Posted on 21 August 2006 by Vinegar Girl
สวัสดีค๊า…ได้เวลาโผล่มาอัพบล็อกกันแล้ว หลังจากที่ทำเรื่องรองเท้า ให้อ่านยาวกันเป็นวา อ่านกันเหนื่อยเลยสิค๊า… อิอิ
จากที่คุณ enemy222 ฝากให้เขียนเรื่อง “ปัจจัยที่ทำให้อ้วน”
อืม…จริงๆแล้วมันมีมากมายหลายปัจจัยเลยหล่ะค่ะ โดยส่วนใหญ่แล้วสาเหตุหลักอยู่ที่นิสัยการกินของเรานั่นเองค่ะ ควรลดแป้ง น้ำตาล และไขมัน และออกกำลังกายค่ะ <-- ประโยคนี้เป็นคำพูดที่ทุกคนคุ้นหูกันดี แต่มันช่างทำยากเสียนี่กระไร..อย่างตัวเองคิดจะลดน้ำหนักทีไร ก็ไม่เคยทำได้ซ้าก-กทีค่ะ! พอภาพเครปที่ขาวละมุนด้วยวิปครีมพร้อมเนื้อกีวีปะทะที่ดวงตา ใช้เวลาส่งสัญญาณภาพไปแปรความหมายที่สมอง ประมวลผลยังไม่ทันเสร็จ อะฮั้นก็เช็ดคราบวิปครีมที่มุมปากแล้วละฮ้า~!
(ยังจะมาเล่าแบบภูมิใจ ในความไม่มีวินัยของตัวเองอีก
)
วันนี้มีอีกหนึ่งปัจจัยที่หลายๆคนคง”เข็มขัดสั้น!” (”คาดไม่ถึง!!”…..อูยเล่นมุข”เรือไม่จอดอีกแล้น” (( “ไม่เข้าท่า“)) ) ก่อนที่ทุกคนจะหาว่าอะฮั้นเมาส้มตำปูปลาร้า เรามาดูกันเลยค่ะว่าปัจจัยนั้นคืออะไร
การนอนของเราเนี่ยหล่ะค่ะ เค้ามีผลวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัย Case Western Reserve ในอเมริกา พบว่าผู้หญิงที่ในแต่ละวันนอนเพียงแค่ 5 ชม. หรือน้อยกว่านั้น 32% มีแนวโน้มที่จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 15 กก. หรือมากกว่านั้น!…(โอ้ว..พระเจ้าช่วย กล้วยปิ้ง! ((ไม่ราดน้ำเชื่อมนะคะ..เดี๋ยวอ้วนยกกำลัง 2)) เอ่อ..ไม่ได้เกี่ยวกันหรอกหรอคะเนี่ย! แฮ่ๆ
)
นอกจากนี้ 15% ยังมีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนมากกว่าผู้หญิงที่นอนเพียงพอวันละ 7 ชม.อีกด้วยค่ะ โอเคงั้นขอตัวเพียงเท่านี้ค่ะ จะขอแว้บไปงีบหลังพักเที่ยงซะหน่อย.. แหมกำลังหนังตาตกได้ที่เชียว…อิอิ <-- เอ่อ...วิธีนี้ไม่สามารถสะสมแต้มไปรวมกับการนอนตอนกลางคืนให้ครบ 7 ชม. ได้นะเคอะ! แถมนอนแบบนี้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคทรัพย์จางอีกด้วย (โทษฐานไม่ทำงาน เจ้านายเลยให้ซองผ้าป่า เอ้ย! ซองขาว!! อะจ๊า-ก-ก-ก!!!
)
Popularity: 1% [?]
Posted on 16 August 2006 by Vinegar Girl
คำเตือน : เด็กอายุตำกว่า 18 ปีและสตรีมีครรภ์ควรใช้วิจารณญานในการอ่านและไม่ควรอ่านออกเสียง
“ซู้ดดดดดดด” เสียงที่เกิดจากการใช้ปากดูดของเหลวผสมกับอากาศภายนอก
จากนั้นก็บรรจงใช้ ลิ้น ดุนดันให้สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเผยอขึ้นเล็กน้อย
แต่ดูเหมือนว่ายิ่งใช้ลิ้น ก็ยิ่งทำให้เกิดเสียง “ซู้ดดด” ดังขึ้นเป็นระยะๆ
เพราะยังคงมีของเหลวภายใน ออกมาให้ลิ้มรสชาติอยู่เรื่อยๆ
โอ้ววว…ในที่สุดการใช้ลิ้นก็เป็นผลทำให้สิ่งนั้น เผยอขึ้นมามากขึ้น
จนเริ่มเกิดช่องว่าง…ระหว่างขอบทั้งสองข้าง
ที่พอจะใส่ ของแข็ง ลงไประหว่างช่องว่างนั้นได้แล้ว!
แทบไม่ต้องสงสัยเลยค่ะ สิ่งนั้น มันก็คือ หอย ค่ะ!
โอ้ววว…โน…ไม่ได้หยาบคาย หรือ ทะลึ่งตึงตังจริงๆนะเคอะ!! คิกๆ 
แหม..คิดอะไรกันค๊า….อะฮั้นกำลังบรรยายถึงรสชาติที่สุดเร้าใจ
ที่เพิ่งได้ลิ้มลองเมื่อวานนี้ หลังจากที่ไปอัพเดทราคารองเท้าที่เซ็นทรัลชิดลม
เมนู “ผัดหอยลายใบโหระพา” อยู่หน่สิคะ ก็แหม หอยมันยอมอ้า
แต่ด้วยความอร่อยลิ้น ก็พยายามกินให้หมด จนต้องทำทุกวิธี
ไม่ว่าจะใช้ปากและลิ้น ทำให้เปลือกหอยมันอ้า เพื่อที่จะใช้
ส้อม แทงเข้าไปจิ้มตัวหอย ให้เราได้ลิ้มรสหน่ะค๊า….. อิอิ 
เมนูนี้ขอแนะนำผู้ที่เบื่อหอยหวานๆ (หอยลายผัดพริกเผา) และอยากลิ้มรสหอยเผ็ดร้อน.. เร้าใจ! ต้องลองเมนูนี้เลยค่ะ ที่ร้าน หลังสวนง่วนหลี ค่ะ ร้านนี้เค้ามีอาหารเด็ดๆ ที่ทานได้ทั้งข้าวสวย และ ข้าวต้ม และยังมีอาหารทะเลด้วยนะคะ ร้านอยู่แถวๆ หลังสวนค่ะ ร้านอยู่หัวมุมถนนที่เป็นสามแยก ตัดกับเส้นถนนสารสินค่ะ (ไม่แน่ใจว่าจำชื่อถนนผิดอ่ะป่าว) แต่เป็นถนนเส้นที่อยู่ติดกับด้านหลังสวนลุมหน่ะค่ะ..อธิบายมานี่อาจทำให้คุณๆ งง แต่อย่าหลงไปร้านผิด หรือจำชื่อร้านผิดเป็น “หลีเฮีย” หรือ “หลีเกี่ยวฮวด” กันเชียวนะคะ เหอๆๆๆ
(อูยยย…ร้านหลังนี่ออกแนวสยองเคอะ!)
ขอจบเรื่องอาหารแต่เพียงเท่านี้ดีกว่าค่ะ ก่อนที่จะมี “รูปตาดวงโตๆ” มาปะไว้แบบถาวรที่หน้าบล็อกของตัวเอง…เอ่อ..ไม่ต้องแจกก็ได้นะคะ..เกรงจ๊ายยยย เกรงจายยยค่ะ…แฮ่ๆ
อ้ะ..มาเข้าเรื่องรองเท้ากันต่อค่ะ แหมดิชั้นก็พาออกนอกเรื่องอยู่เรื่อยเลย..อิอิ

วันนี้ขอแนะนำแบรนด์เด่นจากห้างเซ็นทรัลชิดลมกันบ้างนะคะ
- Charles & Keith แผนกรองเท้าสตรี ชั้น 2 เซ็นทรัลชิดลม ยี่ห้อนี่ซื้อมาใช้ตั้งแต่สมัยเริ่มทำงานใหม่ๆเลยค่ะ ซื้อจากที่เซ็นทรัลชิดลมเนี่ยหล่ะค่ะ จากเมื่อก่อนที่อยู่ชั้นวางดติดกำแพงด้านใน เดี๋ยวนี้ได้เลื่อนชั้น (อืม..เลื่อนชั้นจริงๆค่ะ ไม่ใช่เลื่อนขั้น) กลายมาเป็นรองเท้าแถวหน้า อยู่ section ด้านหน้าทางขึ้น-ลง บันไดเลื่อนเลยค่ะ แบรนด์นี้ส่วนใหญ่เป็นดีไซน์แบบเรียบๆ ไม่ได้ฉูดฉาด เปรี้ยวปรู๊ดปร๊าดค่ะ มีทั้งแบบใส่ทำงาน และ ใส่เดินเล่นค่ะ (แต่เท่าที่แอบไปอัพเดทมาเมื่อวาน เดี๋ยวนี้ดีไซน์เค้าจัดขึ้นนะคะ มีคัตชูแบบเปิดหัวเข้าตากรรมการมั่กๆ โชคดีไปที่ไม่มีไซซ์ ไม่งั้นมีเสียเงิน แฮ่ๆ)
ราคา ประมาณ 1,400 - 2,000 บาทค่ะ โดยราคาเฉลี่ยประมาณ 1,650 บาทค่ะ (ถือว่าราคาไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก จากตอนที่เริ่มวางจำหน่ายเมื่อหลายปีก่อนนะคะ)
ความสบายในการสวมใส่ ถือว่าใส่สบายเลยค่ะ จุดเด่นคือวัสดุ และหนังคุณภาพดีใช้ได้ ไม่กัดสำหรับรองเท้าคัตชูค่ะ ดีไซน์ที่เก๋แบบเรียบๆ ทำให้ใส่ได้นาน
- Eclipse แผนกรองเท้าสตรี ชั้น 2 เซ็นทรัลชิดลม แบรนด์นี้เค้าทำทั้งเสื้อผ้า และรองเท้าค่ะ มีดีไซน์ใหม่ๆ มาให้ดูเรื่อยๆค่ะ และที่สำคัญมีรองเท้าสำหรับไปงานกลางคืนมาให้เราดูอยู่เรื่อยๆค่ะ แบรนด์นี้ไม่ค่อยมีพวกคัตชูค่ะ แต่ถ้าจะหาแบบที่เปิดหน้าและเปิดหลัง รับรองไม่ผิดหวังค่ะ
ราคา ประมาณ 1,200 - 2,000 บาท ค่ะ
ความสบายในการสวมใส่ ถือว่าใส่สบายใช้ได้ค่ะ ออกแบบและตัดเย็บมาเผื่อคนที่หน้าเท้ากว้างเช่นกันค่ะ
- Fontana แผนกรองเท้าสตรี ชั้น 2 เซ็นทรัลชิดลม เป็นแบรนด์จาก Italy ค่ะ เค้าใช้วัสดุเกรดดี เพื่อความสบายในการสวมใส่ค่ะ เรื่องดีไซน์ก็สวย ถือว่าโอเคเลยค่ะ มีคัตชูแบบเก๋ๆ ด้วยค่ะ แบรนด์นี้ถือว่าคุณภาพคับแก้วเลยค่ะ
ราคา ด้วยที่คุณภาพสูง ราคาก็สูงกว่าแบรนด์อื่นที่แนะนำมาก่อนหน้านี้ด้วยค่ะ ระดับราคาประมาณ 1,500 - 2,900 บาท
ความสบายในการสวมใส่ อันนี้ถือว่าเป็นจุดเด่นเลยค่ะ อย่างที่บอกว่าวัสดุที่ทำรองเท้ามีคุณภาพดี เลยทำให้เราใส่สบาย แบรนด์นี้รับรองได้ค่ะว่าถ้าเลือกแบบที่คลาสสิค หรือแบบที่ไม่เอาท์ง่ายๆ รับรองว่าใส่ทนนานคุ้มมูลค่าเลยค่ะ
- Substance ชั้น 2 สยามเซ็นเตอร์ เปิด 9.30 น. - 21.00 น. โทร. 02-251-5155 ไม่พูดถึงร้านนี้คงไม่ได้ค่ะ เพราะเห็นกันมานานมากๆ คิดว่าสาวๆที่เดินสยามคงคุ้นเคยกันดี ร้านนี้เค้ามีคอนเซ็ปค่ะ Fashionable Trendy and Affordable วัสดุค่อนข้างใช้ได้ค่ะ เพราะเค้านำเข้าวัสดุทำรองเท้าจากยุโรป เอเชีย และสิงคโปร์ ดีไซน์เด่นๆ ที่บ่งบอกความเป็น Substance คือ รองเท้าส้นสูงปรี๊ดดดดด…ประดับด้วยจิวเวลรี่ อย่างเพชร หรือ พลอย ให้ความแวววาว สำหรับสาวเปรี้ยวไม่จำกัดว่าต้องใส่สำหรับงานกลางคืนเสมอไปค่ะ
ราคา ขอออกด้วยก่อนค่ะ ว่ายังไม่ได้อัพเดทราคาร้านนี้นานแล้ว ขอประมาณราคาคร่าวๆ ก่อนนะคะ ประมาณ 1,500 - 2,800 บาทค่ะ
ความสบายในการสวมใส่ ถึงร้านนี้มีจุดเด่นที่รองเท้าส้นสูงงง แต่ก็ยังพอมีส้นเตี้ยหน่อย ถึงรองเท้าแตะให้เห็นประปราย เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงค่ะ ถึงว่าใส่สบายพอใช้ได้ค่ะ
- Farfalla ชั้น 2 สยามเซ็นเตอร์ แบรนด์นี้และแบรนด์อื่นๆในเครือคงคุ้นหูและคุ้นตากันดีนะคะ แบรนด์ของไทยที่มีมานานมากๆ จำได้ว่าเมื่อก่อนตอนเรียนมัธยม ช่วงนั้นจะฮิตกระเป๋าสตางค์ และรองเท้าของ Farfalla กันมากๆค่ะ เรียกว่าไม่มีนี่ไม่อินเทรนด์นะคะ อิอิ ในตอนนี้เค้าก็แตกหน่อ ออกแบรนด์ในเครือมากันเป็นโขยง อย่างเช่น Susi Blaze, Pream, Mossie, Dudy แต่ Farfalla ก็ยังคงความเหนือชั้นเรื่องคุณภาพกว่าแบรนด์อื่นๆในเครือนะคะ ด้วยเพราะกลุ่มลูกค้าแบ่งแยกอย่างชัดเจน ทำให้ Farfalla มีราคาสูงกว่ายี่ห้ออื่นๆในเครือ แต่นั่นก็หมายถึงคุณภาพที่สูงตามกันมาด้วยค่ะ รองเท้า Farfalla จะมีทั้งที่ผลิตในไทย และนำเข้าจากญี่ปุ่น ฮ่องกง และไต้หวันด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นเรื่องดีไซน์เก๋แน่นอนค่ะ เรียกว่าไม่พูดถึงไม่ได้นะคะ เพราะเป็นแบรนด์ของไทยชั้นนำระดับประเทศ เวลาลดราคาทีนึง ก็คนแน่นร้านค่ะ (เวลานั้นจะแอบเห็นเจ้าของร้านสาวสวย (( เติม S ด้วยค่ะ เพราะมีหลายคน)) ยืนคอยดูแลลูกค้าอยู่ตลอดค่ะ )
ราคา ประมาณ 750 - 2,500 บาทค่ะ
ความสบายในการสวมใส่ ถือว่าใส่พอใช้ได้นะคะ สำหรับแบรนด์ Farfalla (อันนี้พูดถึง Farfalla แบรนด์เดียวนะคะ) จุดเด่นคือเน้นเรื่องดีไซน์มากกว่าค่ะ รับรองว่าสวยเก๋ อินเทรนด์ค่ะ
- Living Dolls สยามสแควร์ซอย 4 เปิด 11.00 น. - 20.00 น. โทร. 02-252-3299 ร้านนี้นอกจากมีรองเท้าน่ารักๆแล้ว ยังมีกระเป๋า และเสื้อผ้าเก๋ๆ ที่นำเข้าอีกด้วยค่ะ ( เช่น แบรนด์อย่าง BCBG ก็มีให้เห็นเรื่อยๆค่ะ ) ด้วยที่เจ้าของร้านและกลุ่มเพื่อนๆสวยค่ะ (แฮ่ๆ รับรองว่าหนุ่มๆ ที่มาเป็นเพื่อนสาวๆ ไม่เบื่อเวลาเข้าร้านนี้ ((เวลาที่เจ้าของร้านและเพื่อนๆ อยู่นะคะ)) ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวค่ะ แต่อะฮั้นเนี่ยลูกค้าประจำ เพราะมีของให้เสียเงินบ่อยๆ และน้องในร้านก็บริการดีมั่กๆค่ะ ) คือเจ้าของร้านเป็น buyer ให้กับห้างชื่อดังมาก่อนหน่ะค่ะ + กับ taste ส่วนตัว เลยเลือกของเข้าร้านได้โดนใจอะฮั้นจริงๆเคอะ!!ส่วนรองเท้าก็มีดีไซน์ที่หลากหลายค่ะ ไม่ว่าจะเป็นส้นตึก ส้นสูง ลายดอก ลายกราฟิค หรือรองเท้าแตะเก๋ๆ เค้าบอกว่าฝีมือดีไซน์คนไทย แต่ผลิตจากเกาหลีค่ะ
ราคา ประมาณ 1,500 - 2,900 บาทค่ะ
ความสบายในการสวมใส่ โดยส่วนใหญ่ก็ถือว่าพอจะใส่สบายอยู่ค่ะ แต่ในบางดีไซน์ก็จะทำหน้าเท้าแคบไปหน่อยค่ะ ไม่เหมาะกับคนหน้าเท้ากว้างมากๆ แต่จุดแข็งเป็นที่ดีไซน์เลยค่ะ ดีไซน์สวยแน่นอนค่ะ
ยังมีอีก 2 ยี่ห้อที่จะแถมให้นะคะ เพราะดีไซน์เค้าดูดีใช้ได้ค่ะ แต่ด้วยที่ยังไม่เคยลองใส่ของ 2 ยี่ห้อนี้เลยไม่ขอ รีวิวค่ะ ส่วนเรื่องราคาอยู่ในงบประมาณแน่นอนค่ะ คือราคาประมาณ 1,000 - 2,000 บาทค่ะ นั่นคือ
- Slim สยามสแควร์ ซอย 4 โทร 02-654-6375
- Tiara สยามสแควร์ ซอย 4 โทร 02-654-6325, 02 658-3910
- Lyn ชั้น 2 สยามเซ็นเตอร์ เปิด 9.30 น. - 21.00 น. โทร. 02-658-1723 รองเท้าของร้านนี้ออกแบบโดยดีไซเนอร์คนไทยค่ะ แต่วัสดุที่ผลิตนำเข้า รับรองค่ะว่าดีไซน์ของ Lyn มีดีเทลที่แปลก เก๋ ไม่เหมือนใครค่ะ (อะฮั้นยังแปลกใจว่าทำไม ไม่มีไว้ในครอบครองสักคู่คะเนี่ย!?!?) งั้นสิ้นเดือนนี้ต้องเจอกันซะหน่อยแว้ว 555555
- Pretty Fit แผนกรองเท้าสตรี เซ็นทรัล อันนี้น้องบัว (น้องใหม่ หน้าใสใน office) แนะนำมาค่ะ เพราะน้องบัวเป็นแฟนยี่ห้อนี้อยู่ บอกว่าสีสันจี๊ดจ๊าด ถูกใจ และยังใส่สบายอีกด้วยค่ะ ราคาก็ประมาณ 1,400 - 2,000 บาทค่ะ
นอกจากนี้ มียังร้านรองเท้าที่มีคุณภาพดี เอาไว้เผื่อๆ เป็นข้อมูลนะคะ แต่ร้านที่จะพูดถึงข้างล่างนี้ เกินงบประมาณ 2,000 บาท แน่นอนค่ะ และเพดานราคาก็พุ่งสูงไปถึงเกือบๆ 5 พันบาทในบางรุ่นแต่ไหนๆ ก็ทำเรื่องรองเท้าแล้ว ถ้าไม่เอามาใส่ เดี๋ยวจะไม่สมบูรณ์ค่ะ
- Nine West ชั้น 1 สยามดิสคัฟเวอรี่ เปิด 9.30 น. -21.00 น. โทร 02-658-0106-7 แบรนด์นี้ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณอะไรมากค่ะ (ตัวเองก็มีแบรนด์นี้ติดทำเนียบในดวงใจเช่นกัน) เพราะเป็นแบรนด์ดังจากอเมริกา ที่แต่เดิมตั้งอยู่ที่ถนนไนน์อเวนิวที่นิวยอร์ก แต่ทุกวันนี้มีสาขาแพร่หลายทั่วโลกค่ะ เรื่องดีไซน์รับรองว่าเทรนดี้ เกาะติดกระแสแฟชั่น ทันสมัยแน่นอนค่ะ อ้ะๆ ไม่ใช่เพียงแค่สวย แต่เค้ายังใช้วัสดุเกรดดีในการผลิตอีกด้วยค่ะ นั้นจึงทำให้ใส่สบายมั่กๆ
- 2.1> Left Side สยามสแควร์ซอย 3 โทร 02-658-4300 ร้านรองเท้าของคนไทยที่มีชื่อเสียงจากดีไซน์เก๋ไก๋ และสีสันที่สดใส แสบตาของวัสดุ สำหรับสาวเปรี้ยว หรือสาวที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ต้องแบรนด์นี้แน่นอนค่ะ จุดเด่นคือ ลูกค้าสามารถออกแบบได้ด้วยตัวเอง เพื่อความ unique ค่ะ
- Tango ชั้น 3 สยามเซ็นเตอร์ สำหรับคนที่ชอบแนวโบโฮนิด แบรนด์นี้การันตีค่ะ รองเท้าเด่นๆ ของเค้าคือ ส้นสูงที่ประดับพลอยหลากหลาย เช่น พลอยสีฟ้าเทอคอยส์ ดีไซน์เกาะเทรนด์ในขณะที่ก็มีเอกลักษณ์ของความเป็น Tango ไว้ด้วยค่ะรับรองค่ะ ว่าใส่แล้วเปรี้ยวแน่ๆ
- Irrecgular Choice @Playground Playground ซอยสุขุมวิท 55 ต้องขอยกขึ้นไว้ในทำเนียบเช่นกัน ถึงแม้จะไม่เคยซื้อแบรนด์นี้เลยค่ะ แฮ่ๆ เพราะเป็นยี่ห้อที่หลายคนพูดถึงเช่นกันค่ะ (ไม่แน่ใจว่าร้านเดิมที่อยู่แถวสยาม ยังอยู่รึเปล่า? ใครเป็นแฟนของร้านนี้วานช่วยบอกทีค่ะ…ไม่แน่ใจว่าราคาขึ้นตาม นามสกุลที่ลงท้ายด้วย @playground รึเปล่า?!?! แฮ่ๆ เอกลักษณ์ของแบรนด์นี้คือรองเท้าที่มีดีเทลมากมาย ทั้งด้านนอก และด้านในรองเท้าค่ะ ดีไซน์เด่นคือคัตชู หัวมนๆ ค่ะ เรียกว่าเห็นรองเท้าดีไซน์ + กับดีเทลแล้วเป็นร้องอ๋อ…ว่า Irrecgular Choice คู่จริงเสียงจริงค่ะ!
เฮ้อ! อ่านกันเหนื่อยเลยช่ายมั้ยหล่ะคะ 555555555 อะฮั้นชอบทำให้ผู้อ่านทรมานทางสายตา ยังไงก็ขอขอบคุณมากๆนะคะ ที่ติดตามกันมาจนจบ ขอจบเลยค่ะ เพราะเขียนเหนื่อยเช่นกัน 
Popularity: 3% [?]
Posted on 14 August 2006 by Vinegar Girl
วันนี้ถึงคิวของ request หลังไมค์จากมิ้งค่ะ ^_^
ติดตาม Vinegar girl มาเกือบปีแล้วมั้งค่ะ บอกได้คำเดียว ชอบมากค่ะ เพราะเป็น link เดียวที่หา MAC เจอ วันนี้เลยมีปัญหาเรื่องรองเท้ามาปรึกษาค่ะ เพราะทุกวันนี้หาที่ซื้อรองเท้าที่ราคาพอสู้ไหว แต่คุณภาพถึงใจยากจังค่ะ ช่วยแนะนำแหล่งที่ซื้อ ถ้ามีเบอร์โทรศัพท์ด้วยจะ Cool มาก ราคาพอใส่ไปทำงานลุยๆ ได้ (1000-3000 ก็ดี) 199 นี่มิ้งเลิกใส่มานานมากแล้วค่ะ เพราะซื้อมาได้ไม่เกิน 1 เดือนพังทุกที ค่าซ่อมรองเท้าที่ mister fix แพงกว่าซื้อคู่ใหม่อีกค่ะ จะตั้งตารอคำตอบนะคะ ขอบคุณมากค่ะ

ที่คิดไว้และบอกกับมิ้งค์ในตอนแรกว่ามีประมาณ 3-4 ร้าน แต่พอทำลิสท์ยี่ห้อ / ร้านในดวงใจออกมา ยาวเป็นหางว่าวเหมือนกัน แฮ่ๆ…งั้นเรามาเริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ
- Vincci ชั้น 2 สยามเซ็นเตอร์ เปิด 9.30 - 21.00 น. ร้าน Vincci นี่มีหลายสาขานะคะ แต่วันนี้ขอแนะนำร้านที่อยู่แถวๆ สยาม จะได้เดินเช็ค แล้วค่อย ช้อปไปหลายๆร้าน ในคราวเดียวค่ะ ^_^ ร้านนี้ไม่ต้องพูดอะไรมาก ทุกๆ คนคงทราบดี เวลาลดราคาทีคนล้นทะลัก เป็นรองเท้าดีไซน์เก๋ไก๋จากมาเลเซีย มีมากมายหลายรูปแบบ ทั้งแบบใส่เดินเล่น ไปทำงาน และรองเท้าไปงานกลางคืนก็พอมีให้เลือกค่ะ มีแบบใหม่ๆ เข้ามาให้สาวๆ อัพเดทอยู่เรื่อยๆค่ะ
ราคา มีระดับราคาตั้งแต่ประมาณ 800 บาท จนถึง 2,000 บาทค่ะ
ความสบายในการสวมใส่ ถือว่าเป็นยี่ห้อที่ปรับให้เข้ากับรูปเท้าคนเอเชีย จึงทำใส่สบาย..ใช้ได้เลยทีเดียวค่ะ
- Es-Quado แผนกรองเท้าสตรี ดิเอ็มโพเรี่ยม ยี่ห้อนี้จะอยู่ในแผนกรองเท้าชั้นล่าง (ลงไปอีกหนึ่งชั้นจากชั้นเครื่องสำอางหน่ะค่ะ ไม่แน่ใจว่าเค้าเรียกชั้น G หรือเปล่า แฮ่ๆ เดี๋ยวนี้มันมีทั้ง ชั้น G ชั้น M ดีนะที่ไม่มี S มาคั่นระหว่างกลางอีกตัว ไม่งั้นก็กลายเป็นเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ! แฮ่ๆ… ขอโทษค่ะ ชอบออกนอกเรื่องไปเรื่อย… ยี่ห้อนี้บินมาไกลจากสเปนค่ะ คุณภาพก็ใช้ได้ทีเดียว ใส่สบายรับกับหน้าเท้า แต่อันนี้ต้องเลือกรุ่นดีๆ นะคะ เพราะตอนที่ sale เคยซื้ออีกรุ่นนึง สังเห่าไว้แล้วว่าต้องกัดนิดๆนะ.. กัดนิดๆ (ร้องเป็นเพลง) มันกัดนิดๆจริงๆ ด้วยค๊า… เพราะรองเท้าแบบที่มีหลายๆเส้น ไม่ว่าจะเป็นเส้นเล็ก เส้นใหญ่ ไม่งอกชาม! เอ้ย!! ไม่ใช่แล้น!!! ถ้าหลายๆเส้นมันรวมกันแล้วคาดอยู่ตรงหน้าเท้าเนี่ย ฟันธงค่ะ ใส่ไม่ค่อยสบายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะนิ้วจะโดนรัดอัดกัน..ไม่รู้จะได้โผล่มารึเปล่า (โดยเฉพาะนิ้วก้อย น้องน้อยจะโดนบีบอัดยิ่งนัก) ยิ่งคนหน้าเท้ากว้างแล้วหล่ะก็ ดีไซน์แบบนี้ไม่ค่อยแนะนำค่ะ
ราคา ระดับราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาท - 2,500 บาทค่ะ
ความสบายในการสวมใส่ ตอนแรกที่ลองใส่ ในบางรุ่นมันจะเป็นนูนๆ ด้านส้นเท้าค่ะ ได้อารมณ์เหมือนเดินไปแล้วมีลูกกลมๆเล็กๆ เหยียบไปด้วย เดินไปก็เหยียบอะไรไปที่ส้นเท้า ทะแม่งๆยังไงก็ไม่ทราบ (อันนี้เป็นความรู้สึกตอนที่ลองที่ห้างนะคะ) แต่ด้วยดีไซน์สวย บวกกับหนังด้านหน้าเท้าก็นิ่มใช้ได้ ใส่สบายไม่บีบรัดนิ้วเท้า เลยซื้อมา พอใส่ไปไอลูกกลมๆ ที่เคยทะแม่งๆที่ส้นเท้า กับแปรเปลี่ยนทำให้รู้สึกว่า เวลาใส่รองเท้าเดินมากๆ แล้วสบายค่ะ (หรือว่าเราชินไปแล้วก็ไม่รู้!) แต่มันไม่ได้กลมปูดนูนมาเห็นเด่นชัดเป็นลูกๆนะคะ แค่สัมผัสได้เวลาใส่ ( <– เขิลๆ คำพูดดูลึกซึ้ง!!) คือพื้นรองเท้าจะไม่ได้บุนิ่มมากๆ แต่เค้าบุเป็นนูนๆ ด้านส้นเท้า แต่ใส่เดินแล้วไม่ได้รู้สึกแข็งมากนะคะ อูยยยยยย…คุณผู้อ่านงงกันมั้ยคะเนี่ย สรุปว่าตอนนี้ยี่ห้อนี้ก็เป็นยี่ห้อโปรดอยู่ค่ะ (จบซะงั้น!)
- Girlish ใต้โรงภาพยนตร์สยาม โทร 02-658-4858 ถ้ายืนหันหน้าเข้าหาโรงหนัง ซอยจะอยู่ด้านซ้ายมือค่ะ เดินเข้าไปร้านจะอยู่ติดกับประตูทางออกด้านข้างของพลาซ่าที่เป็นห้องแอร์ด้านใต้โรงหนังหน่ะค่ะ (ด้านที่เป็นห้องน้ำด้วยหน่ะค่ะ) ร้านนี้ฝีมือตัดเย็บของคนไทยเลยค่ะ มีขายทั้งรองเท้า และกระเป๋า คิดว่าสาวๆ ที่เดินสยามบ่อยๆ คงคุ้นกันดีค่ะ ดีไซน์เนี่ย ค่อนข้างเฉพาะตัวอันเป็นเอกลักษณ์ของร้านเลยค่ะ (หรืออีกนัยนึงคือ ดีไซน์จะเป็นแบบเดิมๆค่ะ จะไม่ค่อยมีแบบหลากหลาย นานๆจะเปลี่ยนทีนึง ) แต่ทางร้านจะเปลี่ยนสีหนัง ลายหนัง และชนิดของหนังให้เราได้เสียเงินกันอยู่บ่อยๆเช่นกันค่ะ อันนี้ต้องคิดในแง่ที่ว่า ทางร้านต้องการสร้างจุดแข็งให้กับดีไซน์ คือทำแบบเดียวให้เสียว เอ้ย! สวยใส่สบายไปเลยค่ะ เพราะคัตชูแบบเปิดหน้าของเค้ามีดีจริงๆค่ะ ในเรื่องของความใส่สบาย แต่ด้วยแบบที่ไม่ได้หุ้มด้านข้างเท้าทั้งหมด เวลาใส่ไปนานๆ หนังเริ่มขยาย ทำให้เดินแล้วหลุดได้ค่ะ ซึ่งอันนี้เป็นจุดด้อยของแบบรองเท้าในลักษณะนี้อยู่แล้วค่ะ (พอนึกภาพกันออกมั้ยคะ?!)
ราคา ประมาณ 1,500 - 2,500 บาท แต่ราคาเฉลี่ยของแบบยอดนิยม อยู่ที่ประมาณ 1,750 บาทค่ะ (อันนี้โดยประมาณนะคะ ไม่แน่ใจว่าขึ้นราคาไปบ้างรึยัง)
ความสบายในการสวมใส่ ของ Girlish นี่จุดเด่นอยู่ที่พื้นรองเท้าค่ะ พื้นรองเท้าเค้าจะบุนิ่ม ทำให้เดินสบาย ประกอบกับฝีมือการตัดรองเท้าของคนไทย ทำให้เข้าใจสรีระเท้าของคนไทย (ไม่รู้ว่าคิดไม่เองอะป่าว แฮ่ๆ) ใส่สบายแน่นอนค่ะ หนังคุณภาพดีค่ะ
- Undress Buy - Pass Mini Mall โทร 02-658-3775 พูดถึงรองเท้าฝีมือคนไทย ก็ต้องมีร้านนี้ติดโผร้านในดวงใจด้วยเช่นกันค่ะ ร้านนี้มีกระเป๋า แอนด์ รองเท้า เช่นกันค่ะ รองเท้าของ undress จะมีแบบเปลี่ยนมาให้เลือกอยู่เรื่อยๆค่ะ เรียกว่าตามเทรนด์กันติดๆเลยค่ะ และกระเป๋าในร้านก็มีแบบน่ารักๆ ด้วยนะคะ
ราคา ประมาณ 950 - 2,000 ( ไม่แน่ใจว่าบางรุ่นราคาสูงกว่านี้รึเปล่านะคะ ขอยกราคาเฉลี่ยเท่าที่เคยซื้อมานะคะ แต่ที่เคยซื้อราคาสูงสุดของร้านนี้ไม่ถึง 2 พันบาทนะคะ ) ถือว่าเค้าทำราคาออกมากลางๆ ไม่ได้แพงมาก น้องๆนักศึกษาพอซื้อไหว แถมใส่สบายอีกต่างหาก น่าสนับสนุนค่ะ คุณภาพดี + ราคาสมเหตุสมผลค่ะ
ความสบายในการส่วมใส่ จากการที่เค้าใช้วัสดุที่ดีในการตัดเย็บ จึงทำให้ใส่สบายค่ะ แทบทุกรุ่นส่วนใหญ่ก็จะบุพื้นรองเท้านิ่มๆด้วยค่ะ จึงทำให้เดินสบายยิ่งขึ้น เท่าที่เคยใส่มา ยังไม่มีปัญหาเรื่องรองเท้ากัดนะคะ มีหลากหลายดีไซน์ตามเทรนด์แฟชั่นอย่างที่บอกค่ะ (ทำให้สาวๆเสียตังค์ได้เรื่อยๆแน่ๆค่ะ คิกๆๆ) ซึ่งทำให้เราเลือกได้มากขึ้น และมีแบบที่ตัดมารองรับคนที่หน้าเท้ากว้างหน่อยด้วยค่ะ อันนี้ต้องอยู่ที่เราเลือกดีไซน์ และลองสวมใส่ดูให้เหมาะกับรูปเท้าเราหน่ะค่ะ ร้านนี้ก็เป็นร้านรองเท้าคนไทยในดวงใจติดชาร์ทมาโดยตลอดเช่นกันค่ะ
อู้ยยย…ยิ่งเขียนยิ่งคิดเพิ่มมาเยอะเชียวค๊า..คุณขา…รู้สึกว่าจะมีหลายตอนแน่ๆค๊า โปรดติดตามตอนต่อไปกันนะค๊า…. ^_^
Popularity: 5% [?]
Posted on 09 August 2006 by Vinegar Girl
ขอบคุณมากๆ เลยนะคะสำหรับทุกข้อความที่เป็นห่วงนะคะ
ไม่ว่าจะเป็นโอปอล (ที่ได้เห็นแผลเป็นๆ แต่ไม่อยากให้เป็นแผลเป็น)
ในวันคอนเสิร์ต the B.E.P ขอบคุณน้องเบส น้องโอ้ มากๆนะคะ
ซึ้งๆ ๆ ๆ ๆ กระซิกๆ ๆ ๆ
มิ้งหลังไมค์เข้ามาถามว่า อ้อมไปทำมาเองหรือเปล่า
บอกเลยค่ะว่า “เรื่องจริงผ่านจอ (computer)” กันเลยทีเดียวค่ะ!!
มิ้งน่ารักมากๆ ได้ให้คำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการทำ IPL
จากประสบการณ์หาหมอสิวอันโชกโชนของมิ้ง เอาไว้ด้วยค่ะ
ขอบคุณมากๆนะคะมิ้ง
แนะนำว่าที่เป็นแผลเนื่องจากโดนความร้อนมากเกินไป ไม่มีอะไร อย่าแกะ เดี่ยวก็หายค่ะ ตอนนี้มิ้งก็รักษาสิวเหมือนกันรักษาตั้งแต่เยอะๆ จน(เงิน)ใกล้หายแล้ว คุณหมอของมิ้งไม่แนะนะให้มิ้งทำ IPL เลยเพราะมิ้งมีสีผิวเข้ม หากทำไป ผิวจะตอบสนองกับแสงอาทิตย์ได้ดีกว่าคนผิวขาว แต่ถ้าผิวขาวก็ทำไปเถอะค่ะเพราะค่อนข้างได้ผล เสียแต่ว่าราคาสูงไปนิด ทำแต่ละครั้งผอมไปหลายวันเลย แต่เพื่อเรื่องสวยงามสู้ตายอยู่แล้น แนะนำอีกนิดนะคะ ไม่ใช่โม้น้าแต่มิ้งตระเวนรักษาสิว มาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำแล้ว ย่านสยาม ย่านบางลำพู ย่านสุมวิท ย่านเมืองทอง โอ้ย ทั่วเมือง เราต้องหาหมอที่มีชื่อเสียงสักหน่อยนะ ไม่ใช่สิ มิ้งหมายถึงหมอที่บอกรายละเอียดของการรักษาให้เราทราบทั้งหมด ข้อดี ข้อเสีย ที่สำคัญราคา เพราะไหนๆ จะจ่ายเงินแล้วก็ต้องคุ้มหน่อยนะ โอ้มเพี่ยง!!! ให้หน้าสวยมาก ยิ่งๆขึ้นไปนะคะ
ต้องขอบคุณทุกๆคนมากๆเลยนะคะ ^_^ ขอบคุณจริงๆค่ะ

จากประสบการณ์เป็นน้องปานดำเนี่ย ทำให้ค้นพบรองพื้นชนิดปกปิดยอดเยี่ยมค่ะ!
หลังจากที่ตระเวนทั่วทั้ง Beauty Mall ที่สยามพารากอน ไปเคาน์เตอร์เจ้าประจำอย่าง M.A.C. ก็แล้ว ลองให้เค้า test ให้ดู สีรองพื้นจะออกโทนเหลืองสว่าง และเนื้อรองพื้นก็ยังไม่สามารถปกปิดได้ จากนั้นก็เดินวนไปวนมาอีกหลายรอบ แต่ก็ยังไม่เจอรองพื้นอันไหนทำได้ค่ะ และแล้ว….แต่น แตน แต้น แต๊นนนนน

และแล้วน้องปานดำรูปตะเกียบคีบลูกชิ้น (เฮ่อ..ชื่อย้าว..ยาวว
(( ชื่อนี้จากผลโหวตของผู้อ่านกว่า 80% ค่ะว่าเหมือนตะเกียบคีบลูกชิ้นจริงๆด้วย!!
)) เหอๆๆ) ก็ได้เจอกับท่านชายรองพื้นที่ช่วยปกปิดรอยตะเกียบคีบลูกชิ้นอันนี้ได้ โอ้วววว…! (ขอไฟส่องมาที่น้องปานดำตะเกียบฯ เคียงคู่กับท่านชาย และขอ ดรายไอซ์ฟุ้งๆ สร้างบรรยากาศนี้ดดดส์ด้วยค่ะ) ท่านชายมีนามว่า Covermark ค่ะ เค้าช่างมีเนื้อที่แน่น ปึ๊ก! แค่ทีเดียวเท่านั้น…อู้ววววว…ก็อยู่เลยค่ะ…คิกๆๆ ที่พูดมาเนี่ย หมายถึงเนื้อรองพื้นนะคะ ไม่ใช่อย่างอื่น…เหอๆๆๆ 
ขนาด 11 g
ราคา 617.50 บาท* (*ราคาที่ซื้อมาเป็นราคาที่ลดแล้วค่ะ) ขอแปะโป้งราคาเต็มไว้ก่อนนะคะ เพราะจำไม่ได้ว่าลดไปกี่เปอร์เซ็นต์ และวันนั้นที่ซื้อ แกะกล่องแล้วลองเทสต์เลย พนักงานเลยทิ้งกล่องไว้ที่เคาน์เตอร์ค่ะ
ชนิดนี้เป็นรองพื้นที่ปกปิดปานดำ ไฝ ฝ้าได้ดีทีเดียวเลยค่ะ เนื้อครีมมีเม็ดสีเข้มข้น จึงทำให้ใช้นิดเดียวก็ปกปิดได้ค่ะ เนื้อครีมสีเนื้อเจือโทนส้ม จึงทำให้พรางรอยดำๆ ได้ดีทีเดียว ประทับใจค่ะ นี่ก็คิดว่าโอกาสหน้าจะลองใช้พวกรองพื้นชนิดปกติ หรือ คอนซีลเลอร์ใต้ตาของ Covermark ดูค่ะ ^_^
Note: และแล้วเรื่องราวก็เหมือนจะ happy ending นะคะ แต่ซื้อมาใช้ได้แค่ 2 วันเท่านั้นค่ะ
เพราะน้องปานดำรูปตะเกียบฯ เริ่มกลายร่าง..เริ่มเปลือยชุดชั้นนอกสีดำๆ ให้เห็นชั้นในสีขาวจั๊ว แอบมีสีชมพูปนแดงๆนิดๆ (สีแดงๆนี่เลือดค่ะ..อูยยย) ตอนนี้เป็นแผลเหวอะๆ ค่ะ ไม่สามารถใช้อะไรมาปกปิดได้ เพราะแผลมันไม่เรียบ เป็นหลุมลงไป เหมือนโดนระเบิด เหอๆๆ และแสบนิดๆค่ะ
Popularity: 2% [?]
Posted on 05 August 2006 by Vinegar Girl
อู้ยยยย…จั่วหัวแบบนี้ ไม่ใช่ลำแสงวูบว๊าบปาฏิหารย์จากจานบินที่ไหนนะคะ
และอะฮั้นก็ยังไม่บรรลุลมปราณขั้นสุดยอด ถึงขั้นปล่อยแสงได้
(พูดเป็นหนังจีนกำลังภายในกันเชียว!)
แต่ลำนี้ เอ้ย! ลำแสงนี้เป็นลำแสงยอดฮิต ที่ผู้หญิงเรายอมพลีร่างกาย
แอนด์ใบหน้า (หนุ่มๆ ทั้งหลายงงหล่ะสิคะ..อะไรมันจะทำให้สาวๆยอมได้ขนาดนี้)
โน..โน..โน และไม่ใช่ของเล่นใหม่อะไร แบบที่เพิ่งโดนจับกันไปน๊าค๊า..อิอิอิ
เฉลยค๊า..เฉลย เก๊าะ ลำนี้ อุ้ย! พิมพ์ตกอีกแล้ว คิกๆๆ ลำแสงนี้คือ “Laser”
เจ้าลำแสงที่ทำให้ผู้หญิงเราสวยกันได้ ภายในพริบตาเดียวหน่ะสิค๊า..
เห็นวิวัฒนาการเค้าล้ำหน้ากันถึงขั้นใช้เลเซอร์ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนภายใต้ผิวหน้า เพื่อให้ผิวหน้าเด้ง ใส ยืดหยุ่นเพราะช่วยสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้นได้ อะฮั้นมีหรือจะอยู่เฉยได้ เป็นคนชอบลองของใหญ่ เอ้ย! ของใหม่ซะด้วยสิคะ อิอิ จึงรี่เข้าไปคลีนิคย่านสยามสแควร์ เพื่อทดลอง (จริงๆแล้วก็อยากสวยนั่นแหล่ะค๊า..)
คอร์สที่ทำเค้าเรียกว่า IPL ค่ะลองไปทำมาหลายครั้งแล้วค่ะ เวลาทำเนี่ย เค้าจะยิงเลเซอร์มาที่ผิวเรา ถึงแม้เราจะถูกปิดตาอยู่ก็จะเห็นแสงวาบๆ ค่ะ ผิวหน้าจะเหมือนถูกหนังสติ๊กดีดนิดๆ เครื่องมือที่ยิงมาจะมีพื้นที่พอสมควร เพราะฉะนั้นทำทั้งหน้า จึงไม่เสียเวลามากค่ะ เพราะยิงไม่กี่จึ๊กเองก็เสร็จแล้ว
ส่วนเรื่องของผลมันไม่ได้ชัดเจนอะไรมากนักในครั้งแรก รูขุมขนก็ยังกว้างใหญ่ไพศาลเช่นเดิม แต่พอออกมาล้างหน้าทาแป้ง ก็ดูหน้าตาสดใสขึ้นบ้าง (ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่า..ฮ่าๆๆ เพราะเสียเงินแล้ว จึงเข้าข้างตัวเอง ขอความเปลี่ยนแปลงหน่อย ) พอครั้งที่ 2-3 ก็เหมือนเดิมค่ะ ดูเหมือนกระจ่างใสขึ้นเล็กน้อย พยายามไม่เข้าข้างตัวเองต่อไป แต่เรื่องรูขุมขนก็ยังไม่ชัดเจนเหมือนเดิม อ้อ! ลืมบอกไปว่า อันนี้ถ้าจะให้เห็นผล ต้องทำหลายครั้ง และทำต่อเนื่อง เดือนละครั้งนะคะ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย อันนี้แล้วแต่คลีนิคค่ะ มีระดับราคาที่ 2,500 - 5,000 บาทต่อ 1 ครั้ง (ไม่ทราบเหมือนกันว่า ถ้าราคาแพงเต็มเพดาน จะให้ผลดีกว่า หรือไม่ต่างกัน) แต่ตัวเองอยากสวยแบบประหยัด จึงเลือกคลีนิคที่ทำในราคาเพียง 2,500 บาทต่อครั้งค่ะ
พอมาครั้งล่าสุดที่ไปเนี่ยค่ะ ไม่ได้ทำกับแพทย์ท่านเดิม มาเจอแพทย์ท่านใหม่ เป็นผู้หญิง คุณหมอคงอยากให้เห็นผลโดยเร็ว จึงมีการเพิ่มพลังงานแสงลงไป คราวนี้เลยเหมือนโดนหนังสติ๊กดีดแบบจังๆ ให้สะดุ้งหลายครั้งในบางจุดของใบหน้า ข้าพเจ้าก็อดทน เพราะคิดว่าเป็นธรรมชาติของการทำเลเซอร์แบบนี้
และแล้วว..จนมาถึงแถวๆคางและ มุมปาก มันรู้สึกดีดแรงมากค่ะ สะดุ้งโหยง แอนด์รู้สึกผิวแสบร้อน จนต้องยกมือบอกคุณหมอว่าร้อนค่ะร้อน คุณหมอจึงเอาไอเย็นมาพ่นๆ บริเวณคาง และทำการยิงเลอเซอร์ต่อไป คุณหมอถึงค่อยมาบอกตอนนั้นว่า “คุณหมอเพิ่มพลังงานนิดนึงนะคะ ไม่ต้องตกใจค่ะ ร้อนๆ แดงๆ นิดหน่อย ไม่เป็นไรค่ะ”
(โดยปกติตัวเองเป็นคนที่ทนเจ็บได้มากๆ มีความอึดถึกสูงงงง สังเกตจากหลายเรื่องในชีวิตตัวเองมากๆ เช่น นอนให้น้ำเกลืออยู่ที่ ร.พ. รู้สึกปวดๆ ตรงมือที่เข็มฉีด แต่ก็ไม่ได้บ่นอะไร พยายามนอนนิ่งๆ เป็นคนไข้ที่ดี จนพยาบาลเข้ามาเห็นว่า ที่หลังมือบวมจนเหมือนมีลูกมะนาว ลูกโต๊..โตอยู่ในมือเชียวค๊า..อันเกิดจากเส้นเลือดแตก น้ำเกลือจึงไปคั่งอยู่ ปวดเหมือนโดนผึ้งต่อย ((พอดีไม่เคยโดนอ่ะค่ะ เหอๆๆ เลยไม่รู้ว่ามันปวดระดับไหน ที่ไม่ธรรมดา)) เค้าก็บอกว่าเรายังอดทนนอนอยู่ได้ เจ็บหรือปวดทำไมไม่ร้องโอดครวญใดๆ เลย!?!? ((อ้าว!! โดนอีกตู!)) )
ที่เล่ามานี้ จะเป็นอุทาเห่า เอ้ย! อุทาหรณ์ สอนสาวๆ ที่อยากไปทำเลเซอร์กันนะคะ อย่าได้มีความอดทนจนเกินไป ถ้าเราทนเจ็บ หรือปวดแสบปวดร้อนผิว ระดับที่ทนไม่ได้ แบบที่ผิวแดงๆร้อนๆ ให้บอกหมอทันที และถ้าคุณหมอยังยืนยันที่จะใช้พลังงานเดิมๆ ต่อไป เราไม่ควรยินยอมนะคะ ไม่ควรมองข้ามความปลอดภัย..ไม่เช่นนั้นจะเป็นเช่นนี้ อี้ อี้ อี้ อี้……. (ทำเสียงพากย์เหมือนรายการ “สัมผัสที่หก”!!!! อูยย…เล่นมุขบ่งบอกอายุกันอีกแว้ว! T_T)

พอทำเสร็จวันนั้น โดยความขี้เกรงใจของอะฮั้น บวกกับใกล้เวลาที่คลีนิคจะปิดแล้ว รอยแดงแถวๆ คางและมุมปาก มันเริ่มปวมๆ พองๆ เหมือนแผลโดนไฟไหม้ และเริ่มมีรอยดำ ที่ชัดเจน และดำชัดเจนขึ้น พอวันรุ่งขึ้น จึงนำรอยนี้ไปที่คลีนิคนั้นอีกครั้ง และให้คุณหมอดู พอดีคุณหมอที่ทำให้ เค้าไม่ได้เข้าเวรวันนั้น จึงเป็นคุณหมอผู้ชายอีกคนรับเรื่องไว้ นัดดูอีกที 2 อาทิตย์ แต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่า มุมปากอะฮั้นจะหายดำเมื่อไหร่ T_T
ดิชั้นเลยต้องเดินเป็นนางพญาปากดำ กันไปก่อน เสมือนหนึ่งมีปานดำที่มุมปากมาแต่กำเนิด…รอก็แต่จะได้พบกับท่านชาย ที่ตามหาสาวที่มีปานดำสามเหลี่ยม ที่มุมปากด้านขวา..(มิใช่แก้มก้นนะเคอะ~!) เพื่อมาดูแลกองมรดกพันแปดร้อยล้านที่เด็จพ่อเด็จแม่ทิ้งไว้ให้ เพื่อจะได้เสวยสุขกันซ้าที…โอ้ว! ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียง กริ๊งงงง…..เมื่อหันไปมอง อ่อ!! นาฬิกาปลุก!!! ต๊ายตาย ต้องรีบตื่นไปทำงานแล้วสิเนี่ย! ว่าแล้วก็รีบเอามือปาดน้ำลาย เสียดายที่ฝันค้าง… พอปาดปุ๊บ เนื้อก็หลุดติดมาทันที โอ้ว!! ฝันค้างเลยค่ะ เพราะปานดำสามเหลี่ยมของดิชั้น มันแปรสภาพไปแล้วค่ะ! ไม่นะ..ไม่…ไม่!! เป็นอันไม่ได้พบท่านชายกันพอดี ตอนนี้ดิชั้นเลยกลายเป็น ปานดำรูปไม้หนีบ หรือ ปานดำรูปกรรไกร เอ่อ..แต่มองๆ ไป ก็ดูเหมือนตะเกียบกำลังคีบลูกชิ้น! - -”
คำเตือน : การพนันเป็นสิ่งไม่ดี กรุณาอย่าตีเป็นเลข และนำไปใช้ในช่วงวันที่ 1 และ 16 ของเดือนค่ะ!!
Popularity: 1% [?]