ว (ทำให้โลกร้อนขึ้นด้วยค่ะ) และยังทำให้อาหารเสียง่ายด้วยนะคะ
  5. นมข้นหวานเป็นเพียงอย่างเดียว ที่สามารถเก็บทิ้งไว้ในกระป๋องได้เหมือนเดิมค่ะ เพียงแต่ต้องปิดด้วยฝาพลาสติคค่ะ
  6. เนื้อไก่ จะเสียเร็วกว่าเนื้อหมู และเนื้อวัวค่ะ แม้จะเป็นไก่ทอด ปะทะกับเนื้อตุ๋น แต่ไก่ทอดก็ยังเสียเร็วกว่าอยู่ดีค่ะ แต่ถ้าในไก่ด้วยกัน ไก่ทอดนั้นเสียช้ากว่าไก่ดิบค่ะ (อ่านข้อนี้ งง อ่ะป่าวคะ แฮ่ๆ)
  7. การอุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟนั้น ไม่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ทั้งหมดค่ะ แต่ เตาแก๊ส เตาไฟฟ้า สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ทั้งหมด เมื่ออาหารถึงจุดเดือดที่ 100 องศาเซลเซียสค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าจะอุ่นอาหารในไมโครเวฟ ควรทำให้ร้อนเหมือนน้ำเดือดที่ 100 องศาเซลเซียสค่ะ
  8. ข้อคิดก่อนเก็บอาหารไว้ในตู้เย็นแล้วนำมาทานใหม่นะคะ ให้คำนึงถึง
    ความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร  :  ถ้าอาหารที่มีความอุดมสมบูรณ์มากๆ คือมีทั้ง โปรตีน นม ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต ไข่ จะยิ่งเสียง่ายค่ะ เช่น แซนวิชแฮมค่ะ
    ความเป็นกรดด่าง  :  อาหารที่มีความเป็นด่าง เช่น นม หรือ เนื้อสัตว์ จะเสียง่ายกว่าอาหารที่มีกรดมาก เช่น น้ำส้มค่ะ
    ความชื้น  :  อาหารที่มีความชื้นน้อย จะเก็บได้นานกว่าค่ะ เช่น ขนมปังกรอบ ค่ะ
  9. การเก็บอาหารในตู้เย็น ควรใช้กล่องกันอากาศ และ เก็บโดยแช่ช่องแข็ง จะทำให้เก็บได้นานเป็นเดือนๆ ค่ะ แต่ถ้าเป็นช่องเย็นธรรมดา จะอยู่ได้ประมาณ 3-4 วัน แต่ถ้าอาหารที่อุดมสมบูรณ์มาก อย่าง อาหารที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบ หรือมี ไข่ จะเก็บได้ประมาณ 1 - 2 วันเป็นอย่างมากค่ะ (ทางที่ดี ควรทานให้หมดดีกว่าค่ะ )

Tips & Trick : ในการเลือกใช้ภาชนะในการเก็บ หรือ wrap อาหารในตู้เย็น ค่ะ

  • ถุงซิปล็อค : ผัก ผลไม้ หรืออาหารที่เป็นกรดค่ะ
  • ถุงไร้สูญญากาศ : ขนมปังอบ หรือ อาหารจำพวกแป้ง หรืออาหารที่มีความชื้นต่ำ
  • กล่องพลาสติกกันอากาศ หรือ กล่องทัปเปอร์แวร์ : เนื้อสัตว์สุกแล้ว หรืออาหารที่มีความเป็นด่างสูง
  • ถุงซิปล็อค หรือกล่องพลาสติกกันอากาศ : เค้ก สปาเก็ตตี้ ลาซานญ่า หรืออาหารที่มีความชื้นสูง และมีไขมันเป็นส่วนประกอบมาก

ขอหยิบ credit note จากนิตสารมาขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

ขอขอบคุณ :
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุทธิศักดิ์ สุขในศิลป์
ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คุณอารีย์ ก๋งฉิน หัวหน้าหน่วยวิเคราะห์ทางจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Popularity: 6% [?]

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

2 Comments For This Post

  1. mink Says:

    มิ้งหายหน้าไปนานเลย แต่จริงๆ แล้วยังอ่าน blog ของพี่อ้อมเป็นประจำน้า (อย่าน้อยใจ) เมื่อวานขอเล่าหน่อยนะคะ ไปใช้บริการขัดตัวที่อีฟโรเช่ ค่ะ
    เพราะว่าลมหนาวมาซะขนาดนี้ต้องเตรียมผิวรับหนาวกันหน่อย แต่ๆๆๆๆ ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงเอง กำลังหลับก็ขัดตัวเสร็จแหละ เลยรบกวนถามพี่อ้อมว่ามีบริการสปาแนะนำไหมคะ เอาไว้ไปฉลองปีใหม่ในสปาน้า รบกวนพี่อ้อมนะคะ
    ** ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย มันหนาวแล้ว รีบหาใครมาดูแลหัวใจน้า**

  2. bess* Says:

    พี่อ้อม..แอบแซวนิดนึง.. size เสื้อผ้าอ่ะ s, m, l ไม่ใช่เหรอค่ะ
    หรือว่าพี่อ้อมหมายถึง xs เอ..เบสว่า xxs ไปเลยดีกว่า เยอะดี..(แต่ใส่ไม่ได้)

    * ช่วงนี้อาการที่บ้านขาดแคลนค่ะ..แต่ก็อาศัยทำเยอะๆแล้วอุ่นไมโครเวฟเอาเหมือนกันสะดวกดีค่ะ
    บทความนี้มีประโยชน์จริงๆ…ขอบคุณค่ะ

    เพิ่มเติมอีกหน่อยนะค่ะ..ว่าควรหมั่นสำรวจว่าของอะไรในตู้เย็นหมดอายุแล้วก็ควรจะเก็บทิ้งซะ..เพราะจะเป็นการเพิ่มเชื้อจุลินทรีย์ในตู้เย็น..และปริมาณของในตู้เย็นมากก็จะทำให้ของแต่ละชิ้นได้รับความเย็นน้อยลงด้วย เพื่อกระจายความเย็นให้ทั่วถึงกัน

    ที่บอกแบบนี้เพราะเบสกลับบ้านคราวก่อน..ไปรื้อตู้เย็น..เจอของที่ซื้อเอาไว้เมื่อหลายปีก่อนด้วยนะค่ะ(ตั้งแต่ยังไม่มาญี่ปุ่นอ่ะ…ปีกว่าๆผ่านไป)..ขนทิ้งไปเยอะ..ตู้เย็นโล่งไปเยอะเลยค่ะ..สะอาดตา..สบายใจนะค่ะ

Leave a Reply

CATEGORIES

INFORMATION

eXTReMe Tracker